“เหตุใดท่านต้องไปหานางด้วยล่ะ? ท่านรู้ทั้งรู้ว่าข้ากับนางไม่ถูกกัน ท่านรู้หรือไม่ว่าป้าสะใภ้ใหญ่กับป้าสะใภ้รองคอยหาวิธีกลั่นแกล้งพวกข้า คิดจะเอาของของพวกข้าไปเป็ของตัวเอง?”
“แต่นี่ท่านกลับไปร่วมมือกับพวกนาง ท่านคิดอะไรของท่านอยู่ ถ้าท่านอยากตอบแทนข้าก็ตอบแทนให้ดีสิ มีการตอบแทนแบบนี้ด้วยหรือ?”
หากหลี่อันหรานไม่พูดก็คือไม่พูดเลย แต่หากพูดก็จะพูดแบบหมดเปลือก เจียงเฉิงคิดไม่ถึงว่านางจะเข้าใจตัวเองผิดขนาดนี้ เขารีบอธิบายทันที “ข้าไม่ได้ไปหาคุณหนูหลี่ด้วยเจตนาเช่นนั้น”
“เช่นนั้นท่านไปหานางทำอันใด?”
เจียงเฉิงชะงักเล็กน้อย เขาไม่คิดจะบอกเหตุผลที่แท้จริงของการไปหาหลี่เยวี่ยซือให้หลี่อันหรานฟัง “เพื่อธุระบางอย่าง ข้าเพียงแต่มีเื่อยากสอบถามนางก็เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาอื่น เ้าอย่าเข้าใจผิด”
หลี่อันหรานกอดอกมองเขา ภายในใจยังคงไม่สบอารมณ์อยู่มาก “ข้าคร้านจะสนใจแล้ว”
นางเตรียมจะเดินออกไปเมื่อพูดจบ แต่เมื่อเดินถึงประตูก็หันกลับมาพูดกับเขาอีกครั้ง “ต่อไปอย่าพูดเหลวไหลกับท่านแม่ข้าอีก นางสุขภาพไม่แข็งแรง ข้าไม่อยากให้นางต้องกังวลใจด้วยเื่ไร้สาระพวกนี้ หากท่านไม่พอใจก็ให้มาคุยกับข้าโดยตรง แล้วก็…”
ถึงแม้หลี่อันหรานจะไม่อยากพูดคำนี้ แต่สุดท้ายก็ต้องพูดอยู่ดี นางกังวลว่าเจียงเฉิงจะเอาไปฟ้องเสิ่นอิ๋นหวนอีก “เกี่ยวกับเื่ที่ปิดประตูไม่ให้ท่านเข้าบ้าน แล้วก็เื่ที่จงใจใช้พริกกลั่นแกล้งท่าน ข้าขอโทษ”
พูดจบแล้วเดินออกไปทันทีโดยไม่หันกลับมามอง
หลังจากผ่านเื่นี้ไป หลี่อันหรานกับเจียงเฉิงอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขเป็เวลาสองวัน
เจียงเฉิงยังคงอยากหาตัวคนร้ายที่ข่มเหงหลี่อันหรานอยู่ สองวันนี้เขาจึงออกไปเดินเล่นเป็ครั้งคราวเพื่อสืบข่าว
แต่เื่แบบนี้ควรเริ่มสอบถามจากคนอื่นอย่างไร?
เดิมทีนี่เป็เื่ที่ผ่านพ้นไปแล้ว หากถูกเขานำกลับมาพูดถึงอีกก็มีแต่จะทำให้คนรอบข้างหัวเราะเยาะหลี่อันหรานอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้เจียงเฉิงจะพยายามสอบถามอยู่สองวัน ทว่าทำอย่างไรก็ไม่เจอเบาะแส สุดท้ายก็วนกลับมานึกถึงหลี่เยวี่ยซืออีกครั้ง
เขาอยากไปหานางเพื่อลองดูอีกครั้งว่าจะมีโอกาสสอบถามหรือไม่
วันนี้หลี่อันหรานทำการคิดค้นน้ำพริกส่วนหนึ่งเสร็จเรียบร้อย นางทำการนำมาให้เถ้าแก่ภัตตาคารในตัวเมืองลองชิม
ก่อนนี้มีการฝากขายเต้าเจี้ยวเผ็ดอยู่ก่อนแล้ว การติดต่อครั้งนี้จึงค่อนข้างราบรื่นกว่าครั้งไหน
หลี่อันหรานทำการเพิ่มเครื่องปรุงที่เดิมทีไม่มีเข้าไปเล็กน้อยเช่นกัน รสชาติจะได้ถูกปากคนท้องที่ นอกจากนี้นางยังใส่พริกไม่เยอะ นางอยากลองดูก่อนว่าคนที่นี่รับความเผ็ดของพริกได้มากน้อยเพียงใด
นางมาหาเถ้าแก่หวางแล้ววางน้ำพริกสองโถที่คิดค้นออกมาลงบนโต๊ะของเขา ครั้งนี้เถ้าแก่หวางเป็มิตรกว่าครั้งก่อนมาก “เ้านำสิ่งนี้… มันเรียกว่าอะไรแล้วนะ?”
