เมื่ออวิ๋นซีได้ยินคำบอกเล่าของจวินเหยียนก็ไม่ได้คิดถามต่อ เื่นี้ไม่ใช่เื่ที่นางจะไปก้าวก่ายได้ อย่างไรเสีย นี่ก็เป็เื่ของคนรุ่นก่อน เป็เื่ที่เกี่ยวกับผู้ที่าุโกว่า ส่วนนางก็คงทำได้แค่ให้คนไปจับตาดู
ทว่า สิ่งที่อวิ๋นซีคิดไม่ถึงก็คือ หลังจากนั้นไม่กี่วันต่อมาครอบครัวอวี๋อ๋องสามคนก็มาหาถึงจวน และนี่ก็นับเป็ครั้งที่สองหลังปีใหม่ที่อวิ๋นซีได้พบหลิงเยว่เซวียน สตรีผู้นี้ยังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง ใบหน้างดงามดวงนั้นยังคงประดับรอยยิ้มน้อยๆ ที่มองแล้วให้ความรู้สึกถึงความอ่อนโยน จิตใจดีเช่นเดิม
หลังจากที่อวิ๋นซีให้สาวใช้ยกน้ำชาขึ้นโต๊ะแล้ว นางก็หันมายิ้มน้อยๆ มองไปยังหลิงเยว่เซวียน จากนั้นก็ถามไถ่เกี่ยวกับเื่สุขภาพของอีกฝ่าย เมื่อทักทายกันตามมารยาทเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางจึงได้ถามถึงเหตุที่ทำให้อวี๋อ๋องมาเยือนจวนตน
อวี๋อ๋องกล่าวว่า “เ้าได้เจอฮูหยินท่านโหวอวิ๋นมาแล้วหรือ? ”
อวิ๋นซีพยักหน้า “อืม ไม่กี่วันก่อนนางมาหาข้า บอกเล่าเื่บางอย่างให้ฟัง” ดูจากสถานการณ์นี้ ในใจนางก็ชัดเจนแล้วว่า อีกฝ่ายคงไปหาอวี๋อ๋อง และอาจถึงขั้นไปพบหลิงเยว่เซวียนมาแล้วด้วย ไม่แน่ตอนนี้พวกเขาอาจได้รู้ความจริงของเื่ทุกอย่างแล้วก็เป็ได้
หลิงเยว่เซวียนพูดเสียงเบา “ข้าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ตนเองจะเป็บุตรสาวของตระกูลอวิ๋นอานโหว อาซี ตอนนี้ข้ากลัดกลุ้มเหลือเกิน ไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไร จึงได้ให้เสด็จอาของเ้าพาข้ามาหาเ้าที่นี่ และแวะมาเยี่ยมเด็กๆ ด้วย เพราะบางทีอาจทำให้ข้าอารมณ์ดีขึ้นมาได้”
เมื่ออวิ๋นซีได้ยินเช่นนั้นก็ประหลาดใจเล็กน้อย แต่นางก็ทำเพียงพยักหน้าเงียบๆ “หากอยากเจอพวกเขาก็ง่ายมากเพคะ ข้าจะให้คนพาเด็กๆ มาเดี๋ยวนี้” พูดจบ อวิ๋นซีก็สั่งสาวใช้ข้างกายให้ไปพานายน้อยทั้งสองของตนมา
“เสด็จอาสะใภ้ นอกจากเด็กทั้งสองแล้ว ท่านไม่อยากเจอมารดาข้าสักหน่อยหรือเพคะ? ” ในเมื่อรู้ความจริงแล้ว เช่นนั้นคนก็น่าจะรู้ดีว่า ตนและจ้าวลี่เจียเป็พี่น้องกันแท้ๆ
