มีเสียงฮือฮาดังขึ้นมาจากด้านล่าง เดิมทีก็ไม่มีใครคิดว่าจะมีคนโง่เขลาที่ไม่เลือกเดิมพันข้างมู่หลิงจู แต่จู่ๆ ก็มีคนเขลาโผล่มาถึงสองคน
โดยเฉพาะผู้ใต้บังคับบัญชาจวนเสนาบดีมู่ ที่ในใจย่อมบังเกิดโทสะขึ้น
เวลานี้ เสนาบดีมู่ได้เข้าประจำที่นั่งตรงกลางซึ่งใกล้ลานประลองมากที่สุด หลังจากเห็นว่ามีคนวางเดิมพันฝั่งกล่องเปล่า ก็เบนสายตามองไปยังชั้นสองโดยไม่รู้ตัว
ทว่าที่้าชั้นสองกลับปลดม่านลง จึงมองเห็นเพียงเงาลางๆ ของชายหญิงคู่หนึ่งนั่งอยู่ด้านในนอกเหนือจากนั้นก็ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้อีก
“ฮึ ช่างโง่เขลานัก!” เสนาบดีมู่แค่นเสียงเ็า จากนั้นก็ยกชาขึ้นดื่ม แล้วรอการประชันที่กำลังจะเริ่มขึ้นอย่างเงียบ ๆ
…
้าชั้นสอง มู่อวิ๋นจิ่นรู้สึกถึงความโกรธที่แวบผ่านในดวงตาของเสนาบดีมู่ที่อยู่ด้านล่างหอได้อย่างชัดเจน นางอมยิ้มดวงตาโค้งดั่งจันทร์เสี้ยว
“ดูเหมือนว่าเ้าจะไม่ได้เกลียดแค่มู่หลิงจูใช่หรือไม่” เสียงเ็าแฝงด้วยแววสืบเสาะดังขึ้น
เมื่อมู่อวิ๋นจิ่นได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วเบาๆ จากนั้นก็หยิบขนมกุ้ยฮวา*บนโต๊ะด้านหน้าขึ้นมาชิ้นหนึ่งอย่างไม่เกรงใจ นางยกผ้าคลุมหน้าขึ้นเล็กน้อย แล้วกัดขนมไปคำหนึ่ง
(* ขนมกุ้ยฮวา คือ ขนมที่ทำจากดอกกุ้ย หรือ ดอกหอมหมื่นลี้)
“อืม รสชาติไม่เลว”
ทางด้านติงเสี่ยนที่ยืนอยู่นั้น กระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย เหลือบมองไปทางผู้ที่เป็นายที่ถูกเมินใส่
เขานึกทอดถอนใจ สตรีแปลกประหลาดผู้นี้โผล่มาจากไหนกันนะ
ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยเตือนให้มู่อวิ๋นจิ่นระวังการกระทำ ก็เห็นว่ามู่อวิ๋นจิ่นได้หันไปมองชายชุดม่วง แล้วริมฝีปากบางก็เผยอขึ้นเบา ๆ “เมื่อครู่ท่านก็ไม่ได้เดิมพันข้างมู่หลิงจู ท่านเองก็คงจะชิงชังคนจากสกุลมู่ด้วยใช่หรือไม่”
มู่อวิ๋นจิ่นรู้สึกสนใจชายหนุ่มตรงหน้าคนนี้อยู่บ้าง รอบตัวเขามีองค์รักษ์ซ่อนกายอยู่จำนวนไม่น้อย จึงทำให้นางต้องระวังตัวอยู่เสมอ ไม่กล้าผ่อนคลายตัวเองอย่างเต็มที่
“เริ่มแล้ว”
เสียงเ็าดังลอยมา มู่อวิ๋นจิ่นเหลือบมองคนข้างๆ สายตาเมินเฉยวาบผ่านปราดหนึ่ง ดูเ็าราวกับท่อนไม้
‘ถ้าไม่ใช่เพราะที่นั่งชั้นสองทำเลดี นางจะไม่สนใจผู้ชายคนนี้เลยด้วยซ้ำ’
‘น่าเบื่อชะมัด’
ติงเสี่ยนอยากจะจับสตรีที่ไม่เคารพเ้านายของตนโยนออกไปข้างนอกยิ่งนัก แต่เ้านายของเขากลับทำเหมือนไม่สนใจว่าสตรีนางนี้นั่งอยู่ที่นี่ด้วย เขาเลยไม่กล้าลงมือโดยพลการ
พูดแล้วก็น่าแปลกจริง ๆ วันนี้นายท่านเอาอารมณ์สุนทรีย์มาจากไหนกัน ถึงกับรั้งให้สตรีเช่นนี้อยู่ดูการประลองกับเขา ช่างน่าแปลกใจจริงๆ เลย
