บทที่ 111 น้ำลดตอผุด
“เ้านี่ก็แปลกคนนะ เหตุใดข้าต้องเล่นงานเ้าด้วย?” เด็กชายยังคงปรี่เข้าไปหาลู่อวี่ แต่ไม่ได้ตอบคำถามของลู่อวี่
ลู่อวี่ยิ้มเยาะและกล่าวขึ้น “ในเมื่อเ้าบอกแล้วว่าจะเล่นงานข้า หากเป็เช่นนั้นจะสาเหตุอะไรมันก็คงไม่สำคัญแล้ว แต่สำคัญอยู่ที่ว่าเ้าจะมีความสามารถนั้นมาเล่นงานข้าหรือไม่!”
ใบหน้าที่ขาวกระจ่างใสของเด็กชาย มีความหยิ่งผยองแต่ค่อนข้างที่จะเรียบนิ่ง เขาพูดช้าๆว่า “ข้าขอแนะนำ หยุดดิ้นรนเสียดีกว่า กลไกและกับดักทั้งหมดในถ้ำนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของข้า หากไม่ใช่เพราะบุรุษผู้นั้นจะเอา ‘หม้อต้มทองสัมฤทธิ์คางคกเขียว’ ไป ข้าก็คงทำอะไรเขาไม่ได้จริงๆ ตอนนี้เหลือเพียงเด็กหนุ่มอย่างเ้าเพียงคนเดียวที่มีพลังยุทธ์ขั้นฟันฝ่าแล้ว ยัง้ามีผลงานอะไรอีกหรือ?”
หลังจากหยุดไปพักหนึ่งแต่ก็ไม่รอให้ลู่อวี่พูดต่อ แต่เขากลับมาหยุดยืนตรงหน้าลู่อวี่ห่างไม่ถึงสองจั้ง ทำหน้าราวกับถอดใจ เต็มไปด้วยเสียใจ ก่อนจะพูดว่า “อันที่จริงบอกเ้าไปก็ไม่มีอะไร เพียงพละกำลังที่เ้ามีก็ไม่มีแรงใดมาต่อต้านเมื่ออยู่ในมือข้าอยู่แล้ว ไม่ได้พูดกับใครมาเป็หมื่นปี นี่ถือว่าเป็เกียรติของเ้าแล้ว!”
“หมื่นปีหรือ?” ลู่อวี่ถึงกับอุทานออกมาด้วยความแปลกใจ เพราะเขาดูออกว่าตัวตนของเด็กชายผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย ตอนนี้ตัวเองไม่รู้อะไรเลย หากสามารถรู้ที่มาที่ไปของเด็กชายผู้นี้ได้ ตอนสู้กันคงจะโอกาสที่จะชนะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ดำเนินการใดๆ ตามแผนก่อนหน้านี้ ที่พบศัตรูแล้วก็จะลงมือทันที แต่กลับแกล้งทำเป็ร่วมมือกับเด็กชายผู้นี้ เพื่อให้เปิดเผยข้อมูลมากยิ่งขึ้น
ดูเหมือนเด็กชายจะไม่ได้รู้ถึงแผนการของลู่อวี่เลย แต่น้ำเสียงที่ชัดใสกลับแฝงไปด้วยความแหบแห้งแบบแปลกๆ เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยว่า “ใช่ หมื่นปีแล้ว! เ้าอยากรู้ตัวตนของข้าไม่ใช่หรือ? ฮ่าฮ่า ข้าก็คือเด็กชายที่ปรุงโอสถที่เป็เ้าของถ้ำแห่งนี้ แต่เพราะทำผิดมหันต์ ก็เลยถูกท่านปู่ขังอยู่ในถ้ำน้ำแข็ง โดยบอกว่าจะขังไว้ในนี้หนึ่งร้อยปีถึงจะปล่อยตัวออกมา”
“แต่ถึงอย่างนั้น ข้าก็ไม่ได้มีความไม่พอใจกับการตัดสินใจของท่านปู่ เพราะความผิดพลาดที่ข้าทำไปนั้นยิ่งใหญ่นัก เ้าก็เป็คนปรุงโอสถเช่นเดียวกัน เ้าย่อมต้องรู้จัก ‘ยาทำลายเขตแดน’ เช่นกันสินะ อืม ดูจากสีหน้าของเ้าแล้วน่าจะรู้ ดูเหมือนว่าเ้าก็มีที่ไปที่มาที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน แม้แต่ในสมัยของเรา ‘ยาทำลายเขตแดน’ ก็ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะรู้กันได้!”
