จู่ๆ ก็มีชายแปลกหน้าโผล่มาที่บ้าน หวาชิงเสวี่ยถึงกับงุนงงไปชั่วขณะ
อีกฝ่ายก็ตกตะลึงเช่นกัน ทั้งดึงรถเข็นที่อยู่ด้านหลังเข้ามาในประตูเรือน พลางเอ่ยถามป้าเหอที่อยู่ด้านหลังว่า “ท่านแม่ นี่ใครกันขอรับ เหตุใดถึงมาอยู่ในบ้านของเรา?”
หวาชิงเสวี่ยเข้าใจในทันที นางรู้ว่าป้าเหอมีลูกชายคนเดียว อยู่ในค่ายชิงโจว ดูท่าแล้ว คนผู้นี้...คงจะเป็ลูกชายของป้าเหอ?
ป้าเหอที่เดินตามเขาเข้ามาร้อง “อ้อ” พลางแนะนำลูกชายให้รู้จักด้วยรอยยิ้ม “นี่คือแม่นางหวา ครั้งก่อนแม่เคยบอกแล้วไม่ใช่หรือ? ห้องทางทิศตะวันตกของบ้านเราว่างอยู่ก็เปล่าประโยชน์ ปล่อยเช่าออกไปเสียดีกว่า”
ป้าเหอชี้นิ้วไปยังลูกชายของตน แล้วพูดกับหวาชิงเสวี่ยว่า “นี่ลูกชายข้า ชื่อเหออู่ เขาเป็นายพัน [1] ในค่ายชิงโจวเชียวนะ!” นางพูดพลางเผยรอยยิ้มภาคภูมิใจออกมา
เหออู่มองมารดาของตนอย่างจนใจ “ท่านแม่ ข้าบอกไปตั้งกี่ครั้งแล้ว นายพันไม่ใช่ตำแหน่งใหญ่อะไร ไม่ต้องพูดถึงทุกครั้งที่เจอคนอื่นหรอกขอรับ!”
ป้าเหอเกิดความไม่พอใจ จ้องเขม็งแล้วพูดว่า “เหตุใดจะไม่ยิ่งใหญ่เล่า? ตำแหน่งเล็กหรือใหญ่ก็เป็ขุนนางเหมือนกัน มีคนตั้งมากมายที่ไปเป็ทหาร เหตุใดคนอื่นถึงไม่ได้เป็นายพันบ้าง? เบื้องบนให้เ้าเป็นายพันเพราะอยากให้โอกาสเ้าได้ฝึกฝน เ้าจะรังเกียจอะไร?! อีกอย่างเ้าเพิ่งอายุเพิ่งยี่สิบต้นๆ ต่อไปก็จะได้เลื่อนขั้นอีก!”
เหออู่เบะปาก ไม่พูดอะไรอีก
หวาชิงเสวี่ยเห็นชายร่างสูงใหญ่กำยำเช่นนี้ แต่กลับถูกมารดาตัวเองตำหนิจนไม่กล้าปริปากพูดอะไร พอเห็นภาพที่แตกต่างเช่นนี้ก็อดขำไม่ได้
ท่าทางของเหออู่ยิ่งดูเก้อเขินเข้าไปอีก ผิวสีแทนของเขาขึ้นสีแดงจางๆ อย่างเห็นได้ชัด
หวาชิงเสวี่ยไม่รู้ว่าตนทำให้ชายผู้นี้เขินอายเสียแล้ว นางยื่นข้าวโพดคั่วในชามไปข้างหน้า พูดด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านป้า ข้าทำข้าวโพดคั่วเตรียมจะเอาไปขาย ท่านช่วยชิมรสชาติให้หน่อยสิเ้าคะ”
ป้าเหอจึงหยุดพูด มองอาหารสีขาวแซมเหลืองในชามด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้วหยิบมาชิมหนึ่งชิ้น
“อืม...รสหวานๆ เด็กๆ น่าจะชอบกัน”
เหออู่ก็มองข้าวโพดคั่วในชามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “อะไรหรือนั่น?”
หวาชิงเสวี่ยจึงยื่นชามไปตรงหน้าเขา “พี่เหอ ท่านก็ชิมดูสิเ้าคะ”
โอ๊ย! นางเรียกเขาว่าพี่...
เขินจังเลย!
เหออู่พยายามทำสีหน้าจริงจัง ชิมหนึ่งชิ้น ปากเคี้ยวไปพลาง เหลือบสายตาแอบมองหวาชิงเสวี่ยไปพลาง...
