ชูเฉียนโผเข้าสวมกอดคุณยายเต็มรัก ฉินซูหลานลูบหลังหลานสาวพร้อมยิ้มอย่างอ่อนโยน
“เฉียนเฉียนหลานรัก ต่อไปนี้ไม่ว่าจะเป็วันหยุดสุดสัปดาห์หรือปิดเทอม หลานกลับมาพักที่นี่ได้เสมอนะลูก การได้ไปเรียนในเมืองจะทำให้หลานได้รับการศึกษาที่ดีกว่า เด็กๆ ในหมู่บ้านตั้งกี่คนที่อยากไปเรียนแต่ไม่มีโอกาส หลานต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ดีนะรู้ไหม...”
เมื่อได้ยินคำยืนยันว่าจะได้กลับมาหาคุณยายทุกวันหยุด ชูเฉียนก็ตอบรับอย่างร่าเริง
“ได้ค่ะ หนูจะตั้งใจเรียน แล้วคุณยายก็ต้องรักษาสัญญานะคะ ให้หนูมานอนที่นี่ทุกเสาร์อาทิตย์นะ”
ฉินซูหลานยื่นนิ้วก้อยออกมาเกี่ยวกัน
“ยายสัญญาจ้ะ ยายรักษาคำพูดแน่นอน”
รอยยิ้มของชูเฉียนกว้างขึ้นกว่าเดิมเมื่อได้เกี่ยวก้อยสัญญากับคุณยาย
ชูชิงยืนมองภาพนั้นด้วยความอิ่มเอมใจ พลางนึกย้อนไปถึงชาติที่แล้ว ในเวลานี้ใบหน้าของชูเฉียนคงเต็มไปด้วยรอยแผลพุพองจากน้ำร้อนลวกจนไม่อาจยิ้มได้อย่างมีความสุขเช่นนี้ แต่ในชาตินี้... น้องสาวของเธอรอดพ้นจากเคราะห์ร้ายและกำลังจะมีวัยเด็กที่สดใสอย่างที่ควรจะเป็
หลังจากปลอบโยนชูเฉียนจนสบายใจแล้ว ฉินซูหลานก็หันมาหาหลานสาวคนโต
“ชิงชิง เื่ค้าขายเนี่ย... หลานช่วยสอนยายสักสองสามวันได้ไหม?”
ชูชิงส่งสายตาให้กำลังใจผู้เป็ยาย
“คุณยายเก่งอยู่แล้วค่ะ เรียนรู้หลักการค้าขายพื้นฐานได้แล้ว ไม่ต้องให้หนูสอนหรอก แต่หนูมีเื่จะแนะนำนิดหน่อยค่ะ ถ้าวันหลังมีเ้าหน้าที่มาเก็บค่าที่ คุณยายยอมจ่ายให้เขาไปเถอะนะคะ อย่าไปทะเลาะหรือเสียน้อยเสียยากกับเงินแค่ไม่เท่าไหร่เลย การค้าขายต้องอาศัยความประนีประนอมถึงจะรุ่งเรืองค่ะ อีกอย่าง... ในอนาคตคุณยายลองเอาขนมแป้งทอดกับไข่ต้มใบชามาขายเสริมดูนะคะ จะได้ดึงดูดลูกค้าได้หลากหลายขึ้น”
แม้ตอนนี้จะยังไม่มีใครมาเรียกเก็บค่าที่ แต่ชูชิงรู้ดีว่าอีกไม่นานเื่นี้จะเกิดขึ้น เธอจำได้แม่นว่าในชาติก่อน มีพ่อค้าแม่ขายในเมืองหลายคนหัวหมอไม่ยอมจ่ายค่าที่ จนสุดท้ายถูกไล่ไปขายในมุมอับที่ไม่มีคนเดินผ่าน ขาดทุนย่อยยับจนต้องเลิกกิจการ
ฉินซูหลานขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย “ทำไมแค่ตั้งแผงขายของถึงต้องเสียเงินด้วยล่ะ?”
