เล่มที่ 3 บทที่ 70 ลับมีด
“ขวานทุนเทียน?” เติ้งเย่วจ้องมองไปยังแท่นประลองด้วยความประหลาดใจ
“ศิษย์ของเ้าคนนี้อารมณ์ฉุนเฉียวไม่เบาเลยนะ…”
เติ้งเย่วในฐานะผู้าุโหุบเขาเทียนสิง มีอำนาจลงทัณฑ์เหล่าศิษย์ในสำนัก เขาจึงพอรู้ว่าศิษย์แต่ละคนใช้อาวุธอะไร…
เช่น กระบี่ดำในมือหวังหลิน ถึงแม้ดูผิวเผินจะไม่สะดุดตาอะไร แต่เติ้งเย่วกลับรู้ดีว่ามันทำมาจากชิ้นส่วนของขวานทุนเทียน
หลายพันปีก่อนมีปีศาจร้ายคุนซ่าปรากฏกายขึ้นที่เป่ยจิ้ง มันถือขวานทุนเทียนบุกมาที่สำนักเวิ่นเจี้ยน และได้ต่อสู้กับนักพรตไท่เสวียนของหุบเขาเหยากวงอยู่นาน ในที่สุดมันก็พ่ายแพ้ไป และขวานทุนเทียนในมือก็แตกออกเป็เจ็ดสิบสองส่วน และมีหกสิบเก้าชิ้นส่วนที่ถูกปีศาจขั้นเยาหวังสามตนที่มาด้วยกันเก็บกลับไปหลอมเป็สมบัติประจำเผ่าปีศาจ ส่วนชิ้นส่วนอีกสามชิ้น กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย กระทั่งเมื่อสามร้อยปีก่อน ตอนที่จ้าวเชียนเย่ได้รับตำแหน่งผู้าุโประจำหุบเขาเหยากวง เขาก็ได้พบกับชิ้นส่วนขวานทุนเทียนที่ก้นทะเลสาบใต้หุบเขาเหยากวง จึงนำมาให้อู๋เย่วช่วยหลอมเข้ากับแร่เหล็กเสวียนเถี่ย กลายเป็กระบี่ดำที่มีนามว่าเวิ่นเสิ่น หรือเทพแห่งความโชคร้ายนั่นเอง
และบัดนี้กระบี่เล่มนั้นก็ตกมาอยู่ในมือของหวังหลิน…
ความร้ายกาจของกระบี่เทพแห่งความโชคร้ายก็คือมันสามารถสร้างภาพนิมิตของขวานทุนเทียนได้!
ในอดีตตอนที่ขวานทุนเทียนยังไม่แตกเป็ส่วนๆ มันมีมนต์สะกดถึงห้าสิบสี่สาย และมีพลังทำลายล้างสรรพสิ่งให้พินาศย่อยยับ ต่อให้แตกเป็หกสิบเก้าชิ้นส่วน ก็ยังสามารถหลอมจนได้เป็สมบัติประจำสามเผ่าปีศาจ
ท่ามกลางภาพนิมิตมีตราประทับของขวานทุนเทียนแฝงอยู่อีกด้วย
และตราประทับเพียงเล็กๆนี้เอง ก็ยังรุนแรงกว่าที่ผู้บำเพ็ญขั้นย่างหยวนสองคนจะรับไหวได้…
เกรงว่าคงจะต้องตายตกไปพร้อมกัน…
“ไม่ใช่…” ตอนนี้แม้แต่จ้าวเชียนเย่เองก็ยังลนลานไปหมด
“ศิษย์ข้าคนนี้มีกายฝูเต๋อแต่กำเนิด มีคุณสมบัติเข้ากับกระบี่เทพแห่งโชคร้ายได้อย่างดี ทุกครั้งที่ใช้กระบี่นี้ก็จะสามารถกระตุ้นตราประทับขวานทุนเทียนที่แฝงอยู่ได้ หากเร่งพลังจนถึงขีดจำกัด ก็จะกระตุ้นให้ขวานทุนเทียนปรากฏออกมา ทว่าตอนนี้หวังหลินยังไม่สามารถควบคุมได้เลย…”
“แล้วจะทำอย่างไรต่อไปดี?”
