【เมืองต้ากู่】ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของราชวงศ์จีซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของตระกูลดั้งเดิมอย่างตระกูลกู่ ขนาดและความกว้างขวางเทียบเท่าได้กับครึ่งหนึ่งของเมืองหลวงราชวงศ์โม่ด้วยซ้ำ ยิ่งกว่านั้นทางเข้ายังอยู่ใกล้กับผืนป่าดงดิบที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรที่น่าสะพรึงกลัวจำนวนมาก ดังนั้นแล้วนักผจญภัยและนักล่าสัตว์ป่าจึงอาศัยอยู่ที่ละแวกนี้ด้วยกันทั้งสิ้น
มีแม้กระทั่งกองทหารรับจ้างกลุ่มเล็กๆที่อยู่อาศัยกันเป็ครัวเรือน นี่คือสถานที่ตั้งต้นที่แท่นเคลื่อนย้ายได้ส่งมาอย่างแท้จริง
แท่นบูชาสีขาวขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้าตั้งอยู่นอกเมืองต้ากู่ซึ่งจำต้องผ่านผืนป่ารกและกองทหารรับจ้างเป็จำนวนมาก
แถบชายป่าแห่งนี้คล้ายคลึงกับมุมมืดของเมืองต้ากู่สำหรับผู้ที่มีประวัติอาชญากรตัวเป้ง หากเป็คนปกติไม่มีทางจะรอดจากการดักปล้นจากกลุ่มทหารรับจ้างหรือกองโจรนี้ไปได้อย่างแน่นอน
ทั้งยังถนนสายกว้างมีกลุ่มคนและรถม้าเกวียนเข็นผ่านไปมาชุกชุมแม้จะเป็เวลามืดค่ำแล้วก็ตาม
ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมีผู้คุ้มกันที่แข็งแกร่งเพื่อปกป้องจากการถูกกรรโชก
หลี่ชิงหยุนปรากฏตัวขึ้นบนแท่นบูชาพร้อมกันกับนาหลันเสี่ยวฉีที่อยู่ในรูปลักษณ์อื่นในอาภรณ์สีขาวซีด ทั้งสองคนเดินออกจากแท่นเคลื่อนย้ายอย่างเชื่องช้าพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ
"ในที่สุดข้าก็ได้กลับมา... เมืองต้ากู่" เมื่อมองไปไกลสุดลูกหูลูกตา ประตูเมืองสีทองอร่ามที่งดงามขนาดใหญก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของพวกเขา
รอยยิ้มจางๆพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่หล่อเหลาของหลี่ชิงหยุน
เมืองต้ากู่นับว่าเป็จุดหมายแรกของการเดินทางผ่านแท่นเคลื่อนย้าย ซ้ำยังเป็เมืองที่มีการทำมาค้าขายที่หลากหลายเกือบทุกประเภท เนื่องจากตระกูลดั้งเดิมทั้งสี่นั้นมีอุดมคติร่วมกัน และการพิจารณาภาพรวมขนาดใหญ่ร่วมกับกษัตริย์แห่งราชวงศ์จีจึงไม่ก่อให้เกิดความยุ่งเหยิงภายในมากมายนัก ดังนั้นแล้วที่แห่งนี้ไม่มีการแก่งแย่งชิงผลประโยชน์ดั่งเช่นที่ราวงศ์โม่กำลังประสบ
แม้จะมีความขัดแย้งภายในอยู่บ้างแต่กลับไม่ใช่เื่ใหญ่เท่าที่ควร
ในอดีตหลี่ชิงหยุนเคยอาศัยอยู่ที่นี่ ณ ่เวลาหนึ่งในฐานะมือสังหาร