ลู่อวี่ดูตกตะลึงและแทบไม่อยากจะเชื่อ ว่าเขาจะรู้เกี่ยวกับ ‘ยาทำลายขอบเขต’ ด้วย ยานี้หากกินไปแล้วสามารถทะลวงกำแพงช่องว่างของโลกหนึ่งและไปยังอีกจักรวาลหนึ่งได้ นี่ไม่ใช่เพียงการทะลุผ่านช่องว่างเล็กๆ เ่าั้ แต่คือทั้งจักรวาล แต่สำหรับของสิ่งนี้ เขาก็รู้เพียงไม่กี่การแนะนำจากในคัมภีร์เท่านั้น อย่าว่าแต่เคยพบเห็น การปรุงโอสถนี้จำเป็้ายาวิเศษ เป็ของล้ำค่ามากมายมหาศาล แม้ว่าลู่อวี่จะมีความสามารถในการปรุงโอสถชนิดนี้ แต่สถานการณ์ในโลกบำเพ็ญเพียรตอนนี้ ก็ไม่สามารถรวบรวมวัตถุดิบได้เพียงพอ
หากลองคิดดูก็รู้แล้วว่าสิ่งนี้มีมูลค่าเพียงไหน แต่เขาที่เป็เพียงเด็กคนหนึ่ง หากทำให้การปรุงโอสถนี้ล้มเหลว เขาจะยังคงมีชีวิตรอดอยู่ต่อไปได้อย่างไร คิดว่าต่อให้ไม่ถูกลงโทษอย่างรุนแรง แต่คงต้องถูกตัดออกเป็ชิ้นๆ นั่นแหละ
เด็กชายหัวเราะด้วยน้ำเสียงที่ชัดใส ดูเหมือนจะรู้ความคิดของลู่อวี่ เขาพูดต่อว่า “มันไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่เ้าคิด ข้าก็เพียงทำผิดพลาดตอนเก็บยาเสริมตัวหนึ่งที่ไม่ได้ล้ำค่าอะไรมากมาย เพราะถูกท่านปู่รู้เข้าก็เลยถูกลงโทษ ไม่เช่นนั้นจะมายืนอยู่ตรงหน้าเ้าตอนนี้ได้อย่างไร!?”
“แล้วท่านปู่ของเ้าไปไหนแล้ว? เ้ามีชีวิตอยู่มานานเช่นนี้ได้อย่างไร?” ลู่อวี่ซักถามอย่างสงสัย ในเมื่อเด็กชายแปลกประหลาดผู้นี้ไม่ได้คิดเล่นงานเขาทันที เขาจึงไม่รังเกียจที่จะทำความเข้าใจกับของบางอย่างเพิ่มเติม
“ท่านปู่ไปไหน? ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ข้าไม่รู้อะไรเลย แต่ที่รู้คือข้าถูกแช่แข็งอยู่ในถ้ำน้ำแข็งมานับหมื่นปีแล้ว ไม่ได้ออกมาจากถ้ำเลย ข้าเพิ่งจะออกมาไม่นานมานี้เอง แล้วสถานที่ตรงนี้ก็ถูกค้นพบหลังจากนั้นพวกเ้าก็ยกโขยกกันมา” เด็กชายพูดด้วยความโศกเศร้ากึ่งดีใจที่มีผู้มาเยือน
หลังจากได้ยินคำพูดพวกนี้ ลู่อวี่ก็พอจะรู้คร่าวๆ ว่าเด็กชายผู้นี้คิดจะทำอะไร แต่กลับไม่รู้สึกกังวลหรือกลัวเลยแม้แต่น้อย กลับมองดูเด็กชายด้วยความสงสารแล้วพูดว่า “หมายความว่าร่างกายของเ้าถูกแช่แข็งมาหมื่นปี ก็เลยทำให้เ้ามีชีวิตอยู่มาจนถึงบัดนี้ แต่ถึงแม้ร่างกายของเ้าจะถูกแช่แข็ง แต่ร่างกายของเ้าคงใกล้จะเน่าเปื่อยเต็มทนแล้วสิ เ้าอยากจะเอาร่างของข้าไปใช่หรือไม่? ข้าเดาไม่ผิดใช่หรือไม่!”
