ตอนที่ 5 มิตรหรือศัตรู
หลิงเว่ยในร่างของหลี่เสวี่ยหานก้าวเท้าผ่านประตูอัตโนมัติของโรงพยาบาลออกมาสู่โลกภายนอก ทันทีที่ลมเย็นยามค่ำคืนปะทะใบหน้า ความรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเอียงวูบก็โจมตีเธออย่างหนักหน่วง จนต้องเซถลาไปใช้ไหล่พิงเสาคอนกรีตต้นที่ใกล้ที่สุดเพื่อพยุงตัวไม่ให้ล้มฟุบลงไป
ไม่ใช่แค่เวียนหัว... แต่มันคือความทรมานของการฝืนสังขารที่กำลังกรีดร้องประท้วง
เืสดๆ กว่า 400 ซีซี ที่เพิ่งถูกสูบออกไปเพื่อต่อลมหายใจให้น้องสาวจอมปลอมคนนั้น ได้ทิ้งช่องว่างมหาศาลไว้ในระบบไหลเวียนโลหิตของร่างกายที่เดิมทีก็อ่อนแออยู่แล้ว
แขนขาของเธอหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยแท่งตะกั่ว ปลายนิ้วมือนิ้วเท้าชาดิกจนแทบไร้ความรู้สึก หัวใจในอกเต้นรัวเร็วและแ่เบาเหมือนนกรู้ที่กำลังจะขาดใจ พยายามอย่างสิ้นหวังที่จะสูบฉีดเือันน้อยนิดที่เหลืออยู่ไปเลี้ยงสมองที่กำลังพร่ามัว
"บ้าจริง... ร่างกายนี้มันเปราะบางยิ่งกว่าเครื่องเคลือบดินเผาเสียอีก"
หลิงเว่ยกัดฟันกรอดจนกรามขึ้นสัน ข่มความคลื่นไส้ที่ตีตื้นขึ้นมาถึงคอหอย เหงื่อกาฬเม็ดเย็นเฉียบผุดพรายตามไรผมและแผ่นหลังจนเสื้อผ้าเปียกชื้น ทั้งที่อากาศภายนอกกำลังเย็นสบาย
หากเป็เพียงความอ่อนแอทางกายภาพ นางคงพอจะฝืนใช้พลังปราณที่ติดตัวมาเข้าช่วยพยุงได้บ้าง ทว่าิญญาของ 'เทพพยากรณ์' ที่เพิ่งหลุดพ้นจากความตายอันเ็ปในภพก่อน แล้วถูกกระชากให้มาจุติในร่างใหม่ทันทีนั้น ก็บอบช้ำสาหัสไม่แพ้กัน
การต้องใช้จิติญญาอันยิ่งใหญ่ที่กำลังอ่อนล้า พยายามควบคุมกายเนื้อที่กำลังจะพังมิพังแหล่นี้ มันไม่ต่างอะไรกับการพยายามยัดพายุหมุนที่บ้าคลั่งลงในขวดแก้วร้าวๆ ที่พร้อมจะแตกละเอียดได้ทุกเมื่อ พลังงานส่วนใหญ่ของนางในตอนนี้ ถูกเผาผลาญไปเพียงเพื่อให้หัวใจดวงนี้ยังคงเต้นต่อไปได้เท่านั้น
เธอหลับตาลงครู่หนึ่ง สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นไอเสียรถยนต์และฝุ่นควัน พยายามรวบรวมสติสัมปชัญญะที่กำลังจะแตกซ่านให้กลับมารวมกัน
เดิน ต้องเดินต่อไป...