ชูชิงอธิบายอย่างใจเย็น
“แผงขายของในตลาดเมืองต้องมีค่าเช่าที่ค่ะ มันเป็กฎที่รู้กันว่า ถ้าเรายอมจ่ายค่าที่ เราก็จะได้สิทธิ์จองทำเลเดิมประจำ พอตลาดเริ่มจัดระเบียบ กฎนี้ก็จะถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง ถึงตอนนี้คนขายของอาจจะยังไม่เยอะ แต่หนูเชื่อว่าไม่เกินหนึ่งเดือน ถนนเส้นนี้จะเต็มไปด้วยแผงลอยแน่นอนค่ะ” ยุคสมัยนี้ ผู้คนมักจะแห่ทำตามกันเมื่อเห็นลู่ทางทำเงิน
ฉินซูหลานพยักหน้าอย่างกระจ่างแจ้ง “ยายอยู่มาจนป่านนี้ เพิ่งจะมารู้เื่พวกนี้เอาก็ตอนแก่ สงสัยต้องหมั่นออกมาเปิดหูเปิดตาในเมืองบ้างแล้ว” ยิ่งคิด เธอก็ยิ่งมั่นใจว่าการส่งหลานสาวทั้งสองเข้าเมืองไปเรียนหนังสือเป็การตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด
หลังจากคุยกันสักพัก ชูชิงเอ่ยปากขอผ้าห่มเก่าไปใช้ที่บ้านเช่าในเมือง คุณยายไม่เพียงแต่รีบจัดเตรียมให้ แต่ยังยัดเงินใส่มือหลานสาวอีกห้าสิบหยวน ทว่าชูชิงรับไว้เพียงแค่ผ้าห่ม และยืนกรานปฏิเสธเงินจำนวนนั้นอย่างเด็ดขาด
เื่บ้านเช่าของชูชิง ทั้งคุณตาและคุณยายวางใจเป็อย่างมาก เพราะ ‘หัวหน้าจาง’ เป็เพื่อนสนิทของลุงต้าลี่ ย่อมไม่มีทางหลอกลวงหลานสาวของเพื่อนแน่นอน ต้าลี่อาสาพาชูชิงเดินเท้าเข้าเมืองเพื่อไปดูบ้านเช่าและถือโอกาสไปขอบคุณจางผิ่นด้วยตนเอง
ระหว่างทาง ต้าลี่เป็ฝ่ายเปิดบทสนทนาขึ้นก่อน
“ชิงชิง น่าเสียดายที่เธอไม่ได้เห็นสภาพอันน่าสมเพชของสมุห์บัญชีฉินตอนนั้น”
ชูชิงหัวเราะเบาๆ “หนูพอจะเดาออกค่ะ เห็นหรือไม่เห็นก็ค่าเท่ากัน ว่าแต่... เขาเรียกค่าเสียหายจากหมู่บ้านอื่นไปเท่าไหร่คะ?”
“ตอนแรกเรียกตั้งห้าร้อยหยวน แต่ชาวบ้านทางโน้นไม่ยอม สุดท้ายเลยเรี่ยไรเงินมาให้ได้แค่ยี่สิบหยวน เื่ก็เลยจบๆ กันไป ต่อไปนี้ใครอยู่หมู่บ้านไหนก็เก็บของป่าในเขตตัวเอง ห้ามข้ามเขตกันอีก”
“หนูคิดว่าพี่จางควรจะตรวจสอบบัญชีของทั้งสมุห์บัญชีฉินและผู้ใหญ่บ้านให้ละเอียดนะคะ สองคนนี้มือถือสากปากถือศีล ชอบฉวยโอกาส ถ้าปล่อยให้บริหารต่อไป บัญชีส่วนกลางของหมู่บ้านเป่ยซินเราคงติดลบแน่ๆ”
คราวนี้ต้าลี่เงียบไป เขาไม่ตอบรับแต่กลับหันมาจ้องหน้าหลานสาวเขม็ง ชูชิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปรับสีหน้าให้ผ่อนคลายลง
“ลุงมีอะไรอยากจะถามหนู แต่ไม่กล้าถามใช่ไหมคะ?”