เด็กชายก็ไม่รู้สึกแปลกใจเลยแม้แต่น้อยนิดที่ลู่อวี่สามารถเดาเื่นี้ได้ และไม่ได้รู้สึกอับอายหรือความละอายใจเลยเมื่อแผนการของตัวเองถูกเปิดเผย เหลือบมองที่ลู่อวี่และพูดว่า “เดิมที ข้าก็เลือกไว้หลายคน และ้าเลือกผู้ใดผู้หนึ่งเข้ามารับ่ต่อ เ้าก็เป็เพียงหนึ่งในนั้น แต่ทุกวันนี้ ทุกการกระทำของพวกเ้าอยู่ภายใต้การสอดแนมของข้า ก็เลยทำให้ข้ารู้จักตัวตนของเ้า และเ้าไม่เพียงแต่เป็นายน้อยของตระกูลใหญ่ทั้งเจ็ดในเทียนตูตอนนี้ แต่ยังเป็คนปรุงโอสถขั้นห้าด้วย แม้ว่าคุณสมบัติพลังยุทธ์ของเ้าจะไม่ดีมากก็ตาม แต่นอกเหนือจากนี้แล้ว เงื่อนไขอื่นๆ มันก็สอดคล้องกับความ้าของข้าไม่น้อย ดังนั้นข้าจึงเลือกร่างกายของเ้า แต่ข้างกายเ้ามียอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าอยู่ผู้หนึ่ง แม้ว่าข้าจะไม่เกรงกลัวเขา แต่หากหลีกเลี่ยงได้ เหตุใดข้าจะต้องเผชิญหน้าด้วย ข้าจึงทำให้ทุกคนที่เดินทางมาที่นี่เจอกับค่ายกลกระบี่และกับดัก และดึงดูดพวกเขาให้ไปยังที่อื่น แล้วเหลือเพียงพวกเ้าสองคนเท่านั้น เพียงเท่านี้ยังไม่พอ เพราะพลังยุทธ์ขั้นเกิดเทพเ้านั้นน่ารำคาญไม่น้อย ข้าก็เลยจำใจต้องย้ายเรือนหลอมอาวุธมา แม้ว่าของในเรือนหลอมอาวุธไม่ได้ดีอะไร แต่ก็มีของล้ำค่าหลายชิ้นที่น่าจะเข้าตา แต่ด้วยพลังยุทธ์ของเ้าไม่มีทางนำ ‘หม้อต้มทองสัมฤทธิ์คางคกเขียว’ ไปได้ ข้าก็เลยได้โอกาสดึงดูดนักพรตขั้นเกิดเทพเ้าคนนั้นไปที่อื่น!”
หลังจากพูดจบ ราวกับว่าเขาเข้าใจเื่ที่สำคัญแล้ว คิ้วของเด็กผู้ชายก็คลายออกอย่างผ่อนคลายด้วยความรู้สึกราวกับชนะแล้ว สายตาก็เพ่งมองดูร่างกายของลู่อวี่ ด้วยความยินดีบนใบหน้า และพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
ลู่อวี่หัวเราะเยาะออกมา “ความคิดของเ้าไม่เลวนะ แต่เ้าเลือกคนผิดแล้ว หากเ้าเลือกคนอื่น เ้าอาจจะมีโอกาสทำสำเร็จ เว้นแต่ข้าผู้เดียวที่เ้าจะไม่มีความหวังนั้นเลย!”
เวลานี้เด็กชายก็ตอบรับออกมาเพียงว่า “อ้อ” คำเดียว แต่สีหน้าก็เปลี่ยนเป็เฉยเมย ซึ่งเห็นได้ชัดว่ากำลังจะเริ่มลงมือแล้ว
ลู่อวี่มีหรือจะยอมนั่งงอมืองอเท้ารอวันตาย กระบี่เปลวเพลิงสีแดงพุ่งออกมาอย่างกะทันหัน โดยคิดที่จะฆ่าเด็กชายทิ้ง ในเวลาเดียวกันก็ปล่อยไฟแท้หนิงคงออกมาด้วย ทำให้กลายเป็รัศมีแสงเข้าโอบล้อมเพื่อปกป้องร่างกายของตัวเอง
เด็กชายส่ายหน้าเล็กน้อย และพูดด้วยเสียงที่ราบเรียบว่า “ไม่มีประโยชน์ แม้ข้าจะเป็เพียงเด็กคนหนึ่ง แต่หมื่นปีก่อนกับนักพรตอย่างพวกเ้าตอนนี้ต่างกันมาก พูดคุยกันคนละเื่ กับเพียงกระบี่บินจะทำอะไรข้าได้!?”