ชีวิตในอดีตที่น่าสมเพช เขาต้องทำงานและรับภารกิจหลากหลายอย่างเพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอดวันต่อวัน ทั้งยังเป็ประสบการณ์ที่หลี่ชิงหยุนได้กระทำการสังหารผู้คนเป็ครั้งแรกในชีวิต
หลังจากที่หลี่ชิงหยุนได้รับภารกิจลอบสังหารจากองค์กร เขาก็สังหารผู้ที่มีชื่อเสียงที่หม่นหมองและคนชั่วที่มีหลักฐานชัดเจนเท่านั้น และจะไม่สังหารผู้บริสุทธิ์แม้แต่ผู้เดียว
ทั้งยังเฉียดฉิวกับความตายทุกขณะ บุคลิกที่ระมัดระวังของเขาได้ถูกสร้างขึ้นั้แ่ตอนนั้น
การสังหารครั้งแรกในชีวิตทำให้เขาอดอาหารได้ตลอดหลายสัปดาห์ ซ้ำยังฝันร้ายทุกค่ำคืนที่นอนหลับ ทำให้รู้สึกทรมานราวกับมีเสียงโหยหวนจากิญญาตามหลอกหลอนเขาทุกค่ำคืน
และเนื่องด้วยอาชีพมือสังหารที่จำใจ จึงได้หล่อหลอมให้หลี่ชิงหยุนกลายมาเป็ผู้บรรลุเต๋าแห่งดาบสูงสุดแห่งอาณาจักรนภาอย่างจักรพรรดิเมฆา
หลี่ชิงหยุนและนาหลันเสี่ยวฉีเดินเรี่ยไรตามถนนสายใหญ่ ผ่านโรงเตี๊ยมและร้านค้าแผงลอยไปตลอดทาง เนื่องจากนี่คือเขตรอบนอกดังนั้นจึงไม่มีสิ่งใดที่ดูผิดหูผิดตามากนัก นอกเสียจากกลุ่มคนบางกลุ่มที่กำลังสังสรรที่โรงสุราและย่านโคมแดง
. . .
ที่ไหนสักแห่งในบริเวณใกล้โรงเตี๊ยม ในมุมมืดที่แสงจันทร์ตกกระทบลางๆ ปรากฏกลุ่มคนกำลังชุมนุมบางอย่างด้วยน้ำเสียงที่ชั่วร้ายเมื่อมองเห็นหลี่ชิงหยุนที่เดินผ่านไปอย่างไม่ใส่ใจ
เนื่องด้วยร่างกายของหลี่ชิงหยุนไม่ได้ปล่อยรัศมีอันตรายและพลังฉีออกมา ดังนั้นพวกเขาจึงคิดไปเองว่าหลี่ชิงหยุนอาจจะไม่มีการฝึกฝนและเป็เพียงผู้ที่มั่งคั่งแต่ไร้ฝีมือ
"นั่นแกะอ้วนมาแล้ว"
"แกะอ้วนอยู่ที่ใดกัน รีบบอกแก่ข้า"
"นั่นเขา"
"โอ้? น่าสนใจมากที่เขากล้าที่จะเดินเตร่โดยไม่มีผู้คุ้มกันนอกเมืองเช่นนี้... จะเรียกว่าไร้เดียงสาหรือโง่เขลาดี ฮ่าๆๆ"
"พวกเ้าเห็นที่นั่นหรือไม่ ที่นิ้วของชายผู้นั้นมีแหวนเก็บของถึงสามวงเชียว"
"อะไร! เช่นนั้นก็เป็ผู้มั่งมีสุดๆเลยมิใช่หรือ?"
"พี่ใหญ่ เราจะลงมือกันตอนนี้หรือไม่?"
"ช้าก่อน อย่าเพิ่งรีบร้อน การที่คนผู้นั้นมีแหวนเก็บของระดับสูงหลายวงเช่นนี้ต้องหมายความว่าเขาอาจจะมีชื่อเสียงอยู่บ้าง"
"น้องชาย เ้าไปทดสอบน่านน้ำดู หากชายผู้นั้นไม่แข็งแกร่งเพียงพอ แค่ปล้นทุกอย่างมาจากเขา แต่ไม่จำเป็ต้องลงมือสังหาร หากชายผู้นั้นเป็ชนชั้นสูงจากที่อื่นอาจจะพาพวกเราลำบากไปด้วย"
"แล้วแม่นางที่รูปร่างดีผู้นั้นล่ะ?"
"เ้าโง่! เรา้าแค่ความมั่งคั่งเท่านั้น อย่าไปยุ่งกับสิ่งใดนอกจากที่ข้าสั่ง"
"พี่ใหญ่ ถ้าหากพวกเขาขัดขืน พวกเรา..."
"แค่สั่งสอนไปเล็กน้อย ไม่จำเป็ต้องเล่นจนถึงตาย"
"เข้าใจแล้ว!"
หลังจากตกลงกันได้ กลุ่มชายฉกรรจ์ที่สวมผ้าโพกหัวพลันหยิบอาวุธของตนขึ้นมาและแยกย้ายกันไป
. . .
ในยามค่ำคืนที่แสนมืดมิด แสงจันทร์ตกกระทบปรากฏร่างสีขาวของหลี่ชิงหยุนและนาหลันเสี่ยวฉีที่กำลังผ่านอาคารหลายหลังใต้เงาแสงจันทร์ ขณะนี้พวกเขาผ่านเขตชุมชนไปแล้วและกำลังจะถึงประตูเมืองต้ากู่ในไม่ช้า
หากจะเรียกได้ว่าเป็ค่ำคืนที่แสนสงบสุข ไม่มีเสียงสัตว์ป่าหรือสัตว์อสูรใดๆมารบกวน
"อาหยุน เราจะไปที่ใดกัน?" นาหลันเสี่ยวฉีจับแขนหลี่ชิงหยุนและเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม แม้ว่านางจะเพิ่งเคยมาที่นี่เป็ครั้งแรก แต่เมื่อได้อยู่ใกล้ชิดกับหลี่ชิงหยุน นางไม่จำเป็ต้องกลัวสิ่งใดอีกต่อไป
หลี่ชิงหยุนมีสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบ "เราควรเข้าสู่เมืองต้ากู่และหาโรงเตี๊ยมที่นั่นพักสักคืน พรุ่งนี้ข้าจะไปพบใครบางคน"
ดวงตานาหลันเสี่ยวฉีแลดูแปลกใจ ก่อนจะถามต่อ "อาหยุน เ้ารู้จักผู้คนจากราชวงศ์จีด้วยงั้นหรือ?"
หลี่ชิงหยุนพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะตอบอย่างตรงไปตรงมา "ก่อนหน้านี้ข้าเคยช่วยชายผู้หนึ่งไว้ และข้าเองก็เปรียบเสมือนน้องชายของเขา หากจะดำเนินการในเื่ใด แค่ให้เขาช่วยเราก็เพียงพอ บางทีเราอาจจะลดภาระลงไปได้มากโข"
"เขาคือใครกัน?" ใบหน้าของนาหลันเสี่ยวฉีปรากฏความอยากรู้อยากเห็นในทันใดจึงเอ่ยถามต่อไป
"เขาคือ—" แต่ก่อนที่หลี่ชิงหยุนจะได้พูดจนจบ เขากลับหยุดฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน
"อาหยุน เกิดอะไรขึ้น?" นาหลันเสี่ยวฉีก็หยุดชะงักพร้อมมองไปที่ใบหน้าของเขาอย่างสงสัย
หลี่ชิงหยุนไม่ได้ตอบนางแต่อย่างใด หากแต่จะยืนอย่างนิ่งงันคล้ายหอคอยใหญ่ที่สูงแกร่ง ก่อนจะเอ่ยเลื่อนลอยด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย "พวกเ้าตามข้ามาได้สักพักใหญ่แล้ว จะไม่ออกมาทักทายกันหน่อยหรือ?"
