เมื่อได้ยินคำอธิบาย ฉินซูหลานก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ "อ๋อ เป็อย่างนี้นี่เอง หัวหน้าจางคะ ่สองสามวันนี้คงต้องรบกวนคุณกับครอบครัวช่วยดูแลชิงชิงหน่อยนะคะ เห็นงานคุณยุ่งขนาดนี้ยังอุตส่าห์ปลีกตัวมาช่วย ดิฉันเกรงใจจริงๆ ค่ะ"
จางผิ่นปั้นหน้าโกหกได้อย่างแเี "ไม่เป็ไรครับคุณป้า รอให้พ่อแม่ชิงชิงออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ พวกผมคงไม่ต้องมาช่วยบ่อยขนาดนี้หรอกครับ วันนี้พอดีพ่อแม่ผมติดธุระเลยให้ผมมาแทน ปกติท่านก็มาช่วยชิงชิงประจำอยู่แล้ว คุณป้าวางใจได้เลย เื่ธุรกิจของชิงชิงหายห่วงครับ ถ้ายังไม่สบายใจ จะส่งต้าลี่มาดูลาดเลาเมื่อไหร่ก็ได้"
ฉินซูหลานรีบกล่าวขอบคุณ พร้อมล้วงหยิบห่อขนมเปี๊ยะทอดสิบชิ้นออกมาจากกระเป๋าถือยัดใส่มือจางผิ่น "นี่ฝากไปให้คุณพ่อคุณแม่ของคุณนะคะ ดิฉันมาทำธุระในอำเภอก็ลำบากพอตัว กะว่าจะรีบไปเยี่ยมพ่อแม่ชิงชิงที่โรงพยาบาลเลยคงไม่ได้อยู่ต่อ ฝากขอบคุณท่านทั้งสองด้วยนะคะที่เอ็นดูชิงชิง"
"ได้เลยครับ ผมจะส่งให้ถึงมือท่านแน่นอน ขอบคุณสำหรับขนมเปี๊ยะนะครับ กลิ่นหอมน่าทานมาก" จางผิ่นรับห่อขนมมาด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะมองส่งฉินซูหลานจนลับสายตา
เมื่อแน่ใจว่าหญิงสูงวัยไปไกลแล้ว จางผิ่นก็หันขวับจะยัดขนมใส่มือชูชิงทันที "ชิงชิง ฉันช่วยเธอโกหกได้ แต่ของซื้อของขายแบบนี้ฉันรับไว้เปล่าๆ ไม่ได้หรอก เธอเก็บไว้ขายต่อเถอะ"
ชูชิงรีบดันมือกลับพลางยิ้ม "พี่จาง รับไว้เถอะค่ะ ถือว่าเอาไปฝากคุณลุงคุณป้าที่บ้าน เป็การซื้อใจท่านไว้ก่อนไงคะ"
ต้าลี่รีบเสริมทัพ "ใช่ๆ ไอ้จาง แกเอาขนมกลับไปเซ่นไหว้พ่อแม่แกน่ะถูกแล้ว ขืนวันดีคืนดีไปเจอแม่ฉันเข้า จะได้ไม่เผลอหลุดปากความลับแตกซะก่อน"
จางผิ่นคิดตามแล้วก็พยักหน้าเห็นด้วย "เออ จริงของพวกแก งั้นฉันรีบเอาไปเก็บที่บ้านก่อน ต้าลี่ ่นี้ลูกค้าซาลงแล้ว แกไปเป็เพื่อนฉันหน่อยสิ ถือโอกาสไปช่วยทำธุระอย่างหนึ่งด้วย"
ต้าลี่พยักหน้ารับคำ ก่อนจะเดินตามจางผิ่นออกไป
ในขณะเดียวกัน ครอบครัวเหลียนทั้งสามคนได้ถูกพาตัวมาถึงสถานที่ลับแห่งหนึ่ง การเดินทางครั้งนี้ยาวนานและเคร่งเครียด พวกเขาต้องเปลี่ยนทั้งรถยนต์ เครื่องบิน และเรือ โดยตลอดเส้นทางถูกสั่งให้ปิดตาและห้ามพูดคุยกันหากไม่จำเป็ หากไม่ใช่เพราะต้าลี่รับประกันความปลอดภัยไว้ก่อนหน้านี้ พวกเขาคงคิดว่าตัวเองกำลังถูกลักพาตัวไปเรียกค่าไถ่เสียแล้ว
คำอธิบายของต้าลี่เื่การปิดตาเพื่อรักษาความลับของสถานที่ ทำให้พวกเขาพอจะเบาใจได้บ้าง เมื่อเดินทางมาถึงโรงพยาบาลลับ เส้นประสาทที่ตึงเครียดของทุกคนจึงเริ่มผ่อนคลายลง ที่นี่เต็มไปด้วยบุคลากรทางการแพทย์มืออาชีพ ทันทีที่มาถึง เหมยฮวาก็ถูกเข็นเตียงแยกออกไปอีกทาง เหลียนซานเข้าใจว่าแม่ไปตรวจร่างกาย แต่เหลียนโปผู้เป็พ่อรู้ดีว่า ภรรยาของเขากำลังถูกพาไปสอบสวนข้อมูลสำคัญ
เหลียนซานและเหลียนโปถูกจัดให้พักในห้องพักญาติ ภายในห้องกว้างขวางสะอาดสะอ้าน มีเตียงและโต๊ะสำหรับสองชุด พร้อมอุปกรณ์เครื่องใช้ครบครัน
"พ่อครับ ที่นี่ดีจังเลย ผ้าปูที่นอนก็ขาวสะอาด กำแพงก็ขาวไปหมด..." เหลียนซานกวาดตามองรอบห้องด้วยความตื่นตา
เหลียนโปวางมือบนบ่าลูกชายแล้วบีบเบาๆ "ลูกเอ๊ย เราอาจต้องอยู่ที่นี่กันอีกหลายปีนะ อย่าคิดหนีออกไปเพราะคิดถึงชูชิงล่ะ ในเมื่อตัดสินใจมาแล้ว ก็ต้องทำตามกฎระเบียบของที่นี่อย่างเคร่งครัด"
เด็กหนุ่มพยักหน้าสีหน้าจริงจัง "ผมรู้ครับ ชูชิงกำชับผมไว้แล้ว... ว่าแต่พ่อครับ เมื่อวานผมเพิ่งเข้าใจว่าทำไมหมั่นโถวของยายหลี่ถึงได้อร่อยนัก"
"หือ? เพราะอะไรล่ะ?"