เขาพลางพูดพลางปล่อยระฆังสีทองแล้วแขวนไว้เหนือหัวของเขา และปล่อยแสงสีทองนี้ปกคลุมที่นี่ไว้ ในเวลาเดียวกัน ก็หยิบเชือกทองคำออกมาหนึ่งเส้น แล้วมัดให้เป็ปมค่อยๆ ชี้ไปที่ลู่อวี่ และทันใดนั้นเชือกก็กลายเป็แสงสีทองและพุ่งเข้าไปหาลู่อวี่อย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้า
ร่องรอยของความเคร่งเครียดแวบขึ้นมาในดวงตาของลู่อวี่ สายตาที่ไม่ธรรมดาของเขา มองออกได้ทันทีเลยว่าการเคลื่อนไหวของเด็กชายผู้นี้มีอาวุธวิเศษสองชิ้น ยิ่งไปกว่านั้นความสามารถของอาวุธวิเศษทั้งสองชิ้นนี้ก็มีความพิเศษมาก หนึ่งมีไว้ใช้ป้องกัน ส่วนอีกชิ้นมีไว้เพื่อรับมือกับศัตรู
ดูเหมือนจะไม่กล้าแม้แต่วินาทีเดียวเลย กระบี่บินกลายร่างเป็กระบี่ขนาดั์และฟันเข้าหาเด็กชาย ในเวลาเดียวกันวงแสงที่เกิดจากไฟแท้หนิงคงก็สั่นไหว ก่อนจะกลายร่างเป็โซ่ใสสีน้ำเงินเหมือนน้ำที่ไหลอยู่ เข้าไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับเชือกสีทองที่บินเข้าหามันทันที
“ไฟแท้หนิงคง? เ้าช่างทำให้คนคาดคิดไม่ถึงจริงๆ ถึงกับสามารถควบคุมเปลวไฟต้องห้ามอย่างไฟแท้หนิงคงได้ ข้าเพียงรอคอยว่าจะได้รับความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมหลังจากยึดร่างกายของเ้ามาได้แล้ว!” เด็กชายไม่สนใจกระบี่ั์ที่ฟันลงมานั้น กระบี่ระดับอาวุธวิเศษนั้นทำได้เพียงเกาอาวุธวิเศษป้องกันของเขาเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นระดับพลังยุทธ์ของเขาก็สูงกว่าอีก
เมื่อฟังคำพูดที่ดูจะค่อนข้างวิปริตของเด็กชาย แววตาของลู่อวี่มีฉายแววเ็าขึ้นมา แม้ว่าเขาจะไม่มีอาวุธวิเศษ หากเด็กชายลงมือเพียงเล็กน้อย ช่างไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาขึ้นมาจริงๆ
แต่หากอาวุธวิเศษป้องกันของตัวเด็กชายชิ้นนั้นทำให้เขาปวดหัวขึ้นมาจริงๆ และตัวเองทำได้เพียงป้องกันและไม่สามารถโจมตีคืนได้ สถานการณ์ก็จะยิ่งเลวร้ายมากขึ้น ดูเหมือนว่าไม่ว่าอะไรก็คงต้องเปลี่ยนกระบี่บินสักเล่มแล้วหลังจากเหตุการณ์นี้ แม้ว่ากระบี่บินระดับอาวุธวิเศษนี้ตัวเองจะใช้ได้อย่างราบรื่นอยู่ แต่เห็นได้ชัดว่าพลังของมันก็ไม่สามารถตามความก้าวหน้าของตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว
ความคิดพวกนี้เพียงผุดขึ้นมาในหัวชั่วครู่เท่านั้น ในเมื่อวิธีการธรรมดาไม่สามารถเอาชนะได้ เช่นนั้นก็คงต้องใช้วิธีพิเศษแล้ว ใน่เวลาที่พักอยู่ที่ตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวน เขาไม่เพียงฝึกฝนเทคนิคการใช้กระบี่เท่านั้น แต่ยังฝึกฝนคาถาที่ทรงพลังอีกด้วย
เมื่อเคล็ดวิชาฝ่ามือประทับเกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน สายฟ้าสีม่วงก็ส่องประกายขึ้นที่ปลายนิ้ว เกือบจะในเวลาเดียวกัน ทันทีที่ชี้นิ้วขึ้น ก็มีสายฟ้าสีม่วงเรียวยาวก็เปล่งประกายขึ้น!
