สาวน้อยแรกแย้มบุคลิกลักษณะมีเสน่ห์ไม่เป็สองรองใคร แขนเสื้อพลิ้วไสว แววตาเ้าเล่ห์ฉายแสงอยู่ในั์ตา มองดูแล้วให้ความรู้สึกน่าฉงนยิ่งนัก ทว่าทั่วร่างของนางกลับกระจายพลังที่แข็งแกร่งออกมา
เมื่อเห็นเด็กสาวย่างเท้าเดินออกมา ผู้คนโดยรอบก็เริ่มกระซิบกระซาบกัน แต่ละคนรู้สึกร้อนรุ่มใจเป็อย่างยิ่ง อดไม่ได้ที่อยากจะเข้าไปสานสัมพันธ์กับนาง ทว่าเหล่าองครักษ์และผู้ติดตามทำให้ไม่มีใครกล้าเฉียดเข้าไปใกล้
“นางคือกันเหยา องค์หญิงน้อยแห่งราชวงศ์ต้ากัน และยังเป็องค์หญิงที่คนในราชวงศ์รักใคร่เอ็นดูมากที่สุด!”
“ที่แท้ก็เป็นาง ได้ยินว่านางมีคุณสมบัติร่างกายพิเศษ พร์ก็ยังสูงยิ่งนัก ทั้งยังฝึกฝนคัมภีร์โบราณราชวงศ์ต้ากันด้วย”
“ใช่ คัมภีร์โบราณราชวงศ์ต้ากันเป็อักขระขั้นสูงของราชวงศ์ต้ากัน ภายภาคหน้ากันเหยาจะต้องเป็จอมยุทธ์หญิงที่มีชื่อเสียงทั่วหล้าฟ้าดินแน่!”
ผู้คนรอบๆ ล้วนใจสั่นสะท้าน ราชวงศ์ต้ากันอยู่ในดินแดนลึกลับและมีอำนาจอิทธิพลกว้างขวาง อีกทั้งพวกเขายังมีวิชาขั้นสูงที่น่ากลัว ยากที่วิชาขั้นสูงอื่นๆ จะทัดเทียมได้
เต้าหลิงเกาหัว เขาเพิ่งจะเคยได้ยินเื่ขุมพลังที่ใหญ่ขนาดนี้ครั้งแรก ทว่าเพียงเห็นก็รู้ได้เลยว่านกหงส์นั้นไม่ธรรมดา อีกทั้งรถหงส์ก็น่าเกรงขามยิ่ง เป็ของล้ำค่าที่พิสดารเสียจริง
“หืม องค์หญิงน้อยไม่ได้เข้าไปที่หอคอยผ่านจิตหรอกหรือ?” มีคนสงสัยใคร่รู้ เมื่อเห็นกันเหยาเดินตรงไปด้านหน้า ผู้คนล้วนทราบดีว่าใครๆ ก็อยากเข้าไปในหอคอย เนื่องจากในหอคอยนี้เต็มไปด้วยพลังชีวิตที่บริสุทธิ์ ถ้าดูดซับพลังนั้นเข้าไปก็จะมีผลต่อร่างกายเป็อย่างมาก
อีกทั้งยิ่งขึ้นไปสูงเท่าใด พลังชีวิตบริสุทธิ์ก็จะยิ่งหนาแน่นขึ้นเท่านั้น!
ผู้คนกลุ่มหนึ่งเดินตามนางไป เต้าหลิงและเย่วิ่นก็เดินตามไปเช่นกัน องครักษ์ที่อยู่ด้านหน้าเข้มงวดอย่างมาก พวกเขายืนเฝ้าระวังไว้ทั่วทั้งสี่ด้าน ไม่ยอมให้ผู้ใดได้เข้าใกล้องค์หญิงน้อยแม้แต่ก้าวเดียว ชายหนุ่มที่หล่อเหลาหลายคนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียดาย ใครเล่าจะไม่อยากสานสัมพันธ์อันดีกับองค์หญิงที่แข็งแกร่งเช่นนี้
“ข้ารู้แล้ว องค์หญิงน้อยต้องกำลังมุ่งหน้าไปยังศิลาเทพยุทธ์แน่ พวกเรารีบไปดูกันเถอะ!” บางคนในกลุ่มส่งเสียงดังขึ้น
“พระเ้า หรือว่าองค์หญิงน้อยจะไปที่ศิลาเทพยุทธ์ นางจะต้องสลักชื่อลงบนนั้นได้แน่ ทว่าไม่รู้ว่านางจะได้อันดับที่เท่าใด?”
ผู้คนในกลุ่มเริ่มกระตือรือร้น พวกเขาวิ่งตามกันไปอย่างวุ่นวาย เพราะอยากที่จะเห็นการสลักชื่อด้วยตาของตนเอง บรรยากาศพลันครึกครื้นขึ้น เหตุการณ์เช่นนี้ใช่ว่าจะเกิดขึ้นบ่อยๆ
“ศิลาเทพยุทธ์คืออะไรหรือ?” เต้าหลิงขมวดคิ้วถามเยวิ่นอย่างสงสัย เป็ครั้งแรกที่เขาได้ยินชื่อของมัน
ได้ยินดังนั้น เย่วิ่นก็หัวเราะออกมาเบาๆ “ที่เมืองชิงโจวมีศิลาเทพยุทธ์อยู่ มันเป็ของล้ำค่าที่มีประวัติความเป็มาลึกลับ มันสามารถทดสอบพลังของยอดฝีมือได้ แน่นอนว่าต้องอยู่ในขั้นพลังเดียวกัน หากมีพลังเหนือกว่าคนที่สลักชื่อเอาไว้ ก็จะได้สลักชื่อแทนