หวาชิงเสวี่ยยืนงงอยู่นอกประตูครู่ใหญ่ สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความผิดหวัง ก่อนจะเดินจากไป
จวนขุนนางใหญ่โตเช่นนี้เข้าไปยากเสียจริง...
ถ้าหากนางเปลี่ยนเป็ชุดที่ดูดีหน่อย บางทีอาจจะมีหวัง...
หวาชิงเสวี่ยก้มมองเสื้อผ้าเก่าๆ ที่ตนสวมอยู่ ได้แต่ส่ายหน้าถอนหายใจ ไม่คิดมากอีกต่อไป แล้วเดินตรงไปที่ศาลาว่าการ
สุดท้ายก็ต้องพึ่งพาตนเองอยู่ดี
ขุนนางที่ทำงานในศาลาว่าการเมืองผานสุ่ยค่อนข้างซื่อสัตย์ หวาชิงเสวี่ยแจ้งว่าตนเองมาเพื่อลงทะเบียนครัวเรือน ภายใต้การแนะนำของเ้าหน้าที่ นางจึงลงนามในเอกสาร ประทับลายนิ้วมือ จ่ายเงิน แล้วเ้าหน้าที่ก็บอกให้นางกลับมาอีกครั้งในอีกเจ็ดวัน
ส่วนเื่การเช่าแผงลอยนั้น ต้องรอให้ลงทะเบียนครัวเรือนเสร็จสิ้นในอีกเจ็ดวันจึงจะดำเนินการได้
ไม่ว่าอย่างไร ก็ถือว่ามีความคืบหน้าแล้ว
หวาชิงเสวี่ยกลับมาที่บ้านแล้วเล่าเื่นี้ให้ป้าเหอฟัง ป้าเหอเป็คนใจดี จึงเสนอความคิดเห็นให้หวาชิงเสวี่ยทันที “หากเ้ารีบร้อน จะมาเปลี่ยนแผงลอยกับข้าตอนเที่ยงก็ได้ แผงขายอาหารเช้าของข้าเปิดขายถึงแค่ตอนเที่ยงเท่านั้น ถึงตอนนั้นข้าจะให้คนสกุลเฉาที่อยู่ข้างๆ คอยดูแลเ้า”
“ได้หรือเ้าคะ?” ดวงตาของหวาชิงเสวี่ยเป็ประกาย “ท่านป้าใจดีเหลือเกิน!”
ป้าเหอหัวเราะ “แค่ครึ่งวัน เ้าก็ถือเสียว่าลองดูก่อน ถ้าหากขายดี พอเช่าแผงลอยที่ถนนตงเจิ้งได้ก็ค่อยย้ายไปที่นั่นแล้วกัน”
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าด้วยความยินดี แล้วถามต่อ “ค่าเช่าแผงลอยของท่านป้าเท่าใดหรือเ้าคะ?”
ป้าเหอโบกมือ “ที่ทางบนถนนฝูซิงทุกคนต่างจับจองกันเอง มันค่อนข้างวุ่นวายหน่อย แต่ก็ไม่มีค่าเช่า ข้าตั้งแผงขายของที่นั่นมาสิบกว่าปีแล้ว ลูกค้าประจำก็จดจำสถานที่ได้แล้ว ดังนั้นหลายปีมานี้ข้าเลยไม่ได้ย้ายที่ขาย”
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกตื่นเต้น “ท่านป้า เช่นนั้นข้าจะขอลองดูพรุ่งนี้เลย ได้หรือไม่เ้าคะ?”