…
ด้านล่างเวทีเนืองแน่นไปด้วยผู้คน มู่หลิงจูยืนอยู่กลางเวที บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ดวงตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความทะนงตนและความลำพองใจ
“งานประชันอักษรในครั้งนี้ ฝ่าาทรงพระราชทานหัวข้อว่า ‘ฮ่องเต้ผู้ปราดเปรื่อง’ ขอให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นตามลำดับ จนเหลือผู้เข้าประชันคนสุดท้าย ก็จะถือเป็อันดับหนึ่งของงานประชันอักษรในครั้งนี้”
ครั้นผู้าุโที่รับหน้าที่เป็ผู้ควบคุมดูแลในงานประชันอักษรกล่าวจบ ผู้คนด้านล่างก็พากันส่งเสียงดังเกรียวกราว
ณ ้าชั้นสอง มู่อวิ๋นจิ่นได้ยินหัวข้อนี้ก็แค่นเสียงหัวเราะ นางเคาะมือลงบนโต๊ะตรงหน้าอย่างแ่เบา แต่ภายในใจกลับรู้สึกหมดความอดทนขึ้นมา
เดิมทีนางคิดว่ามันจะเป็หัวข้อที่สร้างสรรค์กว่านี้ ที่แท้แล้วกลับวัดแค่ใครผายลมได้ดังกว่ากันก็เท่านั้น!
นางคงประเมินงานประชันอักษรสูงเกินไปจริง ๆ
ถึงแบบนั้นก็เถอะ นางมาที่นี่ในวันนี้ไม่ใช่เพื่อดูการประชันอย่างเดียวสักหน่อย แต่นางมีบางอย่างที่ต้องทำต่างหาก
คิดได้ดังนั้น มู่อวิ๋นจิ่นก็ยกยิ้ม หยิบถุงที่เตรียมไว้อย่างดีั้แ่ตอนเช้าออกมาจากในแขนเสื้อ แล้วค่อยๆ เปิดมันออก
นางหยิบยาลูกกลอนสีขาวเม็ดหนึ่งและหยิบอาวุธที่คล้ายหน้าไม้น้อยๆออกมาจากด้านใน
การกระทำของมู่อวิ๋นจิ่นอยู่ในสายตาของชายหนุ่มด้านข้างทั้งหมด ั์ตาดำขลับดุจหยกกระเพื่อมไหวเล็กน้อย
หลังจากวางยาลูกกลอนลงบนหน้าไม้น้อยแล้ว มู่อวิ๋นจิ่นก็ลองดึงเบาๆ และเล็งตำแหน่งไปที่มู่หลิงจูที่อยู่ด้านล่าง
บนเวทีในเวลานี้ บัณฑิตที่มาเข้าร่วมการประชันในลำดับแรกๆ กำลังอธิบายถึงคำว่า “ฮ่องเต้ผู้ปราดเปรื่อง” ในมุมมองของตนทีละคน ขณะที่ถึงตามู่หลิงจูกำลังจะเอ่ยปากพูด ก็มีก้อนเล็กๆ ก้อนหนึ่งลอยออกมาจากด้านในม่านกั้นที่นั่งชั้นสองโดยไม่ทันได้มีใครสังเกตเห็น
ก่อนที่มู่หลิงจูจะทันได้พูดอะไร มู่อวิ๋นจิ่นก็ดีดยาลูกกลอนเม็ดนั้นออกไปแล้ว ยาลูกกลอนเม็ดนั้นตกลงบนร่างของมู่หลิงจูอย่างแม่นยำ ยาลูกกลอนที่เดิมทีเป็ก้อนกลมก็พลันเปลี่ยนเป็ผง พ่นกระจายลงบนร่างของมู่หลิงจู
หลังจากที่มู่หลิงจูฟังคำอธิบายของลำดับก่อนหน้าจบ ก็ยิ้มเบาๆ เตรียมจะเอ่ยปากพูด จู่ๆ นางก็ขมวดคิ้วมุ่น เริ่มเอื้อมมือเกาไปทั่วลำคอและใบหน้าอย่างบ้าคลั่ง คล้ายกับยังไม่สาแก่ใจ จากนั้นนางก็ดึงมวยผมที่ถูกเกล้าไว้อย่างเรียบร้อยออก แล้วใช้สองมือเกาไปที่หัวตนเอง
“อ๊า!!!”
“คันยิ่งนัก”
มู่หลิงจูกรีดร้องขึ้นอย่างใ ฝูงชนด้านล่างเวทีต่างพากันเบิกตาจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างตกตะลึง คุณหนูสกุลมู่ผู้นี้เป็อะไรไปเสียแล้ว