ตอนที่ 3 บทลงทัณฑ์ที่ไร้รอยแผล
สายลมหนาวพัดกรรโชกหอบเอาเกล็ดหิมะบางเบาโปรยปรายลงมาบดบังทัศนียภาพของหมู่บ้านมู่ซานที่เงียบเหงา แต่ความเงียบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่หนักหน่วงและความโกลาหลที่หน้ากระท่อมร้างท้ายทุ่ง
มู่หว่านเอ๋อร์ที่เพิ่งกลับมาจากป่ายืนนิ่งประดุจรูปสลักอยู่หลังพุ่มไม้หนา หิมะที่เกาะตามอาภรณ์ของนางดูไม่เย็นเยียบเท่ากับดวงตาเรียวหงส์คู่ที่เคยเรียบเฉย ทว่าบัดนี้กลับทอประกายเย็นเยียบดุจน้ำแข็งที่ถูกขัดเกลามานานนับพันปี มันไม่ใช่สายตาของเหยื่อที่หวาดกลัวอีกต่อไป แต่มันคือสายตาของนักล่าที่กำลังจ้องมองเดรัจฉาน
เบื้องหน้านาง... มู่เสี่ยวสือ น้องชายผู้เป็ดั่งแก้วตาดวงใจ กำลังถูกกระชากลากถูออกมาจากธรณีประตูที่พังยับเยิน
“ปล่อยข้า! ไอ้คนชั่ว! พวกเ้ามันไม่ใช่คน!”
เสียงเล็กๆ ของเสี่ยวสือะโด่าทออย่างไม่ลดละ แม้ร่างกายจะเล็กจ้อยและผอมบาง แต่เด็กชายกลับขัดขืนอย่างสุดกำลัง มือเล็กที่สั่นเทากำขอบประตูไม้ที่หักพังไว้แน่นจนเล็บฉีกขาด เืสีแดงฉานค่อยๆ ซึมไหลออกมาอาบหิมะสีขาวโพลนดูสยดสยอง รอยเืนั้นลากเป็ทางยาวตามแรงดึงของผู้ที่ไร้หัวใจ
“หนอย! ไอ้เด็กปากดี ถ้าพ่อแม่เ้าไม่สั่งสอน ข้าจะเป็คนสั่งสอนเ้าเอง!”
เสียงตวาดแผดลั่นพร้อมกับแรงกระชากที่มากขึ้น จนร่างของเด็กน้อยไถลไปกับพื้นดินปนหิมะ เสี่ยวสือไม่ได้ร้องขอชีวิต แต่เขากลับถ่มน้ำลายที่ปนไปด้วยเืใส่คนเ่าั้ ดวงตาของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความโกรธแค้นที่ยิ่งใหญ่เกินตัว
ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของมู่หว่านเอ๋อร์บีบรัดจนแทบจะแตกสลาย ความทรงจำจากน้ำพุิญญาในมิติเริ่มหมุนวนในกาย พลังที่เพิ่งได้รับมาเริ่มเดือดพล่านประดุจลาวาที่ถูกกักเก็บไว้ใตู้เาน้ำแข็ง นางกำมือแน่นจนเส้นเืปูดโปน จิตสังหารสายหนึ่งแผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบกายดูเหมือนจะจับตัวเป็น้ำแข็ง
"นังเด็กคนนี้มันร้ายนัก! ท่านมือปราบ (จาง) ดูสิเ้าคะ ในกระท่อมซอมซ่อแบบนี้กลับมีกลิ่นแกงที่หอมฟุ้งเหมือนอาหารในเหลาชื่อดัง ข้าพนันได้เลยว่ามันต้องขโมยเครื่องเงินของท่านแม่ข้าไปขาย หรือไม่ก็รับจ้างทำเื่ผิดกฎหมายแน่นอน!"
เสียงของ ซื่อซื่อ หรือป้าสะใภ้ใหญ่ แหลมสูงและเสียดแทงแก้วหู นางยืนอยู่ข้างมือปราบร่างกำยำในชุดเครื่องแบบทางการ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง ราวกับได้เห็นจุดจบของเสี้ยนหนามในชีวิต
มือปราบจางกวาดสายตามองรอบกระท่อมด้วยความละโมบ เขาเป็คนของเ้าเมืองกังฉินที่ขึ้นชื่อเื่การขูดรีด
"ในยามที่ทั้งหมู่บ้านแม้แต่เปลือกไม้ยังไม่มีจะกิน แต่ที่นี่กลับมีกลิ่นอาหาร... เ้าเด็กน้อย บอกมาว่าพี่สาวเ้าซ่อนของมีค่าไว้ที่ไหน ไม่อย่างนั้นข้าจะส่งเ้าเข้าคุกใต้ดิน!"