“ได้สิ พรุ่งนี้ข้าจะบอกพวกเขาเอาไว้ล่วงหน้า”
เื่นี้ก็เป็อันตกลงกันเรียบร้อย
วันรุ่งขึ้น หวาชิงเสวี่ยตื่นขึ้นมาั้แ่ฟ้ายังไม่สาง ตรวจสอบวัตถุดิบสำหรับชงชาอย่างกระตือรือร้น แล้วทบทวนสูตรในหัวอีกรอบ พอป้าเหอออกไปแล้ว นางก็เข้าไปในครัว จากนั้นเริ่มเตรียมของอย่างขะมักเขม้น
สิ่งแรกที่จะทำ คือชาหนวดั เริ่มจากนำไหมข้าวโพดมาต้มกับน้ำสะอาด เมื่อต้มจนเดือดสองนาทีก็สามารถเทใส่ถังไม้ที่สะอาดเพื่อให้คงความร้อนไว้ได้
ถึงแม้ว่าไหมข้าวโพดจะดูไม่น่าสนใจ แต่ที่จริงแล้วมันเป็อาหารสมุนไพรชั้นดี น้ำชาที่ต้มออกมามีรสชาติหวานเล็กน้อย สามารถดับร้อนและแก้กระหายได้
ต่อจากนั้น หวาชิงเสวี่ยก็นำเก๋ากี้ไปแช่ในน้ำอุ่น แล้วเริ่มล้างพุทราแดง ล้างเสร็จแล้วก็คว้านเมล็ดออกทีละเม็ด จากนั้นนำเก๋ากี้ที่แช่ไว้กับพุทราแดงที่แกะแล้วใส่ลงในหม้อ เติมน้ำสะอาดลงไป แล้วต้มด้วยไฟแรงจนเดือด ใส่ขิงสดลงไปสองสามแผ่น พอน้ำเดือดอีกครั้งก็เทใส่ถังไม้แล้วปิดฝาเอาไว้
ชาชนิดนี้มีรสหวานเพราะพุทราแดง ดื่มแล้วได้รสชาติหวานปะแล่มปนเผ็ดเล็กน้อย ไม่เพียงช่วยดับกระหายแต่ยังป้องกันหวัดได้อีกด้วย เหมาะสำหรับดื่มใน่นี้เป็อย่างยิ่ง
หลังจากทำชาหนวดักับชาพุทราแดงเก๋ากี้ผสมขิงเสร็จแล้ว หวาชิงเสวี่ยก็หยิบมีดมาปอกเปลือกฟักเขียวแล้วหั่นเป็ชิ้นเล็กๆ จากนั้นนำชิ้นฟักเขียวที่หั่นแล้วใส่ลงในชามขนาดใหญ่ โรยน้ำตาลทรายแดงลงไปหมัก เนื่องจากต้องหมักไว้ประมาณสองชั่วยาม หวาชิงเสวี่ยจึงใช้เวลานี้เริ่มทำชาเก๊กฮวยสาลี่หิมะไปพลางๆ
นางปอกเปลือกลูกสาลี่หิมะ ผ่าครึ่ง จากนั้นคว้านเมล็ดออกแล้วหั่นเป็ชิ้นใหญ่ๆ ตอนนี้น้ำในหม้อต้มเดือดแล้ว จึงใส่ดอกเก๊กฮวยลงในหม้อ แล้วยกฝามาปิด หวาชิงเสวี่ยใส่ดินลงในเตาเพื่อให้ไฟอ่อนลงอีกหน่อย ตุ๋นต่อประมาณสิบนาที จากนั้นก็กรองดอกเก๊กฮวยออกจนเหลือแต่น้ำ ใส่สาลี่หิมะที่หั่นเป็ชิ้นๆ เก๋ากี้ และน้ำตาลลงไป ต้มด้วยไฟแรงจนเดือด จากนั้นเปลี่ยนเป็ไฟอ่อนแล้วตุ๋นต่ออีกประมาณหนึ่งชั่วยามก็ใช้ได้แล้ว
เตาในยุคโบราณไม่ได้สะดวกเหมือนในยุคปัจจุบัน เดี๋ยวก็ไฟแรงเดี๋ยวก็ไฟอ่อน หวาชิงเสวี่ยจึงยุ่งวุ่นวายจนเหงื่อท่วม
เนื่องจากชาสองชนิดนี้ใช้เวลานานที่สุด หวาชิงเสวี่ยจึงทำเป็อย่างสุดท้าย นางคอยดูไฟในครัวเป็ระยะๆ บางครั้งก็ทอดสายตามองออกไปข้างนอก
ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มสว่างแล้ว ในตรอกซอยเริ่มมีเสียงผู้คน เสียงเด็กร้องไห้ เสียงพ่อค้าแม่ค้าะโขายของ รวมถึงเสียงไก่เป็ดและสัตว์เลี้ยงต่างๆ
หวาชิงเสวี่ยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหม่อลอย ตัวนาง คงจะกลับไปไม่ได้แล้วสินะ?
ถึงแม้จะมาย้ายมาอยู่ในโลกอื่น แต่จะอย่างไรก็ต้องพยายามใช้ชีวิตต่อไปให้ดี...