เธอออกคำสั่งกับตัวเองในใจอย่างเด็ดขาด แม้ว่าทุกย่างก้าวที่ยกขึ้นจะยากลำบากเหมือนการเดินบนสำลีที่ยวบยาบ และภาพแสงไฟนีออนของเมืองหลวงตรงหน้าจะแตกพร่าเป็เส้นสายลายตาไปหมดแล้วก็ตาม แต่ศักดิ์ศรีของราชินีผู้ยิ่งใหญ่ จะไม่ยอมให้เธอมาล้มพับหมดสภาพอยู่หน้าโรงพยาบาลเฮงซวยแห่งนี้เด็ดขาด ไม่มีรถลีมูซีนสีดำมารับ ไม่มีคนขับรถมายืนโค้งคำนับเปิดประตู
มีเพียงความว่างเปล่าและแสงไฟถนนสีส้มสลัวที่กระพริบติด ๆ ดับ ๆ เป็เพื่อนร่วมทาง
"ช่างเป็ตลกร้ายจริง ๆ ..."
หลิงเว่ยแค่นหัวเราะในลำคอ พลางกระชับเสื้อแจ็คเก็ตตัวบางที่มีราคาไม่ถึงสองร้อยหยวนให้แน่นขึ้น
"คุณหนูรองตระกูลหลี่ แต่มีค่าตัวน้อยกว่าหมาเฝ้าบ้านเสียอีก"
เธอตัดสินใจเดินลัดเลาะเข้าซอยเปลี่ยวเพื่อไปขึ้นรถเมล์ที่ถนนใหญ่ แม้สัญชาตญาณ 'เนตรหงส์' จะเตือนตุบ ๆ ที่ขมับขวาว่ามีภัยกำลังคืบคลานเข้ามา แต่ความอ่อนเพลียทำให้เธออยากรีบกลับไปซุกตัวนอนพักมากกว่าจะมานั่งระแวง
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ หลายคู่ดังไล่หลังมา
ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของคนเดินผ่านไปมา แต่มันจังหวะของการ 'ล่า'
หลิงเว่ยถอนหายใจยาว หยุดเดินกลางตรอกแคบที่มีเพียงแสงจันทร์ส่องถึง เธอยืนนิ่ง ไม่หันหลังกลับไปมอง แต่ประสาทััทั้งห้าตื่นตัวเต็มที่
"ออกมาเถอะ อย่ามัวแต่เล่นซ่อนแอบ ฉันง่วงอยากกลับไปนอนแล้ว"
สิ้นเสียงหวานเ็า เงาตะคุ่มห้าร่างก็ก้าวออกมาจากมุมมืด ดักทั้งข้างหน้าและข้างหลัง
พวกมันเป็ชายฉกรรจ์รูปร่างล่ำสัน สวมเสื้อกล้ามโชว์รอยสักน่าเกลียด กลิ่นบุหรี่ราคาถูกและกลิ่นเหล้าหืน ๆ ลอยคลุ้งมาก่อนตัว
"หูไวนี่น้องสาว..."
ชายคนหนึ่งที่ดูเป็หัวหน้า แสยะยิ้มจนเห็นฟันเหลือง
"นึกว่าจะแกล้งโง่เดินต่อไปให้ถึงทางตันซะอีก"
หัวหน้าแก๊งหัวเราะร่า ควงไม้เบสบอลเหล็กในมือเล่นไปมาอย่างคุกคาม เสียงโลหะตัดอากาศดังวูบวาบ
หลิงเว่ยปรายตามองพวกมันด้วยสายตาเรียบเฉย ไร้ซึ่งความหวาดกลัว ราวกับกำลังมองถุงขยะเปียกชื้นที่วางเกะกะขวางทางเดิน
"ใครส่งมา?"
เธอถามสั้น ๆ น้ำเสียงราบเรียบแต่กดดัน
"โอ้... ใจเด็ดซะด้วย" มันแสยะยิ้มโชว์ฟันเหลือง
"ไม่มีใครส่งมาหรอกจ้ะ แค่เห็นน้องสาวเดินคนเดียวดึก ๆ เปลี่ยว ๆ พี่ชายก็แค่อยากจะอาสา 'ดูแล' ให้ถึงเช้า รับรองว่าบริการถึงใจจนลืมทางกลับบ้านเลยล่ะ"
เสียงหัวเราะหยาบโลนดังประสานกันขึ้นรอบตัวราวกับฝูงไฮยีน่าที่เจอเหยื่อที่าเ็...
