องค์หญิงอีเหรินไม่เชื่อในพระพุทธศาสนา
ทว่า่นี้นางรู้สึกว่าเื่ราวต่างๆ ไม่ค่อยจะราบรื่นเท่าใดนัก ล้วนไม่เข้าท่า
นางอุตสาหะปรุงน้ำหอมอย่างยากลำบาก ด้วยคิดจะจัดงานเลี้ยงสักงานหรือไม่ก็ไปเข้าร่วมงานเลี้ยงสักงานก็ยังดี แน่นอนว่าเหตุผลหลักที่นางทำเื่เหล่านี้ก็เป็เพราะบุรุษคนนั้น
นางได้ส่งคนไปสอบถามมาแล้ว อีกฝั่งเป็นายน้อยของตระกูลหยินจากแคว้นซี กระทั่งนามก็ยังหรูหรา เป็หนึ่งในสี่ยอดบุรุษของแคว้น
แม้เขาและนางจะอายุห่างกันมากไปสักหน่อย ทว่าองค์หญิงอีเดิมทีก็ไม่ใช่เด็กน้อยคนหนึ่ง นางย่อมไม่มีทางหลงรักเด็กน้อย นางชอบคนที่อายุมากกว่านางสักหลายปี เช่นนี้สำหรับนางจึงจะรู้สึกปกติ
แม้นางจะเป็องค์หญิงผู้สูงส่ง ทว่านางกลับไม่เคยคิดจะแต่งงานกับเหล่าองค์ชาย ด้วยตัวนางเองก็สูงส่งพอแล้ว ไม่มีความจำเป็ต้องแต่งงานกับใครเพื่อสถานะทางสังคม
ยิ่งกว่านั้นบุรุษในราชวงศ์ยังหาดีไม่ได้สักคน กระทั่งฮ่องเต้ก็ยังเป็เช่นนั้น นางก็นับว่ามองได้ทะลุปรุโปร่งแล้ว
อีกทั้งเสร็จแม่ยังเคยตรัสว่าราชวงศ์แคว้นซีอ่อนแอยิ่ง กระทั่งสถานะของฮ่องเต้ยังไม่สู้สี่ตระกูลใหญ่ในแคว้นซีเสียด้วยซ้ำ จะว่าไปแล้วก็เป็เพียงหุ่นเชิดเท่านั้น
ตระกูลหยินก็เป็หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ ความมั่นคงของตระกูลนับว่าอยู่อันดับต้นๆ
ทว่าน้ำหอมของนางก็ปรุงเสร็จแล้ว กระทั่งข้ออ้างในการจัดงานก็คิดไว้เรียบร้อยแ นางกลับเพิ่งจะได้รับข่าวว่าหยินหัวออกจากแคว้นเชินไปแล้ว
เมื่อได้ยินข่าวนี้ก็รู้สึกห่อเหี่ยวใจอย่างบอกไม่ถูก
บัดนี้ยามอยู่ในวัง จ้งเยียน เ้าคนสมองทึบก็เอาแต่ขัดใจนาง ก็เห็นอยู่ชัดๆ ว่าท่านอาจารย์ทิ้งเขาไปแล้ว เขาก็ยังเอาแต่คำนึงถึงไม่ยอมลืมอยู่ได้
ไหนจะเสด็จพ่ออีก พระสนมเอกเล่อกับพระสนมหรงเพิ่งจะตายไป ยังไม่ทันไรก็มีฮูหยินหลัวโผล่มาอีกคน
ครั้งนี้ท่าทีของเสด็จพ่อยังดูจริงจังอย่างเห็นได้ชัด ไม่เหมือนกับที่ผ่านๆ มา
เมื่อก่อนยามเสด็จพ่อโปรดสตรีสักนางก็เพียงแค่ร่วมหอกับนางเสียก็สิ้นเื่ ทว่าครานี้ถึงขั้นพระราชทานบรรดาศักดิ์ แต่กลับไม่กล้าไปพบนางสักครา ั้แ่เช้าจรดเย็นเอาแต่ใจลอย ยามอยู่ต่อหน้านางก็สนทนากับนางเพียงไม่กี่ประโยค ทั้งยังมาถามนางว่าสตรีที่เคยผ่านชีวิตเช่นนั้นมาจะชอบบุรุษเช่นไร
ว่ากันว่าพักนี้เสด็จพ่อเพื่อจะประทานของขวัญให้ฮูหยินหลัว ยังต้องเปลืองสมองไปอีกไม่น้อย
ฮ่องเต้ที่พระชนมพรรษาไม่น้อยแล้ว บัดนี้กลับคลั่งรักราวกับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ช่างน่าสะอิดสะเอียนนัก
ทว่าองค์หญิงอีเหรินกลับนึกสงสัยว่าฮูหยินหลัว แท้จริงแล้วมีรูปโฉมอย่างไร