ชาสี่ชนิดเสร็จไปแล้วสามรสชาติ สุดท้ายที่เหลือคือชาฟักเขียว การหมักต้องใช้เวลา หวาชิงเสวี่ยจึงไม่รีบร้อน นางเดินออกจากครัว ใช้เวลา่นี้ทำความสะอาดลานเรือน
เพิ่งยกไม้กวาดขึ้นมา ไม่ทันไรพอลมหนาวพัดผ่านไป นางก็ถึงกับหนาวจนตัวสั่น
เหมือนจะสวมเสื้อผ้าบางเกินไป...
หวาชิงเสวี่ยทอดถอนหายใจ ต้องรีบหาเงินแล้วสินะ จะได้ซื้อถ่านไม้และเสื้อผ้านวมมาเพิ่มความอบอุ่น
นางไม่ค่อยชินกับสภาพอากาศที่นี่เลยจริงๆ อาจเป็เพราะในโลกของนาง ทั้งบริษัท ห้างสรรพสินค้า รถไฟฟ้าใต้ดิน หรืออพาร์ตเมนต์ ทุกที่ล้วนมีอุณหภูมิคงที่ นางไม่เคยต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนี้มาก่อน
หวาชิงเสวี่ยทำความสะอาดลานเรือนเสร็จแล้วก็กลับเข้าครัว ตอนนี้ฟักเขียวที่หมักไว้เริ่มมีน้ำออกมาแล้ว หวาชิงเสวี่ยใช้นิ้วจิ้มน้ำนั้นขึ้นมาลองชิมเล็กน้อย ดวงตาพลันโค้งขึ้นมาด้วยความพึงพอใจ
ชาฟักเขียวนี้ ช่วยให้ผิวกระจ่างใสและลดน้ำหนัก แต่วิธีการทำค่อนข้างยุ่งยาก หลังจากหมักแล้วก็ต้องเคี่ยวด้วยไฟอ่อนอีกสองสามชั่วยาม ในระหว่างนั้นหากหม้อแห้งเกินไปก็ต้องเติมน้ำหลายครั้ง สุดท้ายกรองฟักเขียวออก เหลือแต่น้ำฟักเขียว เวลาจะดื่มก็แค่ตักมาสองสามช้อนแล้วผสมน้ำลงไปเจือจาง
หวาชิงเสวี่ยนำฟักเขียวที่หมักไว้ใส่ลงในหม้อเคี่ยว แล้วไปชิมชาที่เหลืออีกสามรสชาติ นางก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้น
ชาข้างนอกขายถ้วยละหนึ่งอีแปะ ชาของนางทั้งอร่อยและมีหลากหลายแบบ ทั้งยังขายหนึ่งอีแปะเช่นกัน รับรองว่าขายดีแน่นอน!
พอถึง่เที่ยง ป้าเหอก็กลับมาถึง นางยกของลงจากรถเข็น แล้วช่วยหวาชิงเสวี่ยยกถังน้ำชาสี่อย่างที่ปิดผนึกอย่างแ่าขึ้นรถเข็น เพิ่มโต๊ะเก้าอี้ เตา และถ้วยชามง่ายๆ ก็พร้อมตั้งแผงขายของแล้ว
หวาชิงเสวี่ยจับคันรถเข็นด้วยความตื่นเต้น ได้เวลาออกเดินทางแล้ว
แต่พอนางลองออกแรงลาก...
รถเข็นไม่ขยับเลย
...หวาชิงเสวี่ยรู้สึกอับอาย
ป้าเหอที่อยู่ด้านหลังหัวเราะลั่น “ร่างกายบอบบางอย่างเ้าไม่ไหวหรอก! น้ำชามันหนักมากสินะ! เดี๋ยวข้าช่วยเอง!”
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกเกรงใจ แต่ก็รู้ว่าตนเองทำคนเดียวไม่ได้ จึงกล่าวขอบคุณป้าเหอเสียงค่อย
คนหนึ่งลากข้างหน้า อีกคนหนึ่งดันข้างหลัง ทั้งสองคนมาถึงแผงลอยของป้าเหอที่ถนนฝูซิงแล้ว
ข้างๆ เป็ร้านขายเต้าหู้ สตรีที่แผงขายเต้าหู้ทักทายพวกนางอย่างกระตือรือร้น “คนนี้คือน้องหวาที่เ้าพูดถึงสินะ? รีบเข้ามาเร็วเข้า บนรถเข็นขายอะไรหรือ?”