"ฮี่ฮี่ ไม่คาดคิดว่านกน้อยเช่นเ้าจะสามารถััถึงพวกเราได้ ดูเหมือนว่าพวกเราจะประเมินเ้าต่ำไป" ทันใดนั้นเสียงหัวเราะที่น่าขนลุกดังขึ้นไม่ไกลจากชายป่าปรากฏร่างของชายในผ้าโพกหัวสามคนเื้ัต้นไม้สูงตระหง่าน
สายตาของทั้งกลุ่มมองไปที่หลี่ชิงหยุนด้วยความโลภ
ชายฉกรรจ์ทั้งสามสวมเสื้อหนังขาดๆที่ซ่อมซ่อ ใบหน้าพวกเขาแสดงออกถึงความโเี้และความชั่วร้าย พลันเลียริมฝีปากพร้อมแสยะยิ้มไปด้วย
ทั้งสามคนนี้ล้วนเป็โจรและหัวขโมยที่มีชื่อเสียงนอกเมืองนี้ ซึ่งจะรอดักปล้นผู้ที่มีความมั่งคั่งที่เพิ่งเข้าสู่ราชวงศ์จีเป็ครั้งแรก
แม้ว่าการแต่งตัวของหลี่ชิงหยุนจะดูธรรมดาอย่างสามัญชน แต่แหวนเก็บของสามวงที่นิ้วของเขาบ่งบอกถึงความมั่งคั่งของเขาได้อย่างชัดเจน หากเป็โจรคงจะไม่มีผู้ใดที่ไม่ถูกล่อลวงเป็แน่
แถบด้านนอกของประตูเมืองต้ากู่เป็สถานที่ที่ไร้ซึ่งกฏหมาย ดังนั้นแล้วการจะปล้นหรือทำสิ่งใดก็จะไม่เกี่ยวข้องกับเ้าเมืองแต่อย่างใด ยิ่งพวกเขาเห็นว่าหลี่ชิงหยุนดูอ่อนแอและไม่มีผู้คุ้มกันด้วยแล้ว นี่คือชิ้นเนื้อที่ตกมาจากท้องฟ้าเลยมิใช่หรือ?
หลี่ชิงหยุนเหล่ตามองกลุ่มชายฉกรรจ์พลันถอนหายใจ "ข้าแนะนำว่าพวกเ้าควรหลีกทางให้ข้าแต่โดยดี บางทีข้าอาจจะพิจารณาไว้ชีวิตพวกเ้าก็เป็ได้"
เมื่อทั้งสามได้ยินคำพูดของหลี่ชิงหยุน ทั้งหมดกลับหัวเราะอย่างหนักจนน้ำหูน้ำตาเล็ด ก่อนที่ชายที่มีรอยแผลเป็จะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "ท่านชายผู้นี้ ส่งแหวนเก็บของของพวกเ้าทั้งสองมาแต่โดยดี บางทีข้าอาจจะพิจารณาไว้ชีวิตพวกเ้าก็เป็ได้"
ชายที่มีรอยแผลเป็ได้ย้อนกลับคำพูดของหลี่ชิงหยุนอย่างชัดเจน ราวกับพวกเขามองหลี่ชิงหยุนเป็แค่แกะอ้วนที่รอเชือดเท่านั้น
สีหน้าของหลี่ชิงหยุนยังคงสงบเช่นปกติ รอยยิ้มจางๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าก่อนจะหันไปหานาหลันเสี่ยวฉีและเอ่ยขึ้น "ฉีฉี โจรทั้งสามนี้ข้ายกให้เ้าจัดการ เ้าคงฝึกทักษะกระบี่ที่ข้าสอนมาพอสมควรแล้ว ได้เวลาที่จะแสดงผลการฝึกของเ้าเสียที"