เหตุใดจึงสามารถทำให้เสด็จพ่อผู้ช่ำชองในรัก ถึงขั้นตกหลุมรักนางจนถอนตัวไม่ขึ้นั้แ่ครั้งแรกได้
นางที่่นี้ไม่ว่าเื่ราวใดๆ ล้วนแต่ติดขัด วันนี้จึงได้ตัดสินใจไปไหว้พระที่วัดเทียนเหริน
แม้ว่านางจะไม่เชื่อในพระพุทธศาสนา ทว่าเพียงแค่ไหว้พระก็ไม่นับว่าเสียหายอะไร
องค์หญิงอีเดินทางไปวัดเทียนเหรินเพื่อสักการะพระพุทธรูป เ้าอาวาสเมื่อรู้เื่ก็เร่งจัดเตรียมสถานที่ไว้เรียบร้อยั้แ่เนิ่นๆ ฟ้ายังไม่ทันสาง ในวัดก็เริ่มลงมือกวาดพื้นกันแล้ว
กระทั่งซอกคิ้วของพระพุทธรูปก็ยังลงมือขัดกันถึงสามครั้ง
กระทั่งทองระหว่างคิ้วหลุดไปก็ยังซ่อมแซมจนเรียบร้อยแล้ว
พระพุทธรูปทองคำองค์ใหญ่ ส่องแสงสีทองเรืองรองราวกับแสงแห่งธรรม
วันนี้ท่านเ้าอาวาสถือโอกาสสวมจีวรชุดใหม่ เหล่าภิกษุรูปอื่นๆ ก็โอ่อ่าไม่แพ้กัน
ด้วยเพราะองค์หญิงอีไม่ได้เป็เพียงองค์หญิง แต่ความรู้ด้านพระธรรมของนางโดดเด่นนัก พระชนมพรรษาเพียงเท่านี้ แต่กลับสามารถประพันธ์กลอนโพธิศรัทธาด้วยตนเองได้แล้ว
ปากทางเข้าวัดเทียนเหรินมีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง
ครั้งแรกที่องค์หญิงติดตามฮ่องเต้มายังวัดแห่งนี้ เมื่อเห็นต้นโพธิ์ก็ตรัสขึ้น
“โพธิ์บ่คือพฤกษา ขุนนางกล้าไร้ที่ยืน สรรพสิ่งบ่มิคืน ทุกสิ่งฟื้นคือธุลี”
วาจาขององค์หญิงทำให้เหล่าภิกษุในวัดล้วนแต่สีหน้าเปลี่ยนไปตามกัน
ท่านเ้าอาวาสแสดงออกยิ่งกว่าใคร เพราะได้ยินวาจาขององค์หญิงแล้วก็ราวกับได้บรรลุพระธรรมทันที จากนั้นจึงได้ออกจากตำแหน่งเ้าอาวาส แล้วเข้าฌาณฝึกตนทันที
ยิ่งกว่านั้นองค์หญิงอีเหรินยังรู้ซึ้งในหลักธรรมจนทำให้เหล่าภิกษุละอายใจเหลือเกิน
เ้าอาวาสรูปใหม่ที่มาแทนก็คือเ้าอาวาสรูปปัจจุบัน เขาเคารพองค์หญิงอียิ่งนัก
“น่าเสียดายที่ม้าขาวตัวนั้นถูกพระจากพื้นที่รกร้างพาไปเสียแล้ว ไม่เช่นนั้นหากได้ผูกมันไว้หน้าประตูวัด องค์หญิงทอดพระเนตรเห็นแล้วจะต้องโปรดปรานมากเป็แน่ พระเ่าั้ก็ช่างโง่งม อุตส่าห์เอาเงินเอาทองไปขอแลกเ้าม้าขาวตัวนั้นก็ยังจะไม่ยอมแลก” ภิกษุร่างท้วมข้างกายเ้าอาวาสกล่าวขึ้นอย่างทอดถอนใจ
ท่านเ้าอาวาสเองก็ขมวดคิ้วน้อยๆ เขาเองก็ไม่ชอบพระจากพื้นที่ห่างไกลเ่าั้เท่าใดนัก ทว่าฝ่าาช่างมีเมตตาเหลือเกิน ยังทรงอุตส่าห์สร้างวัดเล็กๆ ขึ้นใกล้ๆ กับสำนักเชินเพื่อประทานให้ภิกษุเหล่านี้
แม้วัดเทียนเหรินจะไม่ได้สนใจวัดเล็กๆ นั่นอยู่แล้ว ทว่าวัดนั้นกลับมาบดบังทัศนวิสัย ดังนั้นยามมองไปที่วัดเล็กๆ แห่งนั้นจึงรู้สึกไม่สบายใจเท่าไร
“ทำความสะอาดต้นโพธิ์สะอาดหรือยัง ประเดี๋ยวองค์หญิงจะมาแล้ว พวกเ้าอย่าได้ทำตัวเอื่อยเฉื่อย” เ้าอาวาสกำชับคนอื่นๆ
“จัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ วันนี้การเรียน่เช้าก็หยุดแล้ว แม้แต่ขั้นบันไดก็กวาดเรียบร้อยแล้วขอรับ” ภิกษุร่างท้วมตอบอย่างรู้ความ
สำนักเชินมีูเาสูงรายล้อม ทำให้บรรยากาศดีนัก
ในตอนแรกท่านอาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักเชินเห็นเพียงว่าที่นี่ทิวทัศน์งดงาม จึงอยากจะสอนหนังสือที่นี่ ทั้งยังถือโอกาสเกษียณอายุที่นี่ไปด้วยเลย
ทว่ากลับไม่คาดคิดว่าที่นี่จะมาไกลถึงเพียงนี้
ตีนเขามีทางแยกอยู่สองเส้นทาง
เส้นทางแรกมีถนนกว้างและเป็ระเบียบ กระทั่งก้อนหินริมทางยังส่องประกายเพราะมีคนย่ำผ่านมันมาแล้วนับพันนับหมื่นเพื่อไปสักการะพระพุทธรูปบนวัดเทียนเหริน
ส่วนอีกเส้นทางกว้างเพียงให้เดินแค่คนเดียวเท่านั้น อีกทั้งยังเต็มไปด้วยโคลน วัชพืชและก้อนหิน เส้นทางคดเคี้ยว ทางเส้นนี้ก็คือเส้นทางที่ทอดไปสู่วัดเล็กๆ ที่ไม่มีใครทราบนาม
ความจริงแล้ววัดเล็กๆ แห่งนี้เองก็มีชื่อ
ชื่อคือวัดเฉิน
แต่ก็น่าขันนักที่วัดเล็กถึงเพียงนี้ แต่ยังกล้าตั้งชื่อว่าวัดเฉิน
พระที่จำพรรษาอยู่ก็มีแค่สามรูป
นั่นคือภิกษุชรา ภิกษุหนุ่ม และเณรน้อย
องค์หญิงอีเมื่อเสด็จมาจนถึงทางแยกก็ใไปครู่หนึ่ง
เมื่อได้ฟังที่นางกำนัลอธิบาย ก็ยกยิ้มน้อยๆ
เื่นี้เป็ฝีมือเสด็จพ่อของนางที่เล่นสนุกขึ้นมา บุคคลในวัดเล็กๆ ที่อยู่ตรงข้ามกันนี้ไม่ใช่บุคคลทั่วไป แต่เป็องค์ชายน้อยของแคว้นจิง ในแคว้นเชินก็เท่ากับเป็ผู้สืบทอดราชบัลลังก์ก็ว่าได้ ทว่าความลับแห่งโชคชะตาเหล่านี้ไม่จำเป็ต้องให้บุคคลภายนอกรู้ ให้พวกเขาคิดว่าเสด็จพ่อทำเื่นี้ขึ้นด้วยความเมตตาก็ดีแล้ว ถึงอย่างไรเื่นี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เสด็จพ่อของนางก่อความวุ่นวาย
องค์หญิงอีเหรินไม่ได้วางมาดเป็ชนชั้นสูง
นางชอบเดิน
ทั้งยังชอบออกกำลังกาย
ยามเดินทางไปวัดเทียนเหริน นางจึงเดินเท้าเช่นเดียวกับคนอื่นๆ
ด้วยเหตุนี้ชื่อเสียงของนางในหมู่ประชาชนจึงดีเลิศ
นางกำนัลด้านหลังล้วนแต่สงบเสงี่ยมเรียบร้อย ทว่ากลับมีนางหนึ่งที่รูปโฉมค่อนข้างงดงาม ท่าทางเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา นางคุยจ้อไปตลอดทาง
“องค์หญิง องค์หญิงเพคะ กลอนบทนั้นที่วัดเทียนเหรินใช่องค์หญิงเป็คนเขียนหรือไม่เพคะ หม่อมฉันได้ยินมาว่าเพราะกลอนบทนั้นจึงทำให้ท่านเ้าอาวาสคนเก่ารู้สึกละอายใจจนถึงขั้นไม่ขอเป็เ้าอาวาสอีกต่อไปเลยนะเพคะ” นางกำนัลปล่อยผมด้านหน้าให้ลงมาปรกใบหน้ากลมๆ ถามขึ้นด้วยความสงสัย
ส่วนนางกำนัลและขันทีคนอื่นๆ ล้วนแต่คร่ำเคร่ง ไม่กล้ากล่าวอะไร