หลิงเยว่เซวียนเสมองอวี๋อ๋อง ในสายตามีคำถามที่คล้ายว่า นาง้ารอให้เขาตอบตกลงก่อนถึงจะตัดสินใจได้ และแน่นอนว่า เมื่ออวิ๋นซีเห็นเช่นนั้น ถึงแม้สีหน้าจะไม่ปรากฏร่องรอยอะไร แต่ก็อดไม่ได้ให้รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย แม้ว่านางจะรู้อยู่แล้วว่า เื่ที่เกิดขึ้นในอดีตทั้งหมดนี้ล้วนไม่ใช่ความผิดของหลิงเยว่เซวียน แต่ตอนนี้เมื่อต้องเห็นคนพึ่งพาอวี๋อ๋องถึงเพียงนี้ก็ไม่รู้ว่า เป็เพราะอารมณ์ของเ้าของร่างเดิมหรือไม่ที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกลึกๆ ของอวิ๋นซี ในใจนางจะกี่มากน้อยก็ยังมีความไม่พอใจอยู่
ด้วยเื่นี้เหมือนว่าอวี๋อ๋องจะมองออกเช่นกัน จึงได้กล่าวขึ้นเสียงเบา “พวกเราดูเด็กๆ เสร็จแล้วก็กลับจวนกันเถอะ ส่วนเื่ที่จะเจอกับฮูหยินอวิ๋นก็ให้เก็บไว้วันหลังเถิด”
หลิงเยว่เซวียนได้แต่พยักหน้ารับคำของสามี “เช่นนั้นก็ได้”
เด็กๆ ถูกพาตัวเข้ามาในห้องแล้ว ในใจของหลิงเยว่เซวียนพลันเบิกบานขึ้นมาทันที อวิ๋นซีที่เห็นเช่นนั้นก็ไม่คิดขัดขวางหากคนอยากจะสนิทสนมกับเด็กๆ หลังจากนั้นนางจึงปล่อยให้หลิงเยว่เซวียนได้อยู่กับเด็กๆ ในห้องอบอุ่น ส่วนตัวนาง อวี๋อ๋อง และโอวหยางฮ่าวฟานออกมานั่งดื่มชาร่วมกันที่ห้องโถงใหญ่ อวิ๋นซีมองไปยังฮ่าวฟาน ก่อนจะเอ่ยถาม “ได้เจอคุณหนูตระกูลหลิ่วแล้วหรือ? ”
นางเคยบอกว่าจะพูดเื่นี้กับฮ่าวฟาน แต่กลับรั้งรอมาจนป่านนี้ ตอนนี้เห็นเขาอยู่ตรงหน้าแล้ว นางก็ควรจะคุยกับเขาสักหน่อยถึงจะดี
ฮ่าวฟานอืมไปเสียงหนึ่ง “ไม่กี่วันก่อนข้าได้พบกับนางโดยบังเอิญ พี่สะใภ้ นางไม่ชอบข้า ข้าเองก็คิดว่านางไม่ใช่คนในพรหมลิขิตของข้า ดังนั้น เื่การหมั้นหมายนี้ ข้าได้คุยกับเสด็จพ่อแล้ว ไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะไม่ตกลง เพราะคนที่ข้า้าคือสตรีที่ตนชอบจากใจจริง และนางก็ต้องชอบข้าจากใจจริงด้วยเช่นกัน รักกันเหมือนกับเสด็จพ่อเสด็จแม่ เหมือนพี่รองกับพี่สะใภ้รอง เฝ้าถนอมคนคนเดียวไปชั่วชีวิต จนแก่เฒ่า”