"พี่สาวไม่ได้ขโมย!" เสี่ยวสือสะอื้นไห้ ร่างเล็กสั่นเทาด้วยความโกรธ
"หยุด... เดี๋ยวนี้นะ?" เสียงเย็นเยียบเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
ทุกคนในที่นั้นชะงักไป มู่หว่านเอ๋อร์ค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากเงามืดของแมกไม้ ท่ามกลางหิมะที่โปรยปราย ชุดผ้าฝ้ายเก่าๆ ของนางไม่ได้ทำให้นางดูเหมือนยาจกเลยแม้แต่น้อย ท่วงท่าการเดินที่มั่นคง หลังที่ตั้งตรง และสายตาที่มองตรงไปยังคนเ่าั้ กลับทำให้มือปราบจางรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่อธิบายไม่ได้
"พี่สาว!" เสี่ยวสือร้องเรียกด้วยความดีใจ
ซื่อซื่อสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะตั้งสติได้แล้วแผดเสียง
"นังตัวแสบ! แกกลับมาก็ดีแล้ว ท่านมือปราบจับมันเลยเ้าค่ะ มันนี่แหละคือหัวโจก!"
หว่านเอ๋อร์เมินเฉยต่อเสียงนกเสียงกา นางเดินตรงไปหาเสี่ยวสือ มือปราบจางที่พยายามจะขวางหน้ากลับถูกสายตาของนางสะกดไว้ชั่วขณะจนก้าวไม่ออก นางย่อตัวลงประคองน้องชายขึ้นมาอย่างแ่เบา เช็ดหยดเืที่นิ้วมือของเขาด้วยความทะนุถนอม แต่คำพูดที่หลุดออกมาจากปากนางกลับคมกริบยิ่งกว่าใบมีด
"ในแผ่นดินนี้ ข้าเพิ่งเคยเห็น... มือปราบที่แต่งกายทรงเกียรติ กลับมีสติปัญญาเพียงแค่ดมกลิ่นแกงแล้วสรุปว่าเป็ความผิดอาญา" นางปรายตาไปมองมือปราบจาง
"ท่านรับเบี้ยหวัดจากราษฎรเพื่อมารังแกเด็กที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม หรือรับเศษเงินจากหญิงปากตลาดเพื่อมาเป็สุนัขรับใช้กันแน่?"
"เ้า! นังเด็กปากดี!" มือปราบจางหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ
"เ้ากล้าหลบหลู่เ้าพนักงานงั้นหรือ?"
"หลบหลู่?" หว่านเอ๋อร์แค่นหัวเราะ เสียงหัวเราะของนางเย็นะเืจนคนฟังขนลุก "ข้าพูดความจริงต่างหาก กฎหมายแคว้นต้าโจวข้อใดระบุว่าการมีอาหารกินในฤดูหนาวคือความผิด? หรือกฎหมายข้อใดระบุว่าป้าสะใภ้สามารถพาคนนอกมาพังบ้านหลานสาวเพื่อหาเื่ใส่ความ? หากเื่นี้ไปถึงหูเ้าเมืองที่เที่ยงธรรม หรือไปถึงศาลอาญา... ข้าอยากรู้นักว่า ตราประทับ บนไหล่ของท่านจะยังอยู่ดีหรือไม่"
"นังหว่านเอ๋อร์! แกอย่ามาอ้างกฎหมายกับข้า!" ซื่อซื่อถลาเข้ามาจะตบหน้าหว่านเอ๋อร์ "แกมันก็แค่ขยะที่บ้านมู่ทิ้งไปแล้ว แข็งข้อเยี่ยงนี้ต้องถูกเฆี่ยนให้ตาย!"
หมับ!