แต่ทว่า สมาธิของหลิงเว่ยกลับไม่ได้จดจ่ออยู่ที่พวกมันแม้แต่น้อย
ประสาทััระดับเซียนที่เพิ่งตื่นรู้ของเธอร้องเตือนถึงการคงอยู่ของ 'ตัวตน' ที่แตกต่างออกไป...
ดวงตาคู่สวยภายใต้เงามืดของฮู้ดค่อยๆ เหลือบขึ้น มองฝ่าความมืดมิดและละอองฝนปรอยๆ ข้ามหัวพวกนักเลงกระจอก ขึ้นไปยังยอดตึกร้างฝั่งตรงข้าม
ตรงนั้น มีสายตาอีกคู่หนึ่งกำลังจับจ้องลงมาที่เธอ มันคมกริบ เยือกเย็น และแผ่กลิ่นอายทรงพลังกว่าไอ้พวกสวะห้าตัวข้างล่างนี้รวมกันร้อยเท่าพันเท่า
คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความระแวดระวัง
มิตร... หรือศัตรู?
เธอตั้งคำถามในใจ แต่ความรู้สึกที่ััได้กลับว่างเปล่า ไม่มีความอาฆาตมาดร้ายเหมือนพวกที่ยืนล้อมเธออยู่ แต่ก็ไม่มีความเมตตาหรือเจตนาดีเจือปน มีเพียงความสนใจใคร่รู้ที่ลึกล้ำและอันตราย
ช่างเถอะ จะเป็ใครก็ต้องรอดูต่อไป แต่ตอนนี้ต้องจัดการขยะที่ขวางหูขวางตาตรงหน้าให้จบๆ ไปก่อน
หลิงเว่ยละสายตาจากความมืดเบื้องบน ดึงสติกลับมาสู่ตรอกสกปรกอีกครั้ง เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความเบื่อหน่ายอย่างไม่ปิดบัง พลางเริ่มขยับร่างกายเล็กน้อยเพื่อเตรียมความพร้อม...
เธอหมุนข้อมือที่ซูบซีดทั้งสองข้างเบาๆ ให้คลายตัว ไหล่บางขยับขึ้นลงเล็กน้อยเพื่อปรับองศาการยืนให้สมดุล เท้าภายใต้รองเท้าผ้าใบเก่าๆ จิกแน่นลงบนพื้นคอนกรีตเปียกชื้นเพื่อสร้างฐานที่มั่นคงที่สุดเท่าที่ร่างกายอ่อนแอจะทำได้
แม้พลกำลังกายจะถดถอยจนน่าสมเพช แต่จิติญญานักสู้ภายในกลับตื่นตัวเต็มที่
มุมปากสวยยกยิ้มหยันขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตวัดสายตาที่เปลี่ยนจากเรียบเฉยเป็คมกล้า กลับไปมองเหล่ามดปลวกชะตาขาดห้าตัว ที่กำลังจะได้กลายเป็ 'ผู้ร่วมแสดงโชว์' เปิดตัวการกลับมาของราชินีในค่ำคืนนี้
บนดาดฟ้าตึกร้างที่มืดมิด
ท่ามกลางสายลมยามค่ำคืนที่พัดพาไอชื้นและกลิ่นฝน เฟิ่งอู่เหิน ยืนพิงราวเหล็กสนิมเขรอะอย่างผ่อนคลาย แม้จะอยู่ในสถานที่สกปรกรกร้างเช่นนี้ แต่การดำรงอยู่ของเขากลับเจิดจ้าจนทำให้ทุกอย่างรอบกายดูหมองลงไปถนัดตา
เขาคือความสมบูรณ์แบบที่์ตั้งใจปั้นแต่ง เรือนร่างสูงโปร่งสมส่วนราวกับรูปสลักเทพเ้ากรีก ภายใต้เสื้อเชิ้ตลำลองสีเข้มที่ปลดกระดุมบนสองเม็ด เผยให้เห็นลำคอแกร่งและแผ่นอกที่ซ่อนมัดกล้ามเนื้อแน่นตึงไว้อย่างพอเหมาะ ผิวสีแทนสุขภาพดีดูตัดกับเสื้อสีเข้ม ขับเน้นให้เขาดูดิบเถื่อนและเซ็กซี่อย่างเหลือร้าย