"เพราะตอนที่ยายหลี่นวดแป้ง ยายแอบผสมแป้งสาลีขาวลงไปเยอะมาก ส่วนแป้งข้าวโพดใส่นิดเดียวเองครับ หมั่นโถวที่นึ่งออกมาเลยนุ่มหอมขนาดนั้น ผมเพิ่งมารู้... ผมจะไม่ลืมบุญคุณข้าวแดงแกงร้อนของบ้านยายหลี่เลยครับ"
"แล้วอยากมีโอกาสตอบแทนพวกเขาไหมล่ะ?"
"อยากสิครับ"
"ถ้าอย่างนั้น ลูกต้องฉกฉวยโอกาสเรียนรู้จากที่นี่ให้ได้มากที่สุด ลุงต้าลี่บอกพ่อว่า สถานที่แห่งนี้จะมอบโอกาสการเรียนรู้ที่หาไม่ได้จากโรงเรียนข้างนอก"
"พ่อวางใจได้เลยครับ ผมจะตั้งใจเรียนรู้ให้เก่งที่สุด" เหลียนซานกำหมัดแน่น ให้สัญญากับตัวเองในใจว่า วันข้างหน้าเขาจะต้องเป็คนที่มีความสามารถ เพื่อให้คู่ควรกับการเป็เพื่อนสนิทของชูชิง
อีกด้านหนึ่ง เหมยฮวาถูกเข็นเข้ามาในห้องเก็บเสียงที่มิดชิด ชายหนุ่มท่าทางสุขุมคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเธอ
"ขออนุญาตแนะนำตัวนะครับ ผมชื่อเถาอี้เฉิน เป็หลานชายของเถาจี้หยวน"
ทันทีที่เหมยฮวาเห็นหน้าเถาอี้เฉิน อาการวิงเวียนศีรษะก็จู่โจมเธออย่างรุนแรง ภาพวาดใบหน้าของชายหนุ่มตรงหน้าผุดขึ้นมาในความทรงจำ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยจำได้มาก่อน
"ฉันจำได้แล้ว... ฉันเคยเห็นภาพวาดของคุณ" เหมยฮวาพูดด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก "พี่ชายฉันเคยเอาภาพวาดของคุณมาให้ดู เขาบอกว่าเป็คำสั่งจาก 'นายท่าน' ให้ใช้หมูป่าไปจัดการเถาจี้หยวนก่อน พอเสร็จงานแล้ว เป้าหมายต่อไปก็คือคุณ... แปลกมาก ทำไมตลอดหลายปีมานี้ฉันจำเื่ภาพวาดนี้ไม่ได้เลย จนกระทั่งมาเจอตัวจริงของคุณเมื่อกี้นี้ ราวกับว่าสมองของฉันเพิ่งปลดล็อกข้อมูลบางอย่าง"
เถาอี้เฉินลอบพยักหน้าในใจ การตัดสินใจพาครอบครัวเหมยฮวามาที่นี่เป็สิ่งที่ถูกต้องจริงๆ
"คุณเหมยฮวาครับ ผู้ชายหกนิ้วคนที่บงการคุณ ชื่อของเขาคือ 'อู๋เทียน' พลังพิเศษของเขาคือการเคลื่อนย้ายในพริบตา"
เหมยฮวาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง "อู๋เทียน? เคลื่อนย้ายพริบตาเหรอคะ? ...มิน่าล่ะ ฉันถึงเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่ชายฉันถึงตายตาไม่หลับ ตอนที่เขาตาย ในห้องไม่มีใครอยู่เลย พวกเราเลยปักใจเชื่อว่าเขาเครียดจนฆ่าตัวตาย แต่ถ้าอู๋เทียนหายตัวได้ เขาคงโผล่เข้าไปในห้องพี่ชายฉัน..."