"เอ๊ะ! จะดีหรือ?" ปากเล็กๆอุทานเบาๆ สีหน้านาหลันเสี่ยวฉีดูประหม่าเล็กน้อย อีกฝ่ายเป็ถึงชายฉกรรจ์ถึงสามคนทั้งยังมีอาวุธครบมือ แค่มองดูสีหน้าและแววตาที่ชั่วร้ายนั่นแล้ว พวกเขาเป็ผู้มีประสบการณ์ในการต่อสู้มาหลายปีอย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อเห็นดังนั้นนางก็รู้สึกไม่มั่นใจว่าจะทำได้หรือไม่
"ไม่เป็ไร ฉีฉีของข้าทำได้อย่างแน่นอน" เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าที่วิตกเพียงใด หลี่ชิงหยุนจับบ่านางเบาๆพร้อมกับพยักหน้าให้กำลังใจ
เนื่องจากนาหลันเสี่ยวฉีได้ผ่านการฝึกทักษะการต่อสู้มาบ้างแล้ว แต่นางยังไม่เคยมีประสบการณ์การต่อสู้แบบจริงจังเลยแม้แต่ครั้งเดียว นอกเสียจากการฝึกฝนกับเสิ่นชิงและปิงเสวี่ยเอ๋อร์ ดังนั้นนี่คือโอกาสที่นางจะได้แสดงฝีมือและแสดงผลการฝึกออกมา
หลี่ชิงหยุนอยากจะรู้เช่นกันว่าการเตรียมใจของนาหลันเสี่ยวฉีจะเพียงพอหรือไม่
"เอาล่ะ ข้าจะลองดู" หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ด้วยการสะบัดข้อมือที่เรียวเล็กกระบี่หยกสีขาวละเอียดอ่อนและปราณีตปรากฏขึ้นที่มือขวาของนาหลันเสี่ยวฉี สายตาของนางไร้ร่องรอยความประหม่าและพยายามอย่างมากที่จะตอบสนองต่อสิ่งรอบข้างให้ได้มากที่สุด แสงสีขาวจางๆพลันปรากฏขึ้นรอบๆโดยมิอาจมองเห็นได้โดยง่ายเนื่องจากแสงจันทร์ที่กำลังบดบัง
ในเมื่อหลี่ชิงหยุนมั่นใจในตัวนาง นาหลันเสี่ยวฉีก็จะไม่โต้แย้งพร้อมยกกระบี่หยกตั้งท่าสำหรับการเตรียมโจมตี
"โอ้? เ้าพวกนี้กล้าขัดขืนจริงๆ" ชายร่างผอมบางหยอกล้ออย่างสนุกสนาน ชายผมยาวเองก็หัวเราะร่าเช่นกัน
วินาทีต่อมาชายที่มีรอยแผลเป็เอ่ยขึ้น "เ้าทั้งสองไปรับมือกับสตรีผู้นั้น ส่วนข้าจะไปรับมือชายผู้นั้นด้วยตัวเอง"
"เข้าใจแล้ว" ชายร่างผอมบางและชายผมยาวดึงมีดสั้นสองเล่มจากกระเป๋าหนังพลันตั้งท่าเข้าจู่โจมนาหลันเสี่ยวฉี การตั้งท่าของพวกเขาทั้งคู่เหมือนกันราวกับแกะ
เห็นได้ชัดว่าโจรทั้งสองนี้เป็พี่น้องฝาแฝดกัน หลังจากสิ้นสุดการตั้งท่า พี่น้องฝาแฝดพุ่งเข้าหานาหลันเสี่ยวฉีในทันใด
ชายที่มีรอยแผลเป็เดินเข้าหาหลี่ชิงหยุนด้วยฝีเท้าหนักหน่วงราวกับกำลังข่มขู่ ก่อนจะพูดขึ้น "ท่านชาย หากเ้าได้รับาแใดๆ อย่าโทษข้าที่ไร้ความปราณี"