ต้าลี่พยักหน้ายอมรับ “ใช่... ลุงรู้สึกว่าเธอมีความคิดความอ่านสุขุมเกินวัย เกินเด็กไปมาก เธอ... ไปเจอเื่อะไรมาหรือเปล่า?”
“อยากรู้จริงๆ เหรอคะ?”
“อืม แต่ถ้าเธอลำบากใจที่จะเล่า ลุงก็ไม่บังคับ”
ชูชิงถอนหายใจยาว แววตาฉายความเ็ปลึกซึ้งออกมาแวบหนึ่ง
“ถ้าลุงต้องเจอเื่เลวร้ายแบบที่หนูเจอ ลุงก็จะเปลี่ยนไปเหมือนกันค่ะ... ใครบ้างไม่อยากเป็เด็กไร้เดียงสา? แต่ถ้าหนูยังมัวแต่วิ่งเล่นไปวันๆ พ่อกับแม่คงต้องเจ็บป่วยจนพิการ ส่วนเฉียนเฉียนก็คงถูกจางชุนฮวาทารุณจนเสียผู้เสียคน หรืออาจจะ... ไม่ได้มีชีวิตเหมือนคนปกติด้วยซ้ำ”
เหตุผลที่กล่าวอ้างถึงความเ็ปในอดีต (ซึ่งต้าลี่เข้าใจว่าเป็ความกดดันในปัจจุบัน) ทำให้เขาคลายความสงสัยและเปลี่ยนเป็ความเห็นใจ ต้าลี่กำหมัดแน่น
“จางชุนฮวาสร้างแผลใจให้เธอไว้เยอะจริงๆ รอให้ผ่าน่ยุ่งๆ นี้ไปก่อนเถอะ เราจะได้ไปคิดบัญชีกับหล่อนให้สาสม!”
“ตกลงค่ะ” ชูชิงรับคำหนักแน่น หนี้แค้นจากชาติที่แล้ว เธอจดจำได้ทุกรายละเอียด ชาตินี้แหละ เธอจะค่อยๆ ทวงคืนจากพวกมันทุกคน
ในขณะที่ต้าลี่เชื่อสนิทใจ ทางด้านเมืองหลวง เถาอี้เฉิน กลับกำลังนั่งพิจารณาแฟ้มประวัติของชูชิงอยู่บนโต๊ะทำงาน นับั้แ่รู้ว่าคุณอาของเขาถูกเด็กสาวบ้านนาช่วยชีวิตไว้ เขาก็ส่งคนไปสืบประวัติเธอทันที
รายงานในมือระบุว่า ชูชิงมีความเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวะโ ฉลาดเฉลียวผิดหูผิดตาจากเมื่อก่อน เดิมทีเธอแกล้งโง่ซ่อนคม หรือว่าเพิ่งจะมีปาฏิหาริย์อะไรเกิดขึ้นกันแน่? นิ้วเรียวยาวของเถาอี้เฉินเคาะโต๊ะเป็จังหวะ ครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจวางงานตรงหน้าลง
พรุ่งนี้เขาจะไปจัดการเื่โอนบ้านพร้อมกับกู้เฉียนและจางผิ่น... บางที เขาควรไปดูให้เห็นกับตา
เช้าวันรุ่งขึ้น เวลาหกโมง
กู้เฉียนที่เพิ่งทานมื้อเช้าเสร็จและกำลังจะสตาร์รถ ก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นเพื่อนสนิทเดินตรงเข้ามา
“อี้เฉิน? นายมาส่งค่าน้ำมันให้ฉันเหรอเพื่อน?”
เถาอี้เฉินเปิดประตูขึ้นไปนั่งฝั่งข้างคนขับด้วยใบหน้านิ่งเฉย
“ฉันจะไปด้วย”
กู้เฉียนเบิกตากว้าง “อ้าว ไหนบอกว่ายุ่ง ไม่มีเวลาไง?”
“จู่ๆ ก็ว่างขึ้นมา ไม่ได้หรือไง?”