เขาเป็แค่ซื่อจื่อของจวนอ๋อง ไม่้าสตรีนับไม่ถ้วนในเรือนหลัง สำหรับเขา สตรีถือเป็ภาระ ในตอนที่ยังหาคนของตนไม่เจอ เขาก็ตั้งใจจะไม่แต่งงาน หรือหากต้องแต่งก็จะไม่ยอมแต่งไปพอเป็พิธี
คำถือดีนี้ เมื่ออวี๋อ๋องได้ยินก็ถึงกับถลึงตาใส่ลูกชายตนอย่างดุดัน พูดอย่างโกรธๆ “เ้าเด็กบ้านี่ แม่นางน้อยตระกูลหลิ่วผู้นั้นเป็สตรีที่ดีงามเพียงใด พ่อไม่เข้าใจจริงๆ ว่า เ้าไม่พอใจนางที่ตรงไหน”
ฮ่าวฟานคล้ายตั้งใจจะทำให้บิดาโกรธ เขาเบ้ปาก “ไม่ใช่คนที่ชมชอบ ไม่ว่าจะมองตรงไหนก็ไม่ชอบทั้งนั้น เสด็จพ่อ ท่านรีบไปคุยกับเ้าเฒ่าตระกูลหลิ่วคนนั้นให้เรียบร้อยเถอะพ่ะย่ะค่ะ”
อวิ๋นซีได้ยินก็หัวเราะพรืดออกมา “เสด็จอา เื่ความรู้สึกนี้ ตัวท่านเองก็น่าจะชัดเจนดีที่สุด ในเมื่อทั้งหว่านหรงและฮ่าวฟานล้วนไม่ได้มีความรู้สึกนั้น แล้วเราจะทำให้เด็กๆ ลำบากทำไมเล่าเพคะ ยิ่งกว่านั้น ฮ่าวฟานเองก็ยังไม่ถึงยี่สิบเลยด้วยซ้ำ เื่เลือกภรรยาไม่จำเป็ต้องรีบร้อนเพียงนี้”
ฮ่าวฟานเห็นคนสนับสนุนตนก็ยิ่งได้ใจ เขายิ้มใส่บิดาแล้วพูดขึ้นว่า “เสด็จพ่อ ได้ยินแล้วใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ พี่สะใภ้บอกว่า ข้ายังอายุไม่ถึงยี่สิบ ไม่ต้องรีบหมั้นหมายแต่งงาน เช่นนั้นก็ขอท่านผู้ชราช่วยส่งเสริมด้วย ปล่อยข้าไปเถิด”
อวี๋อ๋องทำอันใดไม่ได้ นอกจากกลอกตาใส่ สำหรับบุตรชายคนนี้ของตนถือเป็ยอดดวงใจของภรรยา หากทำให้คนเกิดไม่พอใจขึ้นมาจริงๆ ไม่แน่ว่าตัวเขาอาจไม่ได้เข้าห้องไปนานครึ่งเดือน ดังนั้น เขาถึงต้องใช้วิธีการเลี้ยงแบบปล่อยไปตามธรรมชาติ แต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่เ้าเด็กคนนี้คล้ายมารดา แม้จะมีความสารเลวอยู่บ้าง แต่ก็ยังมีจิตใจเมตตาดีงาม
หลังจากที่ครอบครัวอวี๋อ๋องจากไป อวิ๋นซีก็คิดว่า ในเมื่อคนตระกูลอวิ๋นไปหาชายาอวี๋อ๋องแล้ว ไม่แน่พวกเขาก็อาจไปหาจ้าวลี่เจียมาแล้วก็เป็ได้ ดูท่า นางควรไปถามไถ่อีกฝ่ายเสียหน่อย เพื่อดูท่าทีว่าจ้าวลี่เจียจะเลือกอย่างไร
ทว่า เมื่ออวิ๋นซีเดินไปถึงเรือนพำนักของจ้าวลี่เจียกลับเพิ่งได้รู้ว่า ทั้งบิดาและจ้าวลี่เจียออกไปข้างนอก นางขมวดคิ้ว ตอนนี้ เวลานี้ พวกเขาจะไปที่ใดได้?