มือของซื่อซื่อที่กำลังจะถึงหน้าหว่านเอ๋อร์ถูกข้อมือบางๆ แต่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าคว้าไว้ได้ทันท่วงที หว่านเอ๋อร์ออกแรงบีบเพียงเล็กน้อยที่จุดชีพจรตรงข้อมือ ซื่อซื่อถึงกับร้องโหยหวนออกมาด้วยความเ็ปที่เหมือนเข็มพันเล่มแทงทะลุกระดูก
"ป้าใหญ่..." หว่านเอ๋อร์โน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูซื่อซื่อ เสียงนั้นเบาแสนเบาแต่ชัดเจนทุกคำ
"ที่ข้ายังไม่เอาความเื่ผ้าห่มเมื่อวาน ไม่ใช่เพราะข้ากลัว แต่เพราะข้าอยากรู้ว่าคนอย่างท่านจะ ต่ำช้าได้ถึงเพียงไหน วันนี้ท่านพิสูจน์ให้ข้าเห็นแล้วว่า ท่านไม่ได้มีแค่ใจที่ดำทมิฬ แต่ยังมีสมองที่กลวงโบ๋จนน่าเวทนา"
"ปล่อยข้านะ! ท่านมือปราบ ช่วยด้วย! มันจะฆ่าข้า!" ซื่อซื่อดิ้นพล่าน
มือปราบจางเห็นท่าไม่ดีจึงชักดาบข้างกายออกมา
"ปล่อยนางเดี๋ยวนี้! เ้าขัดขืนการจับกุมและทำร้ายร่างกายผู้อื่น!"
หว่านเอ๋อร์สะบัดมือทิ้งอย่างไม่ใยดี ทำให้ซื่อซื่อล้มลงไปกองกับพื้นหิมะอย่างหมดสภาพ นางหันมาเผชิญหน้ากับคมดาบด้วยความสงบนิ่งที่น่ากลัว
"ท่านมือปราบ ท่านมั่นใจหรือว่าจะใช้ดาบนั้นกับข้า?" หว่านเอ๋อร์ก้าวเท้าเข้าไปหาดาบนั้นหนึ่งก้าว
"ท่านก้าวเข้ามาที่นี่โดยไม่มีหมายศาล ไม่มีหลักฐานพยาน มีเพียงคำป้ายสีของสตรีผู้นี้ หากท่านลงมือ... ข้าขอเตือนว่าสิ่งที่ท่านจะสูญเสีย ไม่ใช่แค่หน้าที่การงาน แต่อาจรวมถึงศีรษะที่ตั้งอยู่บนบ่าของท่านด้วย"
"เ้าขู่ข้าหรือ?" มือปราบจางเริ่มลังเล ไอ้เด็กคนนี้มันรู้กฏหมายได้ยังไง ใจหนึ่งเขานึกดูถูกเด็กสาวตรงหน้า แต่อีกใจหนึ่งที่เห็นความนิ่งสงบและรัศมีบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวนางกลับทำให้เขาหวาดระแวง
"ข้าไม่ได้ขู่... ข้าแค่ให้คำแนะนำ" หว่านเอ๋อร์ล้วงเข้าไปในอกเสื้อ (ซึ่งจริงๆ คือดึงออกมาจากมิติ) นางชูหยกพกสีขาวนวลลวดลายัคาบแก้วที่เซียวจิ้งเหยียนมอบให้ขึ้นมา
แม้จะเป็เพียงชั่วครู่ที่หยกนั้นปรากฏต่อสายตา แต่มือปราบจางที่คลุกคลีอยู่กับข้าราชการย่อมจำลักษณะ หยกชั้นสูงได้ ลวดลายัที่แกะสลักอย่างวิจิตรอันเป็สัญลักษณ์ของราชวงศ์ทำเอาเขาเข่าอ่อนแรง ดาบในมือเกือบจะร่วงลงพื้น
"นั่นมัน..." เสียงของมือปราบจางสั่นเครือ
"หยกชิ้นนี้... ท่านคงไม่อยากทราบหรอกว่าเ้าของคือใคร" หว่านเอ๋อร์กล่าวเสียงเรียบ
"ท่านจะไปจากที่นี่ตอนนี้พร้อมกับความโง่เขลาของท่าน หรือจะให้ข้านำหยกนี้ไปหาท่านเ้าเมืองเพื่อถามหาความเป็ธรรม?"
มือปราบจางหน้าซีดเผือดทันที เขาไม่ใช่คนโง่เสียทีเดียว เขารู้ดีว่าหากเด็กสาวคนนี้มีของสูงค่าระดับนี้อยู่ในมือ นางต้องมีเื้ัที่เขาแตะต้องไม่ได้
"ข้า... ข้าได้รับแจ้งความเท็จ!" มือปราบจางหันกลับไปตวาดใส่ซื่อซื่อที่กำลังงุนงง "นังผู้หญิงแพศยา! เ้ากล้าหลอกใช้ข้าให้มารังแกผู้บริสุทธิ์งั้นหรือ? กลับไปเดี๋ยวนี้! แล้วอย่าให้ข้าเห็นหน้าเ้าที่ที่ว่าการอีก ไม่อย่างนั้นข้าจะขังเ้าไว้ในคุกสามปี!"