ใบหน้าของหวาชิงเสวี่ยไม่ได้เป็ประเภทโดดเด่นเย้ายวน ตรงกันข้าม ใบหน้าของนางดูงดงามละมุนละไม ผิวพรรณขาวผุดผ่องราวหิมะ ทั้งตัวดูเปล่งประกายความงดงามอ่อนหวาน ยิ่งมอง ยิ่งน่าหลงใหล โดยเฉพาะเวลาที่ยิ้ม ใบหน้าจิ้มลิ้มยิ่งดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที ชวนให้ผู้คนตะลึงในความงามเหลือเกิน
เหออู่รู้สึกหัวใจเต้นแรงขึ้นมาสองสามจังหวะโดยไม่รู้ตัว
“พี่เหอ ท่านว่าเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ?” หวาชิงเสวี่ยจ้องมองสีหน้าของเขาอย่างตั้งใจ อยากรู้ว่าเหออู่คิดอย่างไรกับข้าวโพดคั่ว
เพราะถึงอย่างไร อาหารบางอย่างถึงแม้จะอร่อย แต่ก็อาจจะไม่ถูกปากคนในยุคสมัยนี้ก็ได้
เหออู่กลับรู้สึกสับสนนิดหน่อย “หา? ...อะไร...เป็อย่างไรนะ?”
ป้าเหอตบท้ายทอยของเหออู่ไปหนึ่งที! “มัวเหม่ออะไรอยู่?! น้องหวาเขาให้เ้าชิมข้าวโพดคั่วว่าอร่อยหรือไม่!”
“...” เหออู่กุมศีรษะ ทำสีหน้าอึดอัดไม่รู้จะทำอย่างไร
แย่แล้ว! เขาลืมรสชาติไปแล้ว!
“ข้า...เมื่อครู่ข้ายังไม่รู้รส ข้าจะลองชิมอีกชิ้น!”
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าอย่างจริงจัง “เกรงว่าน้ำตาลที่ใส่ลงไปจะยังไม่พอ ท่านชิมดูอีกสักสองสามชิ้นนะเ้าคะ”
ป้าเหอกลับบ่นพึมพำ “น้ำตาลแพงจะตาย ข้ารู้สึกว่ารสชาติตอนนี้ก็กำลังดี หากใส่น้ำตาลมากไปแล้วขาดทุนจะทำอย่างไร...”
หวาชิงเสวี่ยยิ้ม “ขนมหวานเหมาะจะเอาไว้เฉลิมฉลองปีใหม่อย่างไรเล่าเ้าคะ”
เหออู่มองรอยยิ้มบนใบหน้าของหวาชิงเสวี่ยอย่างเหม่อลอย พึมพำเบาๆ ว่า “หวานจัง...”
ไม่รู้ว่าเขาพูดถึงข้าวโพดคั่วในปาก หรือพูดถึงคนตรงหน้ากันแน่...
...
ครั้งนี้ที่เหออู่กลับมาเพราะค่ายทหารให้หยุดพัก
ใกล้จะถึงวันสิ้นปีแล้ว ตามธรรมเนียมแล้ววันข้ามปีเป็วันแห่งการอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันของทุกครอบครัว แต่เหล่าทหารในค่ายชิงโจวกลับไม่อาจประมาทได้ ต้องผลัดเปลี่ยนเวรยามอย่างเข้มงวดยิ่งกว่าเดิม
เหออู่ก็อยู่ในกลุ่มที่ต้องผลัดเปลี่ยนเวรยามเช่นกัน เพราะไม่สามารถกลับมาวันข้ามปีได้ จึงได้วันหยุดพักผ่อนล่วงหน้า กลับมาอยู่กับมารดา
เพียงแต่ไม่คิดว่า ไม่ได้กลับมาบ้านหลายเดือนแล้ว ในบ้านกลับมีแม่นางหน้าตางดงามเพิ่มขึ้นมาคนหนึ่ง แบบนี้...ต้องเดินเข้าเดินออกทุกวัน เขาก็รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง
ด้านป้าเหอก็รู้สึกลำบากใจอย่างยิ่ง
หากว่ากันตามความรู้สึก นางย่อมอยากให้ลูกชายกลับมาอยู่บ้าน แต่หากว่ากันตามเหตุผล ตอนที่หวาชิงเสวี่ยมาเช่าห้อง นางก็รู้อย่างชัดเจนแล้วว่า หวาชิงเสวี่ยเลือกเรือนของนางเพราะมีคนอยู่น้อย ลูกชายของนางก็ไม่ค่อยอยู่ติดบ้าน ในเรือนจึงเงียบสงบ
ตอนนี้กลับกลายเป็ว่า ในบ้านมีชายร่างกำยำเข้าออกอยู่ทุกวัน จะทำให้หญิงสาวลำบากใจแค่ไหน?