ใบหน้าหล่อเหลาคมคายนั้นราวกับผลงานศิลปะชั้นเลิศ คิ้วเข้มพาดเฉียงดั่งกระบี่ จมูกโด่งเป็สันรับกับริมฝีปากหยักได้รูปที่มักจะยกยิ้มมุมปากอย่างยียวนกวนประสาท แต่สิ่งที่สะกดสายตาที่สุดคือดวงตาคู่นั้น ั์ตาสีดำสนิทที่ลึกล้ำดุจห้วงอวกาศ มันฉายแววทรงอำนาจ ลึกลับ และเย่อหยิ่ง ราวกับไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่ควรค่าแก่การใส่ใจ
นิ้วเรียวยาวที่สวยงามไร้ที่ติดุจหยกสลัก กำลังควงเหรียญทองโบราณเล่นไปมาอย่างชำนาญ เหรียญนั้นหมุนคว้างสะท้อนแสงจันทร์วูบวาบ เช่นเดียวกับสายตาที่จดจ้องไปยังเหตุการณ์เบื้องล่างด้วยความสนใจใคร่รู้
"ห้าต่อหนึ่ง แถมร่างกายยังอ่อนแอขนาดนั้น หากว่าไม่สิ้นคิดก็คงจะมีฝีมือไม่ธรรมดา"
เขาขยับตัวเล็กน้อย กล้ามเนื้อทั่วร่างเกร็งขึ้นอย่างเป็ธรรมชาติ เตรียมจะดีดเหรียญในมือด้วยพลังลมปราณเพื่อช่วยเหลือหญิงสาวเบื้องล่าง ตามสัญชาตญาณลึกๆ ที่สั่งให้ปกป้องผู้ที่อ่อนแอกว่า
แต่แล้ว การเคลื่อนไหวของเขาก็ต้องชะงักกึก
ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงบางอย่างบนใบหน้าของเด็กสาวคนนั้นท่ามกลางวงล้อม
มันไม่ใช่ใบหน้าของเหยื่อที่กำลังสั่นกลัว...
แต่ที่มุมปากสวยได้รูปนั้น กลับปรากฏรอยยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่เย็นเยียบ เย่อหยิ่ง และเต็มไปด้วยอำนาจ ราวกับราชินีผู้สูงศักดิ์ที่กำลังมองดูฝูงมดปลวกไร้ค่าที่บังอาจไต่ตอมบัลลังก์ของนาง
"น่าสนุก..น่าสนุกจริงๆ ."
รอยยิ้มมุมปากของเฟิ่งอู่เหินกว้างขึ้น แววตาที่เคยเบื่อหน่ายกลับมาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
เขาเก็บเหรียญทองเข้ากระเป๋า แล้วเปลี่ยนมายืนกอดอก รอดูชมการแสดงชุดใหญ่ที่กำลังจะเปิดฉากขึ้นด้วยความคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยม
กลับมาที่ตรอกมืดอันอับชื้น
บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจุดะเิ หลิงเว่ยยืนเผชิญหน้ากับกลุ่มชายฉกรรจ์ห้าคนอย่างไม่สะทกสะท้าน แม้ว่าขาข้างหนึ่งจะสั่นเทาเล็กน้อยเพราะความอ่อนล้า แต่แผ่นหลังของเธอกลับตั้งตรง สง่างามดุจยอดไผ่ที่ยืนหยัดท้าพายุ
"ให้เวลาคิดอีกที..."
เธอเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงราบเรียบแต่กลับดังก้องกังวานและแฝงไว้ด้วยความโอหังที่เหยียบย่ำศักดิ์ศรีลูกผู้ชายของพวกมันจนย่อยยับ
"จะถอยออกไปดี ๆ ... หรือจะให้ฉันหักกระดูกแล้วคลานออกไป?"
สิ้นคำท้าทาย หลิงเว่ยค่อยๆ ย่อตัวลงวางกระเป๋าสะพายผ้าเก่าๆ ลงบนพื้นคอนกรีตที่เปียกแฉะอย่างทะนุถนอม ราวกับว่ามันคือสมบัติล้ำค่า ทั้งที่ความจริงเธอแค่ไม่อยากให้ของข้างในซึ่งน่าจะมีแค่ทิชชู่กับเศษเหรียญ กระจัดกระจายตอนสู้
การกระทำที่ใจเย็นจนน่าหมั่นไส้นั้น ฟางเส้นสุดท้ายของพวกนักเลงขาดผึง!
"ยืนยังแทบจะไม่ไหว ยังจะปากดีอีกนะนังตัวดี!"
ชายร่างั์ทางซ้ายที่สวมสนับมือเหล็กคำรามลั่น เส้นเืปูดโปนที่ขมับด้วยความโกรธ
"แต่เห็นว่าสวยนะ ถึงจะผอมแห้งไปบ้าง ครั้งนี้พี่จะสั่งสอนให้จำไปจนตายว่าอย่ามาโอหังกับพี่!"
มันพุ่งตัวเข้าใส่เธอราวกับกระทิงคลั่ง ง้างหมัดที่สวมสนับมือเหล็กวาววับสุดแรงเกิด หมายจะบดขยี้ใบหน้าสวยๆ นั่นให้เละคามือ
"ตายซะ!"
หมัดหนักๆ เหวี่ยงเข้ามาที่เป้าหมายด้วยความเร็วที่น่ากลัว
ในวินาทีวิกฤตนั้น เวลาสำหรับหลิงเว่ยดูเหมือนจะยืดขยายออกไปจนเกือบหยุดนิ่ง
เธอไม่ได้ลืมตาตื่นตระหนก แต่กลับหลับตาลงในเสี้ยววินาทีสำคัญนั้น สูดลมหายใจเข้าลึก... ช้า... และหนักแน่น ดึงเอาพลังลมปราณอันน้อยนิดที่หลงเหลืออยู่ในร่างมารวมศูนย์ไว้ที่จุดเดียว สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วราวกับซูเปอร์คอมพิวเตอร์...
ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป ปะทะด้วยกำลังตรงๆ มีแต่าเ็เท่านั้น
ทางเดียวคือ... ใช้แรงเฉื่อยของศัตรูย้อนกลับไปทำลายตัวมันเอง และโจมตีจุดตายในคราวเดียว!
ดวงตาคู่สวยลืมโพลงขึ้นในจังหวะที่หมัดสนับมือเหล็กอยู่ห่างจากปลายจมูกเพียงคืบ!
ฟึ่บ!
หลิงเว่ยไม่ได้ถอยหนี แต่ก้าวสวนเข้าไปครึ่งก้าว เอียงคอหลบหมัดนั้นด้วยระยะห่างเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ก่อนจะใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางจิ้มเข้าที่จุดชีพจรใต้รักแร้ของมันอย่างแม่นยำ
"อั้ก!!"