“ไม่เป็ไรหรอก หากขวานทุนเทียนะเิพลังออกมา ข้าเองก็มีวิธีช่วย แต่หลินเฟยอาจจะต้องเจ็บตัวเสียหน่อย…”
ระหว่างที่ผู้าุโทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่นั้น ภาพนิมิตขวานทุนเทียนที่ลอยอยู่เหนือหัวของหวังหลิน ก็เริ่มจะเสมือนจริงขึ้นเรื่อยๆ…
ทันใดนั้นบนแท่นประลองก็เกิดพายุทรายโหมพัดแรงขึ้นมา บริเวณที่ขวานทุนเทียนอยู่ก็ราวกับหลุมดำที่เปิดออก มันกำลังดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่แผ่นหินที่ปูอยู่บนแท่นประลองก็ถูกดูดจนหลุดออกมา พายุหมุนที่โหมกระหน่ำดูดกลืนทุกสิ่งเข้าสู่ขวานทุนเทียน และยังมีศิษย์อีกหลายคนที่หนีไม่ทัน กำลังถูกขวานทุนเทียนดูดเอาพลังปราณไปด้วย…
ใบหน้าหวังหลินซีดขาว มือยังคงกำกระบี่ไว้แน่น เขากำลังพยายามควบคุมภาพนิมิตขวานทุนเทียนอยู่
บัดนี้หวังหลินยืนนิ่งห่างจากหลินเฟยไม่ถึงสิบจ้าง ชุดบนตัวก็ถูกพายุโหมซัดจนเกิดเป็เสียงผ้าโบกสะบัดไปมา หลินเฟยกุมกระบี่หงส์คำรนที่มีเปลวไฟลุกโชนในมือ พลางจดจ้องไปที่ขวานทุนเทียนที่ลอยอยู่เหนือหัวหวังหลิน ที่น่าแปลกก็คือใบหน้าของหลินเฟยกลับเผยประกายแห่งความยินดีออกมาแทน…
“เ้าหลินเฟยนี่ช่างใจกล้าเสียจริง…” จ้าวเชียนเย่ที่อยู่บัลลังก์เห็นดังนั้นก็อดต่อว่าไม่ได้
ทว่า…
จ้าวเชียนเย่ยังไม่ทันจะพูดจบ หลินเฟยที่อยู่บนแท่นประลองก็เริ่มขยับตัวอีกครั้ง
ทำให้เกิดเป็ปราณกระบี่สองสาย
ปราณกระบี่ไท่อี๋แฝงไปด้วยพลังแห่งความศักดิ์สิทธิ์ สามารถขจัดพลังงานชั่วร้ายได้ บัดนี้มันได้กลายร่างเป็ั เข้าพันรอบตัวหลินเฟยแล้ว ส่วนปราณกระบี่อิ๋นเหวินก็แฝงไปด้วยกระแสไอเย็นอันหนาวเหน็บ กลายร่างเป็ัน้ำแข็งพันอยู่รอบตัวหลินเฟยเช่นกัน หลังจากปราณกระบี่อิ๋นเหวินปรากฏขึ้นมา ไอเย็นก็พลันแพร่กระจายออก สามารถแช่แข็งภาพนิมิตขวานทุนเทียนได้เลยทีเดียว ทันใดนั้นบนแท่นประลองก็กลายเป็ลานน้ำแข็งในที่สุด…
หลินเฟยกุมกระบี่หงส์คำรนที่มีเปลวไฟลุกโชนไว้ในมือ ก่อนจะะโพุ่งเข้าใส่ขวานทุนเทียน…
ปราณกระบี่ทั้งสองสายบีบรัดกันแน่น…
รอบตัวก็พลันเงียบสงัด
“ไม่หรอกกระมัง…” ศิษย์หลายคนที่เกือบจะถูกขวานทุนเทียนสูบพลังปราณไปจนหมด มองภาพที่เกิดขึ้นจนตาค้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง
ภาพนิมิตขวานทุนเทียนแตกสลายไปเสียแล้ว!
ขณะที่บนบัลลังก์นั้นเอง เติ้งเย่วกับจ้าวเชียนเย่รวมถึงผู้าุโคนอื่นๆก็กำลังตะลึงกับภาพตรงหน้าเช่นกัน…
“นี่…” ทั้งที่เพิ่งจะต่อว่าไปหยกๆ แต่สถานการณ์ในตอนนี้กลับตาลปัตรไปหมด ทำให้จำต้องกลืนคำด่าที่เหลือลงท้องไปแต่โดยดี น้ำเสียงที่พูดก็สั่นเครือเล็กน้อย
“เป็ไปได้อย่างไร?”