แต่...ตอนนี้ใกล้ถึงวันตรุษจีนแล้ว ป้าเหอจะไปไล่ลูกชายตัวเองออกจากบ้านได้อย่างไร
หวาชิงเสวี่ยดูเหมือนจะไม่รู้ถึงความกังวลใจของคนทั้งสอง นางตื่นขึ้นมาต้มชา ทำข้าวโพดคั่วทุกวันตามปกติ จากนั้นก็นั่งรอป้าเหอกลับมา แล้วผลัดเปลี่ยนรถเข็นออกไปตั้งแผงขายของ
ป้าเหอเห็นหวาชิงเสวี่ยไม่ได้พูดถึงเื่นี้ จึงตัดสินใจแกล้งทำเป็ไม่รู้ ปล่อยเลยตามเลยไปแบบนั้น!
...
ข้าวโพดคั่วได้รับการตอบรับอย่างดีจากชาวเมืองผานสุ่ย เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย! ทำให้ยอดขายชาของนางดีขึ้นตามไปด้วย
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็เป็เพราะใกล้่ข้ามปีแล้ว ทุกบ้านทุกครัวเรือนต่างมีธรรมเนียมซื้อของขบเคี้ยวและผลไม้ตุนเอาไว้ ข้าวโพดคั่วของหวาชิงเสวี่ยทั้งอร่อยและราคาถูก อีแปะเดียวได้หนึ่งกอง สองอีแปะได้หนึ่งกองใหญ่ๆ บ้านไหนที่มีเด็กๆ ต่างก็ยินดีซื้อเพิ่มอีก
...
ตอนที่ฟู่ถิงเย่หาหวาชิงเสวี่ยพบ นางกำลังห่อข้าวโพดคั่วให้ลูกค้าอยู่ที่แผงขายของ
เขายืนอยู่ไม่ไกล มองหญิงสาวที่กำลังวุ่นมือเป็ระวิงอยู่ด้วยสายตาเ็า ปากพลางพึมพำออกมาว่า “สตรีไร้หัวใจ”
ั้แ่รู้ว่าหวาชิงเสวี่ยไม่อยู่ในจวน เขาก็เป็ห่วงมาตลอด กลัวว่านางจะได้รับอันตรายระหว่างทาง
แต่นายทหารที่พานางเข้าเมืองในตอนนั้นยืนยันว่า หวาชิงเสวี่ยเข้าเมืองอย่างปลอดภัยแล้วจริงแท้แน่นอน!
เขาไปที่ศาลาว่าการเพื่อตามหาคน อา...
ทำทะเบียนบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังไม่ยอมไปที่จวนแม่ทัพของเขา นางหมายความว่าอย่างไร?
ตอนนั้นยังอ้อนวอนขอให้เขาพานางออกจากเมือง ตอนนี้พอออกจากเมืองได้แล้ว กลับไม่เห็นหัวเขาแล้วหรือ?
มิน่าเขาถึงได้ยินว่าสตรีนั้นเอาแน่เอานอนไม่ได้ คำสอนโบราณเ่าั้ไม่เกินจริงเลย!
ฟู่ถิงเย่เพียงรู้สึกว่าเขาถูกทำร้ายความรู้สึกอย่างรุนแรง! เป็พัน! ...ไม่สิ หมื่น! แสนาแ!
จ้าวเซิงที่ยืนอยู่ข้างๆ รู้สึกหวาดหวั่น เหลือบสายตาแอบมองสีหน้าของท่านแม่ทัพ ไม่กล้าหันไปมองอีกเป็ครั้งที่สอง
บ้าเอ๊ย...น่ากลัวเกินไปแล้ว!
ราวกับจับได้คาเตียงว่าคบชู้อย่างไรอย่างนั้น! แม่นางหวาผู้นี้มีความสัมพันธ์เช่นไรกับท่านแม่ทัพกันแน่?!
ฟู่ถิงเย่เห็นหวาชิงเสวี่ยยิ้มหวานให้กับชายที่มาซื้อข้าวโพดคั่ว และยังพูดด้วยความเป็มิตรว่า “โอกาสหน้าเชิญใหม่นะเ้าคะ”
เส้นเืที่ขมับเต้นตุบๆ เขากัดฟันกรอด “สตรีมากรักหลายใจ!”