สีหน้าของเถาอี้เฉินเคร่งขรึมลง "ความจริงเื่การตายของพี่ชายคุณ จะกระจ่างก็ต่อเมื่อเราจับตัวอู๋เทียนได้ ตอนนี้คุณต้องรักษาตัวให้หายดีก่อน
ผมจะหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วยฟื้นฟูความทรงจำส่วนที่เหลือให้คุณ"
"ทำตอนนี้เลยไม่ได้เหรอคะ? ฉันอยากจำให้ได้มากกว่านี้"
"ไม่ได้ครับ การสะกดจิตในขณะที่ร่างกายคุณยังอ่อนแอ อาจส่งผลกระทบถาวรต่อสมองและพลังพิเศษของคุณ"
เหมยฮวายิ้มขื่น "พลังพิเศษงั้นเหรอ? จะมีประโยชน์อะไรถ้าชีวิตต้องพังพินาศขนาดนี้ ฉันยอมเป็คนธรรมดาเสียยังดีกว่า"
"ฟังนะครับ เมื่อพลังของคุณกลับมาสมบูรณ์ และได้รับการฝึกฝนจากผู้เชี่ยวชาญ คุณจะสามารถใช้มันปกป้องคนที่คุณรักได้... พักผ่อนให้เต็มที่นะครับ ไว้เจอกันใหม่"
เถาอี้เฉินเดินออกจากห้อง ปล่อยให้ทีมแพทย์เข้ามาพาเหมยฮวากลับไปพักฟื้น เหมยฮวาลองขยับแขนทั้งสองข้าง มันเริ่มมีความรู้สึกและขยับได้บ้างแล้ว เธอตั้งปณิธานแน่วแน่... เธอต้องรีบหายให้เร็วที่สุด
เถาอี้เฉินกลับมายังห้องทำงานส่วนตัวที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย แล้วยื่นซองเอกสารให้ลูกน้องคนสนิท "รีบไปตามหาทายาทของ 'ชิวสุ่ย' มาให้เร็วที่สุด นี่คือข้อมูลเบาะแสทั้งหมด"
ลูกน้องรับคำสั่งแล้วรีบออกไป ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น กู้เฉียนเดินอาดๆ เข้ามาพลางกวาดตามองไปรอบห้อง
"อี้เฉิน ห้องทำงานนายมันจะสมถะเกินไปไหม? มีแค่โต๊ะกับโทรศัพท์เครื่องเดียวเนี่ยนะ ฉันว่าตรงนั้นน่าจะวางตู้หนังสือ มุมโน้นน่าจะมีชุดโซฟารับแขก แล้วก็..."
เถาอี้เฉินนวดขมับอย่างอ่อนใจ "กู้เฉียน ที่ฉันเรียกนายมา ไม่ได้ให้มาเป็มัณฑนากรจัดห้องนะ"
"อ้าว แล้วเรียกมาทำไม?"
"ไปทดสอบเหลียนซาน"
"ทดสอบ?" กู้เฉียนเลิกคิ้ว "อ๋อ... นายอยากรู้ใช่ไหมว่าเด็กนั่นได้รับพลังพิเศษถ่ายทอดมาจากแม่หรือเปล่า?"
"ถูกต้อง"
"โอเค จัดไป เดี๋ยวฉันไปจัดการให้" กู้เฉียนทำท่าจะเดินออกไป แต่แล้วก็ชะงัก หันกลับมาถามด้วยความสงสัย "เออนี่... เมื่อกี้ฉันเห็นนายสั่งลูกน้อง จริงๆ ฉันคาใจมานานแล้ว ทำไมนายไม่สั่งให้คนไปตามล่าตัวอู๋เทียนตรงๆ แต่กลับไปเสียเวลาตามหาทายาทของชิวสุ่ยอะไรนั่น?"
เถาอี้เฉินถอนหายใจพลางชี้ไปที่ศีรษะตัวเอง "ลองใช้สมองส่วนนั้นของนายคิดดูให้ดีสิ"
กู้เฉียนแกล้งตบหน้าผากดังแปะ ทำท่าเหมือนบรรลุธรรม "อ๋อ เข้าใจแจ่มแจ้งเลยครับลูกพี่" แล้วเขาก็เดินผิวปากออกจากห้องไป ทั้งที่ในใจยังคงงงเป็ไก่ตาแตก แต่เขารู้ดีว่าต่อให้ถามไป อี้เฉินก็คงไม่ยอมเคี้ยวข้าวป้อนใส่ปากเขาแน่ๆ
กู้เฉียนเดินตรงดิ่งไปยังห้องพักของสองพ่อลูกตระกูลเหลียน เพียงห้านาทีเขาก็มายืนอยู่ที่หน้าประตู เมื่อชะโงกหน้ามองผ่านกระจกใสเข้าไป ก็เห็นเหลียนซานกำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงอย่างสบายใจ
"หลับลึกเชียวนะเ้าหนู" กู้เฉียนพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะตัดสินใจไม่เข้าไปรบกวน และหันหลังเดินจากไปเงียบๆ...