"ท่านมือปราบ? แต่นี่มัน..." ซื่อซื่อตกตะลึงจนพูดไม่ออก นางยังไม่เห็นหยกชิ้นนั้นชัดๆ แต่ท่าทางที่เปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็หลังมือของมือปราบจางทำให้นางเริ่มสั่นกลัว
"ไป!" มือปราบจางไม่รอช้า เขารีบเผ่นแน่บหนีออกไปจากบริเวณนั้นราวกับหนีภูตผี
ทิ้งให้ซื่อซื่อนั่งตะลึงอยู่บนหิมะเพียงลำพัง นางหันมามองหว่านเอ๋อร์ด้วยความแค้นเคือง แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่เยือกเย็นและเต็มไปด้วยไอสังหารของหว่านเอ๋อร์ ความกล้าทั้งหมดของนางก็มลายหายไป
"แก... แกมันปีศาจ!" ซื่อซื่อตะเกียกตะกายลุกขึ้นและวิ่งหนีกลับไปยังหมู่บ้านท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของสายลม
เมื่อความเงียบกลับมาเยือนอีกครั้ง หว่านเอ๋อร์ก็ผ่อนลมหายใจออกมา ความเครียดเขม็งในใจคลายลงเล็กน้อย นางรีบหันไปตรวจดูน้องชาย
"เสี่ยวสือ เ้าเป็อย่างไรบ้าง? เจ็บมากไหม?"
"ข้าไม่เจ็บแล้วพี่สาว... พี่สาวเท่มากเลย!" เด็กน้อยดวงตาเป็ประกาย ความหวาดกลัวถูกแทนที่ด้วยความเลื่อมใส
"ท่านทำได้อย่างไร? ท่านทำให้มือปราบคนนั้นกลัวจนหัวหด!"
หว่านเอ๋อร์ยิ้มอย่างอบอุ่นเป็ครั้งแรกของวัน นางลูบหัวน้องชายเบาๆ
"จำไว้นะเสี่ยวสือ... โลกนี้ไม่ได้วัดกันที่ใครมีกำลังมากกว่า แต่อยู่ที่ใครมีสติและกล้าหาญมากกว่า ความดีที่ไร้เขี้ยวเล็บคือเหยื่อของคนชั่ว แต่ความฉลาดที่แหลมคมคือเกราะป้องกันตัวเรา"
"ข้าจะจำไว้ขอรับ พี่สาว!"
"ไปกันเถอะ เข้าบ้านก่อน พี่สาวมีของอร่อยให้เ้ากินอีกเยอะ และวันนี้... เราจะทำให้กระท่อมหลังนี้อุ่นกว่าบ้านไหนๆ ในหมู่บ้านมู่ซาน"
ในขณะที่สองพี่น้องกำลังเดินเข้าบ้าน จากมุมมืดของป่าใหญ่ที่ห่างออกไปไม่ไกล ร่างสูงโปร่งในชุดสีดำพิงต้นไม้อยู่ สายตาคมกริบของ เซียวจิ้งเหยียน จ้องมองเหตุการณ์ทั้งหมดั้แ่ต้นจนจบ
เขายกยิ้มที่มุมปากอย่างที่หาได้ยาก
"หัตถ์เทวะ... งั้นหรือ? ไม่ใช่แค่มีฝีมือรักษาที่น่าทึ่ง แต่ฝีปากยังเสียดแทงไปถึงกระดูกดำ สุนัขรับใช้พวกนั้นอีก สตรีผู้นี้... น่าสนใจยิ่งกว่าที่ข้าคิด"
เขามองดูาแที่หน้าท้องของตัวเองที่เริ่มสมานตัวอย่างรวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ พลางคิดถึงคำพูดของนางที่ว่า ความดีที่ไร้เขี้ยวเล็บคือเหยื่อของคนชั่ว
"มู่หว่านเอ๋อร์... ในเมื่อเ้าก้าวเข้ามาช่วยชีวิตข้าแล้ว ก็อย่าหวังว่าข้าจะปล่อยเ้าไปเป็แค่ชาวนาธรรมดาๆ ในป่าเขาแห่งนี้เลย"
เขาสะบัดชายเสื้อคราหนึ่ง ร่างทั้งร่างก็เลือนหายไปในม่านหิมะ ทิ้งไว้เพียงรอยเท้าจางๆ ที่ถูกหิมะกลบฝังอย่างรวดเร็ว