จ้าวเซิงเหงื่อตก “...”
ท่านแม่ทัพ! ท่านมองมานานแล้ว! เหตุใดไม่เข้าไปทักทายเล่า!!!
แล้วก็แม่นางหวาอะไรนั่น เ้าจะมัวแต่ขายของไม่ได้นะ! ถูกคนเขาจ้องมองมานานขนาดนี้ไม่รู้สึกตัวบ้างเลยหรือ?! นี่!
ไม่รู้ว่าสายตาของฟู่ถิงเย่ร้อนแรงเกินไป หรือว่าหวาชิงเสวี่ยได้ยินเสียงในใจของจ้าวเซิง ในที่สุดหวาชิงเสวี่ยหันมามองทางนี้
“ท่านแม่ทัพฟู่?!” หวาชิงเสวี่ยมีสีหน้าดีใจ ร้องเรียกออกมาในทันที!
พอนางร้องเรียก คนเดินถนนโดยรอบก็สังเกตเห็นฟู่ถิงเย่เช่นกัน ที่จริงเมื่อครู่ก็มีคนจำท่านแม่ทัพฟู่ได้แล้ว เพราะว่ามีเคราอันโดดเด่นเป็เอกลักษณ์ แต่เพราะหวั่นเกรงบารมีของท่านแม่ทัพจึงไม่กล้าส่งเสียง
จ้าวเซิงรู้สึกว่าสตรีนางนี้ไม่มีไหวพริบเลยสักนิด ไม่เห็นหรือว่าท่านแม่ทัพใหญ่กำลังโมโห ยังจะยิ้มอีก? รู้หรือไม่ว่าท่านแม่ทัพมีฉายาว่าพญายมฟู่เชียวนะ?!
อีกเดี๋ยวหากถูกโบย [2] เ้าได้น้ำตาตกแน่!
พ่อค้าแม่ค้าที่คุ้นเคยกันถามหวาชิงเสวี่ยว่า “น้องหวา เ้ารู้จักกับท่านแม่ทัพหรือ?”
หวาชิงเสวี่ยตอบด้วยความเบิกบาน “ท่านแม่ทัพฟู่นี่แหละที่ช่วยข้าออกมาจากเมืองเหรินชิวเ้าค่ะ!”
ทุกคนเข้าใจในทันที และพากันสรรเสริญฟู่ถิงเย่
“ท่านแม่ทัพฟู่ของเราเป็เทพา! คนอื่นสู้หนึ่งต่อสิบ ท่านสู้หนึ่งต่อร้อย!”
“น้องหวา เ้าได้พบกับท่านแม่ทัพฟู่ ถือว่าเป็บุญของเ้าแล้ว!”
“ตราบใดที่ท่านแม่ทัพฟู่ยังอยู่ในผานสุ่ยของเรา พวกสุนัขเหลียวล้วนไม่กล้าเข้ามา!”
“น้องสาว เ้าเล่าให้ฟังหน่อยสิว่าท่านแม่ทัพช่วยเ้าอย่างไร? ท่านเก่งกาจมากใช่หรือไม่ ไร้เทียมทานมากเลยใช่หรือไม่?”
ไม่มีใครซื้อของกันแล้ว ทุกคนพากันรุมล้อมหวาชิงเสวี่ยและถามไม่หยุด
หวาชิงเสวี่ยยิ้มแห้งๆ ตอบอย่างคลุมเครือว่า “...ตอนนั้นข้ากลัวมาก ได้แต่หลับตาปี๋ พอลืมตาขึ้นมา ข้าก็ออกมาจากเมืองแล้ว...”
“โอ้โอ้! สมกับเป็ท่านแม่ทัพฟู่ของเรา! ราวกับเทพจริงๆ!”
“เพียงพริบตาเดียวก็พาเ้าออกมาจากเมืองได้! มีเพียงท่านแม่ทัพฟู่ของเราเท่านั้นที่ทำได้!”
จ้าวเซิง “...”
ตอนนี้เขาอยากจะถามเหลือเกินว่า ท่านแม่ทัพกำลังรู้สึกอย่างไร...
ฟู่ถิงเย่เดินเข้าไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย
คนที่อยู่โดยรอบหลีกทางให้โดยไม่ต้องสั่ง ทุกคนต่างยืนล้อมดูอยู่รอบนอก
ท่านแม่ทัพใหญ่ผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง กับเถ้าแก่เนี้ยเ้าของแผงน้ำชา เหตุใดดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์อันคลุมเครือกันนะ
ฟู่ถิงเย่กระแอมสองครั้ง ถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เ้ามาทำอะไรอยู่ที่นี่?”