หวาชิงเสวี่ยยิ้มอย่างเขินอาย “เป็น้ำชาเ้าค่ะ”
ป้าเหอแนะนำหวาชิงเสวี่ยกับเ้าของแผงขายของทั้งสองข้าง “นางยังเด็ก ไม่ค่อยรู้เื่อะไร หากมีอะไรพวกเ้าก็ช่วยดูแลนางหน่อยนะ”
คนที่ออกมาตั้งแผงขายของข้างนอกล้วนเป็คนหลักแหลมมีไหวพริบ และอัธยาศัยดี พวกเขาต่างก็ตอบตกลง
ด้วยเหตุนี้ การตั้งแผงขายของครั้งแรกของหวาชิงเสวี่ยจึงเริ่มต้นขึ้น
ตอนแรกนางมั่นใจเต็มเปี่ยม แต่พอลองลงมือทำจริงๆ กลับพบว่าไม่ง่ายเลย
ผู้คนมากมายเดินผ่านหน้าแผงขายชาของนางไป แต่ไม่มีใครหยุดดื่มชาเลย...
หวาชิงเสวี่ยพบว่าตนเองทำบางสิ่งผิดพลาดอย่างร้ายแรง!
“ป้าเฉาเ้าคะ ช่วยเฝ้าแผงลอยให้ข้าหน่อยได้หรือไม่?” หวาชิงเสวี่ยขอความช่วยเหลือกับคนสกุลเฉาอย่างเร่งด่วน “ข้าจะขอตัวออกไปสักครู่น่ะเ้าค่ะ”
“ได้สิ เ้าไปเถอะ มีข้าอยู่ไม่ต้องห่วง”
หวาชิงเสวี่ยเดินไปตามถนนอย่างรีบร้อน ในที่สุดก็เจอชายชราที่ขายภาพวาดและบทกลอนอยู่ข้างถนน
“ขอรบกวนหน่อยนะเ้าคะ! ...ข้าอยากให้ท่านเขียนอักษรให้หน่อย”
ใช่แล้ว ในที่สุดนางก็นึกออก แผงลอยของนางไม่มีป้ายหน้าร้าน! หากไม่มีป้าย คนอื่นก็ไม่รู้ว่านางขายอะไร!
หลังจากนั้นประมาณหนึ่งก้านธูป หวาชิงเสวี่ยก็กลับมา พร้อมกับแผ่นไม้ไผ่สี่แผ่น บนแผ่นไม้เขียนชื่อชาแต่ละชนิดอย่างชัดเจนด้วยชาดสีแดง
ชาหนวดเทพ ชาพุทราแดงเก๋ากี้ ชาฟักเขียว ชาเก๊กฮวยสาลี่หิมะ
ในบรรดาชื่อชาเหล่านี้ ชื่อชาหนวดัที่ทำจากไหมข้าวโพดของนางถูกเปลี่ยนเป็ชาหนวดเทพ เพราะชายชราไม่ยอมเขียนคำว่าัเด็ดขาด บอกว่าเป็เื่ต้องห้าม!
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกจนใจ แล้วการเขียนคำว่า ‘เทพ’ นี่มันไม่เป็เื่ต้องห้ามหรือ?
แต่ก็ช่างเถอะ จะอย่างไรก็เป็แค่ชื่อเท่านั้นเอง
หลังจากที่ติดแผ่นไม้ไผ่บนแผงขายชาแล้ว ผลลัพธ์ก็ปรากฏให้เห็น เริ่มมีลูกค้าเข้ามาเรื่อยๆ ถึงแม้จะไม่มากนัก แต่ก็ทำให้หวาชิงเสวี่ยดีใจจนแทบกลั้นไม่อยู่!
วันต่อมา หวาชิงเสวี่ยก็รีบไปหาชายชราคนนั้นอีก ครั้งนี้นางเลือกผ้าสีขาว เพราะอยากทำป้ายร้านให้ใหญ่ยิ่งกว่าเดิม!
ไม่เพียงแต่จะเขียนชื่อชาเท่านั้น แต่ยังเขียนสรรพคุณลงไปด้วย อย่างเช่น ชาหนวดเทพช่วยบำรุงตับและถุงน้ำดี ดับร้อนแก้กระหาย ชาเก๊กฮวยสาลี่หิมะช่วยบำรุงสายตาและปอด บรรเทาอาการร้อนใน และอื่นๆ
สุดท้าย ยังมีการวาดรูปเล็กๆ ้าของป้ายด้วย ทั้งรูปพุทราแดงเก๋ากี้ รูปฟักเขียว รูปดอกเก๊กฮวย...