ทางด้านจ้าวลี่เจีย ยามนี้นางกำลังนั่งดื่มสุราอยู่ในเรือนเล็กๆ ที่นางซื้อไว้เมื่อหลายปีก่อน และตอนที่อวิ๋นซานเดินเข้ามาก็ได้เห็นนางกำลังเมามายอยู่พอดี เขาขมวดคิ้ว เดินเข้าไปถาม “เหตุใดต้องดื่มสุรามากเพียงนี้? ”
เมื่อเช้านี้เขาออกไปด้านนอก และได้เจอกับจ้าวลี่เจียบนถนนโดยบังเอิญ เห็นนางเดินมาทางนี้ เขาก็ตามมาเรื่อยๆ อยู่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายเพราะมีเื่บางอย่างที่ต้องทำ จึงทำได้แค่ละจากไป มิคาดเมื่อตนจัดการธุระเสร็จสิ้นแล้วกลับมาจะได้เห็นว่า นางเมาไปเสียแล้ว
จ้าวลี่เจียเห็นว่าอวิ๋นซานมาแล้ว นางก็เดินถือไหสุราเข้าไปหาอย่างไม่มั่นคงเล็กน้อย และในตอนที่กำลังจะล้มลงก็เป็อวิ๋นซานที่โอบคนไว้ในวงแขนได้ทัน เขานำไหสุราในมือนางทิ้งไปด้วยท่าทีรังเกียจ จากนั้นก็อุ้มคนขึ้นมา
หลังจากที่ซื้อเรือนหลังนี้ไว้ นางก็มีโอกาสมาพักอยู่ที่นี่น้อยครั้งมาก จึงไม่มีกระทั่งสาวใช้หรือผ่อจื่อคอยรับใช้ นางเพียงให้เงินจำนวนหนึ่งแก่หญิงม่ายบ้านข้างๆ ในทุกเดือน เพื่อให้คนมาทำความสะอาดที่นี่ ดังนั้น ในทุกๆ เช้าม่ายสาวจะเข้ามาและจัดการทำความสะอาดที่นี่จนเรียบร้อยก่อนจะจากไป
ตอนนี้ในเรือนแห่งนี้มีแค่พวกเขาสองคน อวิ๋นซานมองสตรีที่อยู่ไม่นิ่งในอ้อมแขน เขาถาม “ห้องของเ้าอยู่ที่ใด? ”
จ้าวลี่เจียอิงแอบอยู่ในอ้อมอกของอวิ๋นซาน เมื่อได้ดมกลิ่นอายที่คล้ายจะคุ้นเคยคล้ายจะแปลกหน้านั้น เป็นานถึงได้ยิ้มแย้มอย่างโง่งม นางพูด “เ้าคือ เ้าคือเฉินปิน ฮาฮา เ้ามาแล้ว”
อวิ๋นซานเห็นท่าทางเช่นนี้ของนางก็รู้แล้วว่า ตัวนางคงเมาจนไม่รู้เหนือรู้ใต้แล้ว ยิ่งไม่มีทางบอกเขาได้ว่าห้องนางอยู่ที่ใด และเพราะทำอะไรไม่ได้ เขาจึงทำได้แค่หาเรือนพักแยกหลังหนึ่ง จากนั้นก็อุ้มคนเข้าไปในห้องนอนหลักของเรือน
โชคดีที่ม่ายสาวคนนั้นจัดการทำความสะอาดทุกเรือนแยกของที่นี่ไว้จนเอี่ยมอ่อง ขณะนั้นอวิ๋นซานคิดจะวางคนลงบนเตียง แต่ใครจะรู้ สตรีในอ้อมแขนกลับเล่นซุกซน กอดคอเขาไว้แน่นแล้วพูดว่า “อย่าไป”
อวิ๋นซานได้ยินก็ถึงกับอึ้งงันจนชะงักค้าง เขามองจ้าวลี่เจีย และเห็นว่า ยามนี้นางกำลังเบิกตากลมโตมองตนอยู่ “เ้าไม่ได้เมาหรือ”
จ้าวลี่เจียพยายามส่ายศีรษะตน “ข้าไม่ได้เมา” เมื่อพูดจบ นางก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง “ข้าปวดหัวเหลือเกิน นี่ข้าเมาแล้วหรือ? ” นางรู้สึกว่าตนโง่งมนัก ตกลงนางเมาหรือไม่เมากันแน่นะ?