“ทำไมจะเป็ไปไม่ได้ล่ะ…” ในที่สุดเติ้งเย่วก็กู้หน้ากลับมาจนได้ ทำให้ตัวเขากลับมาอารมณ์ดีได้อีกครั้ง
“ก็แค่ชิ้นส่วนขวานทุนเทียน คงมีแต่เ้านี่เท่านั้นแหละที่เห็นมันเป็สมบัติล้ำค่า แค่นี้ยังควบคุมไว้ไม่อยู่ ทั้งที่ไม่เห็นจะยากตรงไหน เพียงปล่อยออกมาให้คนดูแคลนเสียมากกว่า…”
“ เ้า… ” ในตอนแรกจ้าวเชียนเย่คิดจะด่ากลับไป แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงถอนหายใจออกมา
“รู้ว่าหลินเฟยมีปราณกระบี่สองสายอยู่ก่อนแล้วสินะ?”
“น่าประหลาดแท้…” เติ้งเย่วแค่นหัวเราะ
“เื่ที่หลินเฟยใช้ปราณกระบี่เอาชนะค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนของสือเหอแพร่กระจายไปทั่วสำนักแล้วเถอะ"
“…”
จ้าวเชียนเย่กัดฟันกรอดขึ้นมาทันที
เขายืนนิ่งอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงปนโทสะ
“ในเมื่อมีปราณกระบี่สองสายนั่นแล้วจะเก็บไว้ทำไมั้แ่แรก แค่ดูปราณกระบี่สีทองนั่นก็รู้แล้วว่ามีพลังศักดิ์สิทธิ์ สามารถขจัดกลิ่นอายชั่วร้ายและกดข่มเคล็ดวิชากระบี่ดับโชคได้ เพราะเหตุใดถึงไม่นำออกมาใช้ั้แ่แรก ถ้าเป็แบบนั้น ป่านนี้ศิษย์ข้าก็คงยอมแพ้ไปนานแล้ว…”
“คือว่าอย่างนี้…” ท่ามกลางผู้คนมากมาย คงมีแค่เติ้งเย่วเท่านั้นที่เข้าใจว่าหลินเฟยทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร เขาจึงมองจ้าวเชียนเย่ด้วยความเห็นใจ
“หากพูดไปแล้ว เ้าอย่าโกรธแล้วกันล่ะ…”
“โกรธอะไร ข้าไม่โกรธเลยสักนิด ไม่โกรธจริงๆนะ!” จ้าวเชียนเย่ตอบประชดพร้อมกับเผยสีหน้าปั้นปึ่งใส่เขาอย่างเหลืออด
“หากข้าเดาไม่ผิดล่ะก็ หลินเฟยกำลังลับมีดอยู่สินะ…” เมื่อพูดจบ เติ้งเย่วก็ส่ายหัวและหันหลังเดินจากไปทันที
“ลับมีด?” เติ้งเย่วไม่แยแสจ้าวเชียนเย่แม้แต่น้อย กลับปล่อยให้เขามึนงงอยู่คนเดียว โดยที่ยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เติ้งเย่วพูดหมายถึงอะไรกันแน่…
ขณะเดียวกันเ้าสำนักที่อยู่ไม่ไกลกันนักก็กำลังพูดคุยกับผู้บำเพ็ญหนุ่มคนหนึ่ง
“หึหึ ดูเหมือนว่าศิษย์น้องหลินของเ้ากำลังลับมีดอยู่สินะ…”
ผู้บำเพ็ญหนุ่มอายุประมาณยี่สิบกว่าปี อยู่ในอาภรณ์เนื้อหยาบและรองเท้าผ้า ส่วนใบหน้าของเขามอมแมมไปด้วยฝุ่นจากการเดินทางไกล
ชายหนุ่มผู้นี้คือหลี่เสวียน เขาเป็ศิษย์ลำดับที่สี่ของเ้าสำนัก ถึงแม้จะไม่ติดอันดับในเหล่าศิษย์สายตรง ทว่าเขามีกายชางหลิงแต่กำเนิดเช่นเดียวกับชิวเย่หัว ที่เลื่องลือกันว่าหลายปีให้หลังนี้จะมีโอกาสได้บรรลุปราณเก้าขั้น
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