ด้วยภาพและข้อความประกอบกันเช่นนี้ ธุรกิจแผงขายชาของหวาชิงเสวี่ยก็ยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ
แน่นอน คำว่าดีขึ้นนี้ หมายถึงเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ เพราะอย่างไรการค้าขายเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ก็ทำกำไรได้ไม่มาก
แต่หวาชิงเสวี่ยรู้สึกพึงพอใจมากแล้ว ทุกวันต้องตื่นเช้ามาชงชา เหนื่อยและลำบากมาก แต่ตอนนี้นางสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้แล้ว แถมยังมีเงินเหลืออีกด้วย นางรู้สึกดีใจเหลือเกิน
ธุรกิจร้านขายน้ำชาเข้าที่เข้าทางแล้ว
ความกังวลและความกลัวในตอนแรกที่มาถึงโลกใบนี้ค่อยๆ จางหายไปบ้าง
บางครั้ง หวาชิงเสวี่ยก็มองท้องฟ้าที่สะอาดและแจ่มใส คิดในใจว่า หากใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อยๆ อาจจะดีก็ได้นะ?
ใช้ชีวิตแบบนี้หรือ?
หวาชิงเสวี่ยมองมือของตัวเองแล้วยิ้มอย่างขมขื่น
แม้ว่าอาการมือแตกเพราะความเย็นกัดจะดีขึ้นบ้างแล้ว แต่มือที่เคยขาวเนียนบอบบางของนางในตอนนี้มีหนังด้านขึ้นมาบางๆ
หวาชิงเสวี่ยถอนหายใจแ่เบา นำมือลงไปแช่ในน้ำอุ่น จากนั้นนวดเบาๆ คิดในใจว่าควรจะทำอะไรบำรุงผิวบ้างถึงจะดี
ความคิดนี้เพิ่งจะแล่นเข้ามา ในหัวของนางปรากฏสูตรการทำผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมากมายไหลเข้ามาราวกับสายฟ้าแลบ!
หวาชิงเสวี่ยใกับความคิดที่อยู่ในหัวของตนเอง!
โอ้์...
หัวของนางทำมาจากอะไรกันแน่?
ช่างน่ากลัวจริงๆ!
แต่...สูตรที่เพิ่งนึกขึ้นได้เมื่อครู่นี้ ส่วนใหญ่ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้ อย่างเช่น ใช้ขี้ผึ้งและน้ำมันมะพร้าวทำลิปบาล์มบำรุงริมฝีปาก
ขอโทษนะ นางจะหาน้ำมันมะพร้าวได้จากไหน?
นางไม่เคยเห็นแม้แต่กะลามะพร้าว!
ค่อยๆ เป็ค่อยๆ ไปเถอะ ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือรักษาธุรกิจแผงขายชาให้มั่นคงก่อน! ในอนาคตอาจจะลองทำขนมขบเคี้ยวมาขายควบคู่กันไปด้วย
หวาชิงเสวี่ยเริ่มคิดแล้วคิดอีก จะทำอะไรอีกดีนะ?
...
่นี้พ่อบ้านจ้าวที่จวนแม่ทัพใหญ่กำลังประสบปัญหา
เขาได้รับจดหมายจากท่านแม่ทัพที่ส่งมาทางนกพิราบ ถามว่าแม่นางหวาอยู่ที่จวนแม่ทัพสุขสบายดีหรือไม่
พ่อบ้านจ้าวได้แต่งงเป็ไก่ตาแตก
เขาสงสัยว่านกพิราบของท่านแม่ทัพบินผิดที่หรือไม่?
แม่นางหวาคือผู้ใด? เขาไม่เคยเห็นแม้แต่เงาของแม่นางคนใดเลย! ในฐานะพ่อบ้าน แม้แต่ยุงตัวเมียในจวนมีกี่ตัวเขายังรู้อย่างชัดเจน แล้วเหตุใดเขาถึงไม่รู้ว่ามีแม่นางหวาผู้นั้นอยู่?!
แต่ในขณะที่พ่อบ้านจ้าวกำลังงุนงง ท่านแม่ทัพก็ส่งจดหมายพิราบมาอีกฉบับ!
ท่านแม่ทัพ กำลังจะกลับมาแล้ว!
