บทที่4 สมรภูมิในชั้นเรียน
เสียงรองเท้าผ้าใบเก่าๆ ที่ผ่านการเย็บชุนซ้ำแล้วซ้ำเล่ากระทบพื้นปูนเย็นเฉียบของอาคารเรียนจังหวะสม่ำเสมอ ตึก... ตึก... ทุกย่างก้าวของ ไป๋เย่วหลี เต็มไปด้วยความสุขุม ทันทีที่เธอพ้นขอบประตูห้องเรียนมัธยมปีที่ 3 บรรยากาศที่เคยจอแจราวกับตลาดสดเมื่อครู่กลับพลันเงียบสงัดลงราวกับมีใครกดปุ่มหยุดเวลา
ทว่าความเงียบนั้นเป็เพียงยอดคลื่นก่อนพายุจะพัดกระหน่ำ เพียงอึดใจเดียว เสียงะเิหัวเราะที่แฝงไปด้วยความเย้ยหยันก็ดังประสานกันจนกำแพงห้องสั่นะเื
"อุ๊ย! พวกเราดูสิ 'พรายน้ำแห่งเกาะจินไห่' ยอมโผล่หัวขึ้นจากโคลนตมมาเรียนแล้วเหรอเนี่ย!" เสียงแหลมสูงที่เปี่ยมไปด้วยจริตของ จื่อหลิง ดังแหวกอากาศขึ้นมาเป็คนแรก เธอนั่งอยู่ใจกลางกลุ่มเพื่อนสาวที่สวมชุดประณีต ในมือกำลังโบกพัดพลาสติกไล่อากาศพลางทำท่าสะอิดสะเอียนอย่างจงใจ
"จื่อหลิง... กลิ่นอะไรน่ะ? เหมือนกลิ่นปลาเน่าลอยโชยมาตามลมเลย หรือว่าใครบางคนแถวนี้ตกน้ำจนิญญาปลาเน่าเข้าสิงไปแล้ว?" เพื่อนสนิทของจื่อหลิง จินเว่ยเว่ยรับมุกพลางหัวเราะคิกคัก
"นั่นน่ะสิ ได้ข่าวว่าเมื่อวานมีคนอวดดีเดินข้ามสะพาน แต่ดันซุ่มซ่ามตกลงไปเปียกโชกเหมือนลูกหมาตกน้ำ น่าสมเพชจนฉันขำไม่ออกจริงๆ" จื่อหลิงเชิดหน้าขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความสะใจที่ได้เหยียบย่ำเย่วหลีต่อหน้าเพื่อนๆ
เย่วหลีไม่ได้ปริปากตอบโต้ ดวงตาที่ผ่านกาลเวลาจากโลกอนาคตมองภาพตรงหน้าด้วยความสมเพชจางๆ เธอเดินตรงไปยังที่นั่งหลังสุดของห้องด้วยท่วงท่าสงบ ราวกับเดินอยู่บนพรมแดง ทว่าสิ่งที่รออยู่บนโต๊ะไม้เก่าๆ กลับเป็เศษขยะและรอยขีดเขียนอัปยศที่สลักไว้ว่า ขยะเกาะจินไห่
ในขณะที่สถานการณ์กำลังมาถึงขีดสุด ครูหลี่ ครูประจำชั้นวัยกลางคนที่มีใบหน้าบึ้งตึงดุจแผ่นหินก็เดินเข้ามาในห้อง นางกวาดสายตาผ่านความอยุติธรรมตรงหน้าไปราวกับมันเป็เพียงฝุ่นผง ก่อนจะหยุดสายตาเ็าไว้ที่เย่วหลี
"เงียบ!" ครูหลี่ตบโต๊ะเสียงดังปัง "ไป๋เย่วหลี! ทำไมสภาพเธอถึงดูไร้ระเบียบวินัยเช่นนี้? กลิ่นคาวปลาจากตัวเธอมันรบกวนสมาธิของเพื่อนร่วมชั้น รู้ไหมว่าการทำตัวเป็ภาระต่อสังคมคือการทรยศต่ออุดมการณ์ของยุวชนปฏิวัติ!"