หวาชิงเสวี่ยกะพริบตา มองเขาด้วยความงุนงง ตอบว่า “ท่านแม่ทัพ ข้า...กำลังขายชากับข้าวโพดคั่วอยู่เ้าค่ะ”
ฟู่ถิงเย่ “...”
จ้าวเซิงทนดูต่อไม่ไหวแล้ว นี่มันหัววัวไม่เข้ากับปากม้า [3] ตอบคำถามกันคนละเื่เลย!
เขาทนไม่ได้จึงพูดแทรกขึ้นมาอธิบาย “แม่นางหวา ท่านแม่ทัพหมายความว่า เขาไม่ได้ให้เ้าไปที่จวนแม่ทัพหรือ? เหตุใดเ้าถึงมาอยู่ที่นี่?”
เหตุใดเ้าถึงไม่ไปเล่า?
เหตุใดถึงไม่ไป?
หากเ้าไป ข้าก็คงไม่ต้องมาเสียเวลาทรมานใจไปหลายวันแบบนี้!
หวาชิงเสวี่ยมองจ้าวเซิง แล้วมองไปที่ฟู่ถิงเย่ สายตาของนางราวกับกำลังถามว่า คำถามของท่านเมื่อครู่นี้ หมายความว่าตามนั้นจริงๆ หรือ?
ฟู่ถิงเย่ยังคงมองนางด้วยสีหน้าเรียบเฉย เหมือนเป็การยอมรับ
หวาชิงเสวี่ยยิ้มเจื่อนๆ “ข้าเคยไปแล้วเ้าค่ะ...”
อะไรนะ?!
จ้าวเซิงเบิกตากว้าง!
หวาชิงเสวี่ยยักไหล่อย่างจนใจ “แต่พวกเขาไม่ให้ข้าเข้าไป ข้าคิดว่าถึงอย่างไรก็ไม่ได้มีธุระด่วน จึงไม่ได้ไปอีก”
นี่คือความรู้สึกที่แท้จริงของนาง สถานที่อย่างจวนแม่ทัพ หากไม่มีเื่สำคัญจริงๆ จะให้ไปรบกวนคนอื่นเรื่อยๆ แบบนั้น คงไม่ดีนักไม่ใช่หรือ?
พ่อบ้านจ้าวตื่นตระหนก รีบยกมือสาบานต่อฟ้าดิน “ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยไม่รู้เื่นี้จริงๆ ขอรับ!”
ฟู่ถิงเย่มีสีหน้าบึ้งตึง “บ่าวไพร่ในจวนอวดดี ถือเป็ความรับผิดชอบของพ่อบ้านอย่างเ้า กลับไปรับโทษโบยยี่สิบไม้”
หวาชิงเสวี่ยได้ยินเช่นนั้นก็ใ พูดกันดีๆ อยู่แท้ๆ เหตุใดจู่ๆ ถึงจะโบยคนกันล่ะ?!
“ไม่เกี่ยวกับพ่อบ้านนะเ้าคะ ข้าไม่ได้เจอท่านพ่อบ้านด้วยซ้ำ อาจเป็เพราะตอนนั้นข้าดูโทรมเกินไป พี่ชายที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูจึงไม่ได้พาข้าไปพบ...”
นางยังพูดไม่ทันจบ ฟู่ถิงเย่ก็แค่นเสียงเ็า เอ่ยว่า “ตัดสินคนจากภายนอก เป็สุนัขกล้าวางอำนาจราวกับเป็เ้านาย โบยเพิ่มอีกยี่สิบไม้”
จ้าวเซิง “...”
อยากจะเป็ลมเหลือเกิน ใครก็ได้ช่วยพยุงเขาที...
————————————————————————————————————
[1]นายพัน (千总) ตำแหน่งทางทหารในสมัยโบราณของจีนในสมัยราชวงศ์ิและชิง จัดว่าเป็ตำแหน่งขุนนางทางทหารระดับหก
[2]โบย (军棍) การลงโทษด้วยการตีโดยใช้ไม้กระบองหนาๆ เป็การลงโทษทางทหาร
[3]หัววัวไม่เข้ากับปากม้า(头不对马嘴 )หมายถึง ตอบไม่ตรงคำถามหรือเื่ราวไม่สอดคล้องกัน