ระหว่างกำลังพูดในทันใดมือของเขาปรากฏดาบขนาดั์ยาวกว่าสองเมตรและกว้างเกือบครึ่งเมตร
หลี่ชิงหยุนหลับตาและส่ายหัวเบาๆ "ข้าจะไม่ต่อสู้ด้วยตัวเอง เ้าควรจะต่อสู้กับภรรยาข้า ถือเสียว่าเป็การฝึก"
"เ้าโง่เขลา คิดจะส่งสตรีผู้หนึ่งให้ปราบปรามพวกพ้องของข้างั้นรึ? ฮ่าๆๆ! เ้าคิดง่ายเกินไป—" แต่ก่อนที่ชายที่มีรอยแผลเป็จะพูดจบ ตาของเขาพลันเบิกกว้างสุดขีดและลิ้นจุกปากในทันที
เพราะทางด้านนาหลันเสี่ยวฉี ชายร่างผอมบางเมื่อครู่ได้นอนหมดสภาพอยู่บนพื้นแล้ว ซ้ำยังเกิดรอยฟันกระบี่ปรากฏที่หน้าอกของเขา และหมดสติไปโดยปริยาย
ส่วนชายผมยาวในนอนโก่งตูดอยู่ในหลุมในลักษณะที่ศีรษะปักดินดุจดั่งเขาถูกผลักออกไปอย่างแรง รอบๆตัวของเขาปรากฏให้เห็นเกล็ดหิมะจางๆ
เห็นได้ชัดว่าเพิ่งผ่านไปไม่ถึงสามลมหายใจเท่านั้น ชายร่างผอมและชาวผมยาวไม่ใช่คู่ประมือนาหลันเสี่ยวฉีแม้แต่น้อย
"นะ-นี่..." ชายที่มีรอยแผลเป็เริ่มตื่นตระหนก ก่อนจะตระหนักได้ว่าสองคนนี้ไม่ธรรมดา เขาไม่สามารถมองเห็นการต่อสู้ของทั้งสามเลยด้วยซ้ำ
การต่อสู้ฝั่งนาหลันเสี่ยวฉีปรากฏเพียงแค่เสียงลมกระโชกเบาๆ แต่เมื่อมองย้อนกลับไป ทุกอย่างกลับจบลงอย่างง่ายดายเช่นนี้
"ฉีฉี จัดการต่อไป" หลี่ชิงหยุนยิ้มจางๆและคอยสังเกตการณ์อย่างเงียบเชียบ
นาหลันเสี่ยวฉีผงกหัวเบาๆก่อนจะยกกระบี่ขึ้นชูเป็แนวตั้งเสมอบ่าก่อนจะพุ่งแทงไปที่ชายที่มีรอยแผลเป็ดุจดั่งแสงจันทร์ที่ส่องสว่างพุ่งผ่านแม้ในค่ำคืนที่มืดมิด ลมกระโชกแรงจากกระบี่ก่อให้เป็พลังงานโหมกระหน่ำพุ่งเข้าหาชายที่มีรอยแผลอย่างไร้ปราณี
"ชะ-ช้าก่อน!" ชายที่มีรอยแผลเริ่มพูดติดขัดพลันยกดาบั์ตั้งเป็แนวราบเพื่อปิดกั้นและเตรียมสะท้อนกระบวนท่าที่โหมกระหน่ำนี้
แต่นาหลันเสี่ยวฉีก็รับรู้ได้ว่าชายตรงหน้าจะทำอย่างไรต่อไป นางจึงดึงกระบี่คืนกลับพลันหมุนตัวและส่งกระบี่ไปที่มือซ้ายอย่างชำนาญ ก่อนจะใช้กระบี่แทงลงไปที่จุดบอดอีกข้างแทน
"อะไร!?" เสียงกรีดร้องของชายที่มีรอยแผลเป็ดังขึ้น เขาไม่เคยเจอกระบวนท่าเช่นนี้มาก่อน
[ผู้ใดสอนวิถีกระบี่บ้าๆให้แม่นางผู้นี้กัน!?]