ภายในกระท่อม หว่านเอ๋อร์ไม่ได้รู้เลยว่ากำลังถูกจับตามอง นางนำฟืนที่แห้งสนิทออกจากมิติมาจุดไฟในเตาผิง ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วห้อง นางนำเนื้อหมูป่าสดๆ ที่แล่เตรียมไว้ในมิติออกมาตุ๋นกับสมุนไพรบำรุงเื (เมื่อ่สายที่นางเข้าไปในป่า หว่านเอ๋อร์ไม่ได้ออกไปเดินอย่างไร้จุดหมาย ในฐานะนักชีวภาพ นางสังเกตเห็นรอยเท้าและพฤติกรรมของสัตว์ป่าที่กำลังหิวโหยจากภัยหนาว นางพบหมูป่าขนาดกลางตัวหนึ่งที่กำลังขุดคุ้ยหาอาหารใต้หิมะ
แทนที่จะใช้กำลังที่ร่างนี้แทบไม่มี นางกลับใช้ สมุนไพรที่มีฤทธิ์กล่อมประสาท ซึ่งพบในคลังเมล็ดพันธุ์ในมิติ นำมาคลุกกับเศษรากไม้ที่หมูป่าชอบแล้วโยนล่อไว้ เพียงไม่นาน หมูป่าที่สิ้นฤทธิ์ก็ถูกนางเก็บเข้าไปในมิติิญญาได้อย่างง่ายดาย
ภายในมิติิญญา หว่านเอ๋อร์ค้นพบคุณสมบัติสุดพิเศษที่เหนือกว่าตู้แช่แข็งใดๆ ในศตวรรษที่ 21 นั่นคือ การหยุดนิ่งของเวลาสำหรับสิ่งไม่มีชีวิต นางใช้ความรู้ด้านอนาโตมี ที่แม่นยำจากการเป็นักวิทยาศาสตร์ จัดการแล่เนื้อหมูป่าออกเป็ส่วนๆ อย่างมืออาชีพในมิติ เนื้อที่ถูกแล่ออกมาจะถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพที่สดที่สุดตลอดเวลา เืหมูยังไม่ทันแข็งตัว รสััยังคงความนุ่มและหวานฉ่ำ ราวกับเพิ่งผ่านการแล่มาเพียงวินาทีเดียว เพราะนางตั้งใจที่จะเก็บเนื้อหมูนี้ไว้เป็อาหารบำรุงร่างกายให้กับตนเองและน้องชาย) กลิ่นหอมของน้ำซุปที่เคี่ยวจนตลบอบอวลอีกครั้ง
แต่คราวนี้... คงไม่มีใครกล้ามากระชากประตูของนางอีกต่อไป
หว่านเอ๋อร์นั่งลงข้างๆ เสี่ยวสือ มองดูเปลวไฟที่เต้นระบำอยู่ในเตา ในใจเริ่มวางแผนขั้นต่อไป
‘ป้าใหญ่และคนบ้านมู่ไม่มีทางรามือแน่ การข่มขู่ด้วยหยกเป็เพียงวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ข้าต้องมีอำนาจที่แท้จริง และอำนาจนั้น... ต้องเริ่มจากความมั่งคั่งที่ไม่มีใครโค่นล้มได้’
นางนึกถึงเมล็ดพันธุ์ หัวไชเท้าหยก และ ข้าวิญญา ที่กำลังเติบโตในมิติ พรุ่งนี้นางจะเริ่มแผนการใหญ่ นั่นคือการเปิดตลาดการค้าที่สั่นะเืไปทั้งเมืองหลวง โดยเริ่มจากก้าวเล็กๆ ในป่าแห่งนี้
"พี่สาว... ทำไมท่านดูเหม่อลอยนัก?" เสี่ยวสือถามพลางเคี้ยวเนื้อหมูตุ๋นอย่างเอร็ดอร่อย
"พี่สาวกำลังคิดว่า... พรุ่งนี้เราจะเปลี่ยนกระท่อมหลังนี้ให้กลายเป็คฤหาสน์หรูดีไหม?"
เสี่ยวสือหัวเราะร่า คิดว่าพี่สาวพูดเล่น
"ถ้าเป็จริง ข้าอยากได้เตียงที่นุ่มที่สุดในโลกเลย!"
"ได้สิ... พี่สาวจะจัดให้"
หว่านเอ๋อร์ยิ้ม ดวงตาสะท้อนประกายไฟที่ดูเด็ดเดี่ยว