“น้ำพริกเ้าค่ะ”
“นำน้ำพริกมาวางตรงนี้ก่อน หากมีลูกค้ามาที่ภัตตาคาร ข้าจะให้พวกเขาลองกิน”
หลี่อันหรานพยักหน้า รอบนี้นางไม่ได้เก็บเงินจากเถ้าแก่หวางเหมือนเมื่อครั้งก่อน นางบอกกับเขาว่า “ข้านำน้ำพริกมาสองโถ เป็ของที่ข้าเพิ่งคิดค้นขึ้นมาใหม่ หากมีคนมาทานอาหาร ท่านสามารถให้พวกเขาลองชิมโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายได้เ้าค่ะ”
“หากมีคนให้คำติชมแนะนำถึงความรู้สึกหลังจากได้กิน ข้าจะมีสิ่งตอบแทนให้ด้วย”
เถ้าแก่หวางแปลกใจเล็กน้อยกับสิ่งที่ได้ยิน “นี่เพื่ออะไรกัน? ตัวเองทำออกมาด้วยความยากลำบากแต่ให้คนอื่นกินเปล่าๆ เนี่ยนะ”
หลี่อันหรานทำเพียงยิ้ม “ข้าย่อมมีเหตุผลของตัวเอง เื่นี้คงต้องรบกวนเถ้าแก่หวางด้วย หากท่านสามารถเสนอให้ทุกคนลองชิมน้ำพริกจนหมด ข้าจะนำมามอบให้อีกสองโถโดยไม่คิดใช้จ่าย จำไว้นะเ้าคะ หากมีคนที่ชอบหรือไม่ชอบรสชาติก็เสนอแนะติชมมาได้เลย ถ้าหากคำแนะนำของพวกเขาถูกนำไปใช้ ข้าจะมีสิ่งตอบแทนมอบให้เ้าค่ะ”
เถ้าแก่หวางรู้สึกว่าเื่นี้เป็ประโยชน์ต่อตัวเขามาก ซ้ำยังได้ดึงดูดลูกค้าเข้าภัตตาคารอีกด้วย เหตุใดจะไม่ยินดีทำล่ะ? ที่สำคัญคือเขาไม่ต้องเสียเงินแม้แต่แดงเดียว หากมีลูกค้าชอบจริงก็สามารถเพิ่มรายได้เข้ากระเป๋า ด้วยเหตุนี้เถ้าแก่หวางจึงตอบตกลงทันที
ไม่ว่าหลี่อันหรานจะกำชับสิ่งใดก็ตอบตกลงทั้งหมด เพราะเขาไม่ใช่คนออกเงินอยู่แล้ว และเดิมทีของพวกนี้ก็มีไว้แจก
หลังจากที่หลี่อันหรานจากไปอย่างมีความสุข เถ้าแก่หวางมองน้ำพริกสองโถนั้นแล้วสั่งพนักงานด้านข้าง “ไปหาช้อนมา ข้าจะลองชิมว่าน้ำพริกนี่มีรสชาติอย่างไร”
พนักงานคนนั้นไปหาถ้วยน้ำจิ้มกับช้อนมาหนึ่งคัน เขาตักน้ำพริกจำนวนเล็กน้อยออกมาจากโถ เถ้าแก่หวางเริ่มจากยกน้ำพริกสีแดงขึ้นดม มันเป็กลิ่นแบบที่เขาไม่เคยได้กลิ่นมาก่อน เป็กลิ่นที่ฉุนจมูกเล็กน้อย เขาขมวดคิ้วทันที “นี่มันกลิ่นอะไรน่ะ? จะมีคนชอบจริงหรือ?”