กระบี่หยกถูกแกว่งด้วยท่วงท่าที่งดงามราวกับเทพธิดาเต้นรำใต้แสงจันทร์ พลันมาพร้อมกับความเร็วที่มิอาจเอื้อม
ชายรอยแผลเป็ทำได้เพียงแค่ป้องปรามและไม่มีโอกาสที่จะโต้กลับแม้แต่น้อย เนื่องจากเขาไม่สามารถจับทางกระบวนท่าได้และเขาไม่คุ้นเคยกับผู้ที่ใช้กระบี่ท่วงท่าที่แปลกประหลาด ต่อให้เขามีประสบการณ์การต่อสู้มากเพียงใดก็มิอาจสลัดจากการจู่โจมอย่างทันท่วงทีได้
แสงกระบี่ยังคงกระหน่ำแทงฟันทำมุมที่ผิดปกติ ปลายกระบี่เฉือนเข้าเนื้อของชายที่มีรอยแผลเป็มากยิ่งขึ้น สีหน้าของชายที่มีรอยแผลเป็เปลี่ยนไปในทันที เขาะเิพลังฉีออกมาคล้ายคลึงกับูเาไฟปะทุก่อนจะย่ำเท้าลงพื้นและเหวี่ยงดาบั์เข้าหาอย่างสุดแรง
นาหลันเสี่ยวฉีเลิกคิ้วเล็กน้อย หากกระบี่หยกต้องปะทะเข้ากับดาบั์โดยตรงไม่ต้องคาดเดาก็รับรู้ได้ว่ากระบี่หยกจะแตกสลายเป็เสี่ยงอย่างแน่นอน การจะเข้าปะทะกับดาบั์เกือบ 50 กิโลกรัมด้วยกระบี่ของนางถือว่าเป็ทางเลือกที่โง่เขลา
แต่นาหลันเสี่ยวฉีตอบสนองปฏิกิริยาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เนื่องด้วยผลการฝึกการเปิดประสาทรับรู้ทั้งห้า ทำให้สัญชาตญาณของนางเฉียบแหลมกว่าเก่าหลายเท่า สมองจึงเกิดการตอบสนองอย่างฉับพลันโดยอัตโนมัติ
ด้วยการบิดข้อมือเบาๆปลายกระบี่หยกม้วนงอคล้ายอสรพิษขดล้อมโดยการยืมแรงหมุนจากอากาศพลันปัดดาบั์ออกด้านข้างอย่างไม่ยากเย็น ก่อนจะปรากฏแสงสีขาวปกคลุมกระบี่ก่อเกิดเป็พายุน้ำแข็งที่ส่งกลิ่นอายหนาวเย็นออกมา
"ฮะ!?" ชายที่มีรอยแผลเป็แทบจะกรีดร้อง เขารับรู้ได้ถึงภัยคุกคามถึงชีวิตในท่วงท่านี้ ดาบั์ในมือกำลังถูกปัดออกไป ขณะนี้เขาไร้การป้องกันโดยสิ้นเชิง
กระบี่หยกที่แฝงด้วยคลื่นพายุน้ำแข็งกำลังจะแทงเข้าที่สะบักขวาของชายผู้นั้น แต่ก่อนที่การโจมตีจะสัมฤทธิ์ผล กระบี่หยกกลับถูกปัดออกไปด้วยแรงต้านจากบางสิ่งบางอย่าง
นาหลันเสี่ยวฉีขมวดคิ้วเบาๆก่อนจะหมุนตัวกลางอากาศ และถอยหลังกลับไปพร้อมกับอยู่ในท่าตั้งโจมตีอีกครั้งอย่างสง่างาม
ชายที่มีรอยแผลสะบัดดาบั์ในมือกลับอย่างยากลำบากก่อนจะถอยร่นออกไปเช่นเดียวกัน
นั่นเป็เพราะมีชายร่างกำยำที่ดุจดั่งพยัคฆ์ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของชายผู้นั้นเมื่อใดไม่ทราบได้ คนผู้นี้ได้ปัดป้องการโจมตีจากกระบี่หยกเมื่อครู่ด้วยมีดบินเล็กๆในมือ
เมื่อมืดบินกลับสู่มือของเขา ชายร่างกำยำมองไปที่ทั้งสองก่อนจะเอ่ยขึ้นและก้มหน้าคำนับเล็กน้อย "ขออภัยท่านทั้งสองในการล่วงเกินเมื่อครู่ ท่านพอจะปล่อยพี่น้องของข้าไปได้หรือไม่?"