“ได้สิ! ได้แน่นอน! มีเพื่อนร่วมนั่งรถไปด้วย ฉันยิ่งยินดีเลย!” กู้เฉียนรีบะโขึ้นรถ ขับมุ่งหน้าไปยังเมืองที่จางผิ่นรออยู่อย่างอารมณ์ดี
ตัดภาพกลับมาที่ตลาดในเมือง
เช้านี้ชูชิงมาช่วยคุณยายขายซาลาเปาเป็วันสุดท้าย ก่อนจะทุ่มเทเวลาให้กับการเตรียมธุรกิจของตัวเองอย่างเต็มตัว
“ซาลาเปาร้อนๆ ขนมแป้งทอด ไข่ต้มใบชาจ้า” เสียงฉินซูหลานเรียกลูกค้า
“น้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ครับ” แผงข้างๆ ก็ะโแข่งกันอย่างคึกคัก
โชคดีที่สินค้าคนละประเภทกัน จึงไม่มีปัญหากระทบกระทั่ง แต่ทว่า... ไม่นานนักก็มีร้านอาหารเช้าเ้าใหม่มาเปิดเยื้องๆ กัน ร้านนั้นขายซาลาเปาเหมือนกัน แถมยังตัดราคาขายถูกกว่าของฉินซูหลานลูกละหนึ่งเฟิน!
ด้วยส่วนต่างของราคา ทำให้ลูกค้าขาจรที่เน้นประหยัดพากันแห่ไปซื้อร้านใหม่จนแน่นขนัด
ฉินซูหลานเห็นท่าไม่ดีจึงกระซิบหลานสาว “ชิงชิง เราลดราคาลงบ้างดีไหม ยอมกำไรน้อยหน่อย?”
ชูชิงรีบห้ามทันที “ไม่ได้นะคะคุณยาย ราคาของเราสมเหตุสมผลที่สุดแล้ว ถ้าวันนี้ขายไม่หมด เราก็เก็บไว้กินเอง ดีกว่าไปลดเกรดตัวเองค่ะ รออีกสักสองวัน ลูกค้าจะรู้เองว่าคุณภาพมันต่างกัน ร้านนั้นเขาลดราคาเพื่อแย่งลูกค้า ต่อไปเขาก็ต้องลดวัตถุดิบ ไม่งั้นก็อยู่ไม่ได้ เราอดทนหน่อยนะคะ แต่พรุ่งนี้ยายลองนึ่งซาลาเปาให้น้อยลงสักร้อยลูกก่อนดีกว่า”
ฉินซูหลานพยักหน้าเชื่อฟังหลาน
สองชั่วโมงผ่านไป ซาลาเปาของฉินซูหลานยังเหลืออีกกว่าร้อยลูก ในขณะที่ร้านคู่แข่งขายหมดเกลี้ยงและเริ่มเก็บของกลับแล้ว อีกหนึ่งชั่วโมงถัดมา ซาลาเปายังเหลืออีกแปดสิบลูก
ชูชิงตัดสินใจหยิบถุงสะอาดมาแบ่งซาลาเปา
“สามสิบลูกนี้เอาไว้กินเองนะคะ อีกสิบลูกฝากให้พี่จาง ที่เหลืออีกยี่สิบลูกเอาไปให้พ่อกับแม่”
ฉินซูหลานหยิบอีกยี่สิบลูกยื่นให้เหลียนซาน เด็กหนุ่มกำลังจะอ้าปากปฏิเสธด้วยความเกรงใจ แต่คุณยายฉินซูหลานก็ดักคออย่างรู้ทัน
“รับไปเถอะ ยายไม่เอาของเหลือค้างคืนมาขายต่อหรอกนะ ช่วยๆ กันกินหน่อย”
เหลียนซานจึงจำต้องรับไว้ ส่วนซาลาเปาที่เหลือ คุณยายก็นำกลับบ้าน โดยมีต้าลี่ที่กินจุอยู่แล้วรับหน้าที่จัดการ ไม่ต้องกลัวว่าจะเหลือทิ้งให้เสียของ