"แต่ครูคะ เมื่อวานจื่อหลิงเป็คนผลักหนูตกสะพาน..." เย่วหลีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งทว่ากังวาน
"หยุดวาจาบิดเบือนนั้นเสีย!" ครูหลี่ตวาดขัดทันควัน "นักเรียนจื่อหลิงคือเยาวชนตัวอย่าง ครอบครัวของเธอคือฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนโรงงานของรัฐ คนที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่สูงส่งเช่นนั้น จะลงไปเกลือกกลั้วกับพฤติกรรมต่ำต้อยเช่นที่เธอกล่าวหาได้อย่างไร? ความจนของเธอคงลามไปถึงการขาดสามัญสำนึกเสียแล้วใช่ไหม!"
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังก้องอีกครั้ง เย่วหลีกำหมัดแน่นภายใต้โต๊ะ ความร้อนผ่าวแล่นขึ้นมาที่ขอบตา แต่นั่นไม่ใช่ความเสียใจ... มันคือความแค้นที่กลั่นตัวเป็ความเด็ดเดี่ยว
‘นี่น่ะเหรอ... สถาบันที่สอนเื่ความเท่าเทียม? วาทกรรมสวยหรูแต่กลับใช้เป็เครื่องมือเหยียบย่ำคนยากไร้’ เย่วหลีมองไปยังครูที่ก้มหน้าจดบันทึก และมองไปยังจื่อหลิงที่ลอยหน้าลอยตาด้วยสายตาเย็นเยียบ
“เอาละกลับไปนั่งที่ให้เรียบร้อย…หยิบหนังสือหน้าที่พลเมืองขึ้นมา” เสียงครูหลี่ดังขึ้นพร้อมกับเดินไปที่กระดานหยิบช็อกขึ้นมาเขียน” เปิดไปที่หน้าสิบห้าแล้วอ่านทำความเข้าใจซะ”
เมื่อเวลาผ่านผ่านไปเสียงระฆังพักเที่ยงดังขึ้น แต่มันกลับเป็เวลาแห่งการปะาเกียรติยศสำหรับไป๋เย่วหลี นักเรียนคนอื่นๆ ต่างอวดกล่องข้าวอลูมิเนียมเงาวับ ทว่าเย่วหลีกลับค่อยๆ คลี่ห่อผ้าเก่าๆ ออกมา ภายในมีเพียงมันเทศต้มครึ่งหัวและหมั่นโถวสีคล้ำหยาบกร้านจากรำข้าวและปลาแห้งหนึ่งชิ้นที่แม่ใส่มาให้
“ว้าย! ดูอาหารนกนั่นสิพวกเรา!” จินเว่ยเว่ยร้องขึ้นพลางชี้ชวนให้เพื่อนๆ มาดู “จื่อหลิง ข้าวหยาบๆ แบบนั้นที่บ้านฉันเอาไว้ให้ไก่กินนะ”
จื่อหลิงหัวเราะพลางคีบหมูผัดขิงสีสวยเข้าปากอย่างจงใจ “ก็นั่นน่ะสิ คนบนเกาะจะเอาปัญญาที่ไหนมากินข้าวขาวชั้นดีแบบเรา นี่…เย่วหลีถ้าไม่มีกินจริงๆ ทำไมไม่กราบเท้าขอฉันล่ะ? ฉันอาจจะเมตตาโยนเศษกระดูกหมูให้สักชิ้น!ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เสียงหัวเราะของเพื่อนๆ ดังลั่นห้อง
เย่วหลีไม่ได้สะทกสะท้าน เธอหยิบหมั่นโถวขึ้นมากัดอย่างสงบ สายตาทอดมองผ่านหน้าต่างไปยังท้องทะเลไกลโพ้น ท่าทางที่ดูนิ่งสงบของเธอทำให้จื่อหลิงรู้สึกเหมือนกำลังรังแกก้อนหินที่ไร้ความรู้สึก
ทันใดนั้น... บรรยากาศที่เคยจอแจกลับเงียบสงบลงอย่างฉับพลัน เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและสม่ำเสมอดังใกล้เข้ามาจากทางประตูหลังห้อง
“นั่น... รุ่นพี่เซียวจิ่งเหิง!”