พนักงานคนนี้ชื่นชอบเต้าเจี้ยวเผ็ดที่หลี่อันหรานทำมาเมื่อคราวก่อนมาก ครั้งนี้เขาจึงตั้งความหวังกับน้ำพริกไว้ค่อนข้างสูง เขายิ้มพลางว่า “เถ้าแก่ ท่านลองชิมดูก่อน หากรสชาติไม่เลวเหมือนเต้าเจี้ยวเผ็ดเมื่อคราวก่อนเล่าขอรับ”
เถ้าแก่หวางรู้สึกว่ามีเหตุผล เขาตักมันเข้าปากเล็กน้อย ทว่าเพิ่งจะใส่เข้าปากก็ต้องคายออกมาทันที เขารู้สึกว่าลิ้นเริ่มชา นอกจากนี้ยังรู้สึกแสบ มันแสบร้อนจนเขาทรมาน “นี่มันอะไรน่ะ รสชาติแย่มาก เสมือนกินยาพิษอย่างไรอย่างนั้น มันใช่ของกินแน่หรือ?”
เขาวางถ้วยน้ำจิ้มกับช้อนลงบนโต๊ะ “ข้าว่าครั้งนี้สาวน้อยคงทำพลาด ไม่น่ามีผู้ใดชอบของแบบนี้หรอก”
พนักงานเหมือนจะไม่เชื่อเถ้าแก่หวาง เขาหยิบช้อนมาตักชิมเล็กน้อย จากนั้นต้องขมวดคิ้วทันทีเช่นกัน
เถ้าแก่หวางส่ายหน้าถอนหายใจก่อนจะเดินไปที่ลานด้านหลัง “ตั้งไว้สองวัน หากไม่มีลูกค้าชอบก็นำกลับไปคืน”
เถ้าแก่หวางพูดจบก็เดินออกไป จังหวะนี้เอง มีลูกค้ากลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาพอดี พวกเขาเห็นพนักงานยืนเฝ้าโถสองใบอยู่หน้าตู้ก็เข้ามาถาม “สิ่งนี้คืออะไรหรือ?”
พนักงานตอบลูกค้าตามคำกำชับที่หลี่อันหรานบอกก่อนหน้านี้ ลูกค้าคนนั้นกล่าว “ให้ชิมโดยไม่คิดเงิน กินเท่าไรก็ได้หรือ?”
พนักงานพยักหน้า “กินเท่าไรก็ได้ ไม่คิดเงิน ขอแค่ชอบก็พอ”
ลูกค้ายิ้มแล้วทำการสั่งน้ำพริกและกับข้าวอย่างอื่น น้ำพริกดูจะถูกปากลูกค้าคนนี้มาก แม้ว่ากินแล้วจะมีเหงื่อออกแต่ก็รู้สึกสดชื่น “เอามาอีก”
พนักงานเห็นว่ามีคนชอบจึงตักเพิ่มให้อีกเยอะมาก
ลูกค้าคนอื่นได้ยินว่าให้ลองชิมโดยไม่คิดเงินก็พากันสั่งตาม เพราะไม่ว่าจะอร่อยหรือไม่อร่อย ในเมื่อไม่คิดเงินก็ไม่มีอะไรเสียหาย หลายคนไม่ค่อยชอบรสชาติของน้ำพริก บางคนพอจะกินได้อยู่ มีเพียงส่วนน้อยที่ค่อนข้างชอบเหมือนลูกค้าคนนั้น
ภัตตาคารแห่งนี้เป็ภัตตาคารที่ใหญ่ที่สุดในตัวเมือง ปกติมีลูกค้าค่อนข้างมาก ตอนแรกเถ้าแก่หวางคิดว่าน้ำพริกคงขายไม่ออก ทว่าเพิ่งผ่านมาเพียงวันเดียว น้ำพริกก็หมดไปแล้วหนึ่งโถ บางคนถึงขั้นนำถ้วยมาขอแบ่งกลับไปกินที่บ้าน เพราะอย่างไรเสียก็ไม่ได้คิดเงินอยู่แล้ว