ชายร่างั์แขนชาไปทั้งแถบ ร้องเสียงหลง
แต่เธอไม่หยุดแค่นั้น หลิงเว่ยคว้าข้อมือมัน หมุนตัวใช้ไหล่บาง ๆ กระแทกเข้าที่อก แล้วอาศัยแรงเหวี่ยงของมันเองทุ่มร่างั์ลอยข้ามไหล่ไปกระแทกกับเพื่อนอีกสองคนที่กำลังวิ่งเข้ามา
โครม!!
ร่างสามร่างกองรวมกันเหมือนพินโบว์ลิ่งที่ถูกนัดสไตรค์
"เฮ้ย! อะไรวะเนี่ย!"
หัวหน้าแก๊งตาเบิกโพลงด้วยความใ
"เหลืออีกสอง..." หลิงเว่ยปัดฝุ่นที่เสื้อเบา ๆ ดวงตาหงส์ตวัดมองอย่างเ็า
"จะเข้ามาพร้อมกันเลยไหม? ฉันรีบ"
"แก! อย่าไปกลัวมัน มันแค่ฟลุ๊ค!" อีกคนควักมีดพับออกมา กางใบมีดวาววับพุ่งเข้าใส่
หลิงเว่ยยืนนิ่ง รอจังหวะจนปลายมีดเกือบถึงหน้าท้อง
ทันใดนั้น เธอเตะกวาดขาด้วยท่า 'กวาดทัพพันลี้' รวดเร็วและรุนแรงจนมองไม่ทัน ชายถือมีดเสียหลักหน้าทิ่ม แต่ก่อนที่หน้าจะถึงพื้น ส้นเท้าของหลิงเว่ยก็ตอกเข้าที่กลางหลังคออย่างจัง
ตุ้บ! สลบเหมือดกลางอากาศ
เหลือเพียงหัวหน้าแก๊งที่ยืนขาสั่น ไม้เบสบอลในมือชื้นเหงื่อ
"ก..แกเป็ใครวะ..." เสียงมันสั่นเครือ
"แกไม่ใช่คนปกติแน่! เพิ่งออกมาจากโรงบาลแรงเดินก็แทบจะไม่ ทำไม…ทำไมถึง…"
หลิงเว่ยเดินย่างสามขุมเข้าไปหา เส้นผมยาวพลิ้วไหวตามแรงลม ทุกย่างก้าวของเธอกดดันจนอากาศรอบตัวหนักอึ้ง
"คนปกติงั้นเหรอ? นี่พวกแกยังคิดว่าฉันเป็คนปกติอยู่อีกรึ"
เธอหยุดยืนตรงหน้ามัน ห่างกันเพียงคืบ แย่งไม้เบสบอลมาจากมือที่ไร้เรี่ยวแรงของมันอย่างง่ายดาย
" ฉันจะบอกอะไรให้…ฉันคือคนที่พวกแกไม่ควรมาแหยมด้วยที่สุดในโลกนี้"
เคร้ง!
เธอโยนไม้เบสบอลทิ้งลงถังขยะข้าง ๆ แล้วตบแก้มหัวหน้าแก๊งเบา ๆ สองที เหมือนผู้ใหญ่สั่งสอนเด็กดื้อ
"กลับไปบอกคนที่จ้างพวกแกมาว่าถ้าหากอยากจะเล่นเกมกับฉัน ให้ส่งคนที่เก่งกว่านี้มา ไม่อย่างนั้น ครั้งหน้าคนที่จะลงไปนอนคุยกับรากมะม่วง... จะเป็ตัวของคนที่จ้างเอง"
เธอค่อนข้างมั่นใจว่าคนที่ส่งพวกเขามาเป็ใคร…
"ไป!"
สิ้นเสียงตวาด หัวหน้าแก๊งก็รีบพยุงร่างเพื่อน ๆ ที่สะบักสะบอมคลานหนีหางจุกตูดไปอย่างทุลักทุเล
สิบวินาที ไม่ขาดไม่เกิน
หลิงเว่ยถอนหายใจยาว ความเ็ปจากการฝืนใช้พลังแล่นพล่านไปทั่วร่างจนเธอต้องเซไปพิงกำแพง ใบหน้าซีดเผือดลงกว่าเดิม เหงื่อเม็ดโตผุดพรายตามไรผม
"บ้าเอ๊ย... ร่างกายนี้นี่มัน..."