ชายหนุ่มร่างสูงสง่าในเครื่องแบบเยาวชนสีเขียวเข้มไร้รอยยับก้าวเข้ามา บนแขนเสื้อมีปลอกแขนสีแดงระบุตำแหน่ง หัวหน้าหน่วยยุวชนปฏิวัติอันดับหนึ่ง ใบหน้าคมเข้มและดวงตาที่สงบนิ่งราวกับบ่อน้ำมรกรตทำให้เขามีรัศมีที่ข่มผู้อื่นโดยไม่ต้องพูดอะไร เขาคือทายาทตระกูลที่สืบทอดอุดมการณ์รัฐและเป็ความภาคภูมิใจที่ไม่มีใครกล้าสบตา
จื่อหลิงรีบเก็บอาการกร่าง เปลี่ยนเป็ยิ้มหวานทันที “รุ่นพี่เซียวคะ! มาตรวจระเบียบหรือคะ?”
เซียวจิ่งเหิงหยุดฝีเท้า สายตาเ็ากวาดมองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่โต๊ะหลังสุด... ที่ซึ่งเด็กสาวซูบผอมนั่งอยู่ท่ามกลางขยะที่ถูกรุมทิ้งใส่
“โรงเรียนคือสถานที่สร้างปัญญาและระเบียบวินัย” เสียงทุ้มต่ำของจิ่งเหิงกังวานทรงพลัง “จื่อหลิง... การนำอาหารกลิ่นแรงมากินในห้องแล้วยังะโคุยกันเสียงดัง คือสิ่งที่เยาวชนผู้ก้าวหน้าเขาทำกันอย่างนั้นหรือ?”
รอยยิ้มบนหน้าจื่อหลิงแข็งค้าง “แต่รุ่นพี่คะ... คือยัยนี่มัน...”
“ฉันไม่ได้ถามถึงคนอื่น ฉันถามถึงพฤติกรรมของเธอ” จิ่งเหิงตัดบทสั้นเรียบจนคนฟังรู้สึกหนาวสั่น
เขาก้าวมั่นคงไปที่โต๊ะของเย่วหลี ก่อนจะหยิบปากกาหมึกซึมยี่ห้อฮีโร่สีเงินเงาวับของล้ำค่าที่คนทั่วไปไม่มีปัญญาซื้อออกมาวางลงบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยรอยขีดเขียนคำด่า
“ปากกาของเธอตกอยู่ที่พื้นหน้าห้องตอนฉันเดินเข้ามา... เก็บไว้ให้ดี อย่าทำให้มันหล่นอีกล่ะ”
เย่วหลีเงยหน้ามองบุรุษหมายเลขหนึ่งของโรงเรียน เธอรู้ดีว่าปากกานั่นไม่ใช่ของเธอ แต่นี่คือการ กางปีกปกป้อง ในแบบของเขา... ชายหนุ่มที่ดูเ็าทว่าแฝงด้วยความยุติธรรมอันแรงกล้า เขามองสบตากับเธอนิ่งนานครู่หนึ่ง ราวกับกำลังส่งผ่านกำลังใจบางอย่าง ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไป ทิ้งไว้เพียงความอัปยศที่แผดเผาใจของจื่อหลิงจนแทบบ้า
เย่วหลีกำปากกาในมือแน่น ความเย็นของโลหะปลุกความทะเยอทะยานในใจให้ลุกโชน “เซียวจิ่งเหิงงั้นเหรอ... ขอบคุณที่ช่วยนะ แต่จากนี้ไป ฉันจะทำให้เห็นว่าคนอย่างฉัน ไม่จำเป็ต้องรอให้ใครมากางปีกช่วยตลอดเวลาก็ได้!”ประกายตาของเย่วหลีวาววับดุจเพชรที่เพิ่งผ่านการเจียระไน าชีวิตเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!