ชายที่มีรอยแผลเป็มองไปที่พี่ชายของเขาอย่างตะลึงงัน ก่อนจะอุทานด้วยความไม่รู้สถานการณ์ "พี่ใหญ่ ท่านจะ—"
แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดต่อ ชายร่างกำยำตบเข้าที่ศีรษะพร้อมดุด่าอย่างรุนแรง "เ้าโง่เขลา! หากชายผู้นั้นััถึงเ้าได้ั้แ่เริ่มต้น เ้าควรจะถอยร่นเสียตอนนั้นแล้ว เ้าเคยพบเห็นผู้ใดที่สามารถมองผ่านทักษะเร้นกายของพวกเราได้หรือไม่?"
ขณะที่ชายร่างกำยำพูดเขาเผลอเหล่ตามองไปที่หลี่ชิงหยุนที่ยังยืนเอามือไพล่หลังอย่างสงบราวกับไม่ทุกข์ไม่ร้อนอย่างใด แต่เขากลับััได้ถึงบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกไม่ดีกับชายผู้นี้
แม้ในสถานการณ์เช่นนี้เขายังยืนสงบดุจดั่งน้ำนิ่งในมหาสมุทร ดวงตาของเขาฉายแววไม่แยแสราวกับว่าโลกทั้งใบมิอาจทำให้เขาสั่นคลอนได้ รัศมีเ็าที่แผ่ซานจางๆพร้อมใบหน้ายิ้มสงบทำให้ชายร่างกำยำรู้สึกไม่อยากยุ่งเกี่ยว
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชายตรงหน้านั้นอันตรายเพียงใด เขาไม่ได้มองกลุ่มกองโจรไว้ในสายตาด้วยซ้ำ
"เอ่อ...นั่น—" ชายที่มีรอยแผลเกาหัวอย่างเขินอาย ความโลภของเขาบดบังไปเสียสนิทจนลืมสังเกตหลายสิ่งอย่าง ั้แ่พวกเขาเดินทางสายโจรพวกเขาสามารถสะกดรอยตามได้โดยที่ไม่มีผู้ใดสังเกตุเห็น แต่ครั้งนี้ช่างแปลกเกินไป
เห็นได้ชัดว่าชายร่างกำยำที่ถูกเรียกว่าพี่ใหญ่เข้าใจว่าหลี่ชิงหยุนเป็กรณีพิเศษซึ่งแตกต่างจากผู้อื่น
บางทีหากพวกเขาลงมือไปมากกว่านี้ หลี่ชิงหยุนที่ยังดูสงบอาจจะเปิดฉากสังหารก่อนก็เป็ได้ นี่คือสิ่งที่ชายร่างกำยำไม่้าจะเสี่ยง
แค่สภาพจิตใจเพียงอย่างเดียวชายร่างกำยำก็รับรู้ได้ทันทีว่าคนผู้นี้อยู่ไกลเกินกว่าที่เขาจะหยั่งถึง
เมื่อมองไปที่ใบหน้าดุจพยัคฆ์ของชายร่างกำยำ ดวงตาของหลี่ชิงหยุนฉายแววประหลาดใจครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มออกมาจางๆ "แน่นอน ข้าสามารถปล่อยเ้าไปได้ อย่างไรก็ตามต้องมีบางสิ่งเป็การแลกเปลี่ยน... เ้าดูไม่ออกหรือว่าภรรยาของข้าหวาดกลัวพวกเ้าเพียงใด?"
พร้อมกับชี้ไปที่นาหลันเสี่ยวฉีด้วยท่าทางเห็นอกเห็นใจ
รอยยิ้มที่ชั่วร้ายพลันปรากฏขึ้นบนริมฝีปากที่บอบบางของหลี่ชิงหยุน ส่งผลให้ชายฉกรรจ์ทั้งสองรู้สึกขนลุกตั้งชันราวกับกำลังมีสิ่งที่ไม่ดีจะเกิดขึ้น