“ตูม!” ไม่ใช่เพียงเสียงฟ้าร้องและฟ้าผ่าธรรมดาๆ แต่เป็เสียงคำรามราวกับฟ้าร้อง แม้แต่อาวุธวิเศษป้องกันระดับอาวุธวิเศษ ยังถูกสายฟ้านี้ของลู่อวี่ฟาดจนเกิดเป็เงา และกะพริบ เห็นได้ชัดว่าอาวุธวิเศษชิ้นนี้มันไม่ได้ยากที่จะโจมตีอย่างที่คิด เพียงลู่อวี่มีโอกาสสักสองสามครั้ง อาวุธวิเศษนี้ก็ไม่สามารถหยุดยั้งการโจมตีของสายฟ้าที่ขึ้นชื่อเื่ทรงพลังและความเร็วของมันได้
ใบหน้าของเด็กชายเปลี่ยนไปเล็กน้อย แววตาที่ไร้กังวลหายไปในที่สุด เขาพูดด้วยน้ำเสียงเ็าว่า “สายฟ้าศักดิ์สิทธิ์จื้อเซียว? ไม่ใช่สิ ระดับพลังยุทธ์อย่างเ้าจะมาใช้สายฟ้าศักดิ์สิทธิ์จื้อเซียวได้อย่างไร มันเป็สีม่วงเหมือนกัน มีเพียงเคล็ดวิชาสายฟ้าเท่านั้นที่สามารถมีพลังเช่นนี้ได้ หากเป็เช่นนั้นคงมีเพียงเคล็ดวิชาสายฟ้าทำลายจื้อเซียวเท่านั้นแล้ว นี่คือความลับของวังเสินเซียว แต่เ้ากลับใช้เคล็ดวิชาสายฟ้านี้ได้ด้วย ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ!”
ลู่อวี่รังเกียจพฤติกรรมช่างพูดของเด็กชายผู้นี้นัก จึงไม่ได้คิดปกปิดสายตาดูถูกเลยแม้แต่น้อย เพียงพูดอย่างเ็าว่า “เ้าเงียบหน่อยได้หรือไม่ ไม่ต้องเอาของพวกนี้มาอวดอ้างอยู่ต่อหน้าข้า หรือว่าทำเช่นนี้มันจะทำให้เ้ารู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง ข้ารู้สึกว่ามันทุเรศ!”
คำพูดของลู่อวี่ทำให้เด็กชายที่เดิมทีอารมณ์ดีอยู่กลับกลายเป็อารมณ์เสียสุดๆ เขาถูกแช่แข็งอยู่ในน้ำแข็งมาเป็เวลานับหมื่นปี หลังจากที่ถูกปล่อยออกมา ก็อยู่ตามลำพังในถ้ำแห่งนี้เป็เวลาหลายปี หลังจากได้พบปะกับผู้คน ถึงได้พูดจามากขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ แต่ก่อนที่เขาจะถูกแช่แข็ง นิสัยของเขาคงไม่ได้ชอบจู้จี้จุกจิกเหมือนตอนนี้ เพราะมีหลายครั้งมากที่ดูเงียบขรึมอย่างเห็นได้ชัด
“หาเื่ตายหรือ!” เด็กชายดูเหมือนถูกสั่งสอน พูดออกมาได้ไม่กี่คำก็เข้าโจมตีทันที
แม้ว่าเชือกสีทองที่เขาปล่อยออกไปก่อนหน้านี้จะเป็เพียงอาวุธวิเศษปลอม แต่ในเมื่อสามารถปลอมแปลงได้ มันก็แสดงให้เห็นว่าอาวุธวิเศษนี้ทรงพลังเพียงใด ไม่เช่นนั้นมันจะถูกคนปลอมแปลงมาได้อย่างไร! และอาวุธวิเศษปลอมของเขาก็มีชื่อเสียงโด่งดังมาก นั่นคือเชือกผูกะ!
แม้แต่ในยุคเดิมของเด็กชายผู้นี้ เชือกผูกะก็เป็สิ่งที่มีชื่อเสียงเช่นกันและเป็อาวุธเซียนที่แท้จริง! ดังนั้นถึงได้มีอาวุธวิเศษปลอมที่อยู่ในมือของเขา แม้ว่าพลังจะไม่เท่ากัน แต่เมื่อเทียบกับอาวุธวิเศษธรรมดาทั่วไปมันก็มีความแตกต่างกันมาก