เธอกัดฟันแน่น พยายามประคองสติไม่ให้วูบ
แปะ แปะ แปะ
เสียงปรบมือช้า ๆ ดังขึ้นจากปากทางเข้าตรอก
หลิงเว่ยสะดุ้งสุดตัว รีบตั้งการ์ดเตรียมสู้อีกครั้งแม้ร่างกายจะกรีดร้องประท้วง
ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มในชุดลำลองสีเข้มค่อย ๆ เดินออกมาจากเงามืด แสงไฟสลัวส่องกระทบเสี้ยวหน้าคมคาย จมูกโด่งเป็สัน และดวงตาสีดำสนิทที่ดูลึกลับราวกับหลุมดำ
เขาดูอันตราย... ยิ่งกว่านักเลงพวกนั้นพันเท่า
เฟิ่งอู่เหิน หยุดยืนห่างจากเธอไม่กี่ก้าว รอยยิ้มมุมปากของเขามีเสน่ห์ร้ายกาจที่ทำให้หัวใจกระตุก
"วิชามวยตระกูลโบราณ ผสมกับการจับจุดชีพจรที่แม่นยำยิ่งกว่าหมอผ่าตัด"
เขาก้าวเข้ามาใกล้อีกนิด กลิ่นหอมเย็น ๆ จาง ๆ เหมือนกลิ่นฝนผสมมิ้นต์ลอยมาเตะจมูก
"ไม่ยักรู้มาก่อน ว่าคุณหนูรองตระกูลหลี่ ที่ขึ้นชื่อว่าอ่อนแอขี้โรค จะซ่อนเขี้ยวเล็บได้น่าประทับใจขนาดนี้"
หลิงเว่ยจ้องตาเขาเขม็ง พยายามบังคับมือไม่ให้สั่น
"นายเป็ใคร? ้าอะไร?"
เฟิ่งอู่เหินหัวเราะในลำคอ เขาถอดเสื้อแจ็คเก็ตหนังตัวนอกออก แล้วโยนมันมาคลุมไหล่ของเธอที่กำลังสั่นเพราะความหนาวและความเจ็บ
ความอบอุ่นจากเสื้อและกลิ่นกายของเขาโอบล้อมตัวเธอไว้ทันที
"ผมเหรอ?"
เขาขยับใบหน้าเข้ามาใกล้ จนลมหายใจอุ่น ๆ รินรดข้างหู
"ผมก็แค่คนดูที่บังเอิญผ่านทางมา... แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ ผมเริ่มอยากจะลงมาเล่นในสนามนี้ด้วยคนซะแล้วสิ... เด็กน้อย"
****การพบกันครั้งแรกที่ไม่ธรรมดา ระหว่างราชินีตกอับกับชายหนุ่มลึกลับ เขาคือมิตรหรือศัตรู? และน้องหลิงเว่ยจะทำอย่างไรเมื่อร่างกายมาถึงขีดจำกัดแล้ว!****
**** ไรท์มาเปิดเื่ใหม่อีกแล้วจ้า (เื่เก่ายังไม่จบ 5555) กดหัวใจ คอมเมนต์ เพิ่มเข้าชั้นกดติดตาม เป็กำลังให้ไรท์ปั่นสู้ด้วยนะเ้าคะ****
**** ตอนนี้คุณแม่ของไรท์ยังป่วยอยู่ ทั้งดูแลคุณแม่และต้องมาปั่นนิยายเพราะไม่อยากจะให้คุณรีดที่รักของไรท์รอนาน งานนี้เหนื่อยแน่นอนค่ะ แต่ใจไรท์สู้อยู่ดังนั้น เรามาลุยเื่นี้กันต่อ****