“ยิ่งใหญ่ถึงเพียงเสียั้แ่เมื่อไรเล่า ท่านเ้าอาวาสท่านนั้นเพียงแค่ประจวบจังหวะเข้าฌาณพอดีเท่านั้น” องค์หญิงตรัสขึ้นยิ้มๆ นางรู้ว่านางกำนัลคงจะเพียงเย้านางเล่นเท่านั้น
ทว่านางกำนัลกลับไม่เชื่อ รู้สึกว่าองค์หญิงของนางคงจะแค่กำลังถ่อมตัวอยู่ องค์หญิงผู้เป็นายของนั้นเก่งกาจที่สุด
สีหน้าเช่นนั้นของนางกำนัลทำให้องค์หญิงน้อยยิ่งรู้สึกเบิกบานใจจนทรงพระสรวล
ที่แท้ออกมาไหว้พระก็ไม่แย่นัก ขนาดยังไม่ได้ไหว้พระก็ยังรู้สึกเบิกบานใจขึ้นกว่าเดิมมากโข ทั้งยังรู้สึกปลอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูก
นางกำนัลนางนี้ คือคนที่องค์หญิงช่วยไว้อย่างไม่คาดฝันยามไปแจกเสบียง่ฤดูหนาว นางจึงต่างจากนางกำนัลคนอื่นๆ นางมีชีวิตชีวานัก แม้จะตักเตือนไปหลายครั้งก็แก้ไม่หายเสียที ทั้งโง่งมทั้งใจกล้า องค์หญิงโปรดนางเป็พิเศษ ด้วยรู้สึกว่านางซื่อสัตย์นัก เช่นนั้นต่อให้ร่าเริงไปสักหน่อยก็ไม่มีปัญหา
องค์หญิงอียังถึงขั้นคิดทรงผมให้นางด้วยพระองค์เอง นางมักจะได้รับาเ็บ่อย บนหน้าผากจึงมีรอยแผลเป็มากมาย องค์หญิงจึงออกแบบทรงผมให้นางปล่อยหน้าม้าลงมาปิดหน้าผากไว้เสีย ดังนั้นจึงดูไม่ออกแม้แต่น้อยว่านางต่างจากผู้อื่นอย่างไร เื่นี้ยิ่งทำให้นางกำนัลนางนี้ทราบซึ้งในพระคุณจนแทบหลั่งน้ำตา
คนกลุ่มหนึ่งค่อยๆ เดินขึ้นูเาอย่างเอื่อยเฉื่อย ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยใบไม้สีแดงและกลิ่นหอมจากูเา ทำให้ผู้คนรู้สึกสุขสงบ
อีกฝั่งหนึ่งในวัดเฉิน เณรน้อยกำลังทำคอตก ปกติทุกเช้าูเาลูกตรงข้ามจะต้องมีเสียงระฆังดังเป็สัญญาณการเข้าเรียนภาคเช้า ท่านอาจารย์กล่าวว่าเช่นนี้ก็สามารถทุ่นแรงพวกเขาให้ไม่ต้องยุ่งยากไปเคาะระฆัง ทว่าวันนี้เสียงระฆังกลับไม่ดัง ทำให้ยามเช้าของเขาในวันนี้วุ่นวายไปหมด
เณรน้อยรู้สึกเบื่อหน่าย ในวัดไม่มีคนอื่นสักคน เขาจึงไม่ได้สวมผ้าปิดตาไว้ ทว่าสองตายังคงหรี่ลงด้วยความง่วงงุน ขนตายาวๆ ศีรษะกลมๆ ดูแล้วช่างน่ามอง
ภิกษุหนุ่มอาปาเมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ของศิษย์น้องก็ดึงชายจีวรของเณรน้อยเบาๆ ก่อนเอ่ยขึ้น “ได้ยินมาว่าวันนี้องค์หญิงของแคว้นเชินกำลังเดินทางไปสักการะพระพุทธรูปในแคว้นเชิน เ้าอยากจะไปดูเื่สนุกหรือไม่”
เณรน้อยที่ถูกศิษย์พี่ดึงเสียจนตื่น ก็หันไปมองท่านอาจารย์ที่กำลังสวดมนต์ ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
ภิกษุหนุ่มและเณรน้อยค่อยๆ เดินผ่านภิกษุชราไปอย่างเงียบเชียบแล้วตรงดิ่งลงจากเขา
ภิกษุชราลืมตาขึ้นน้อยๆ ก่อนส่ายหน้าแล้วสวดมนต์ต่อ
“อมิตาพุทธ อมิตาพุทธ”
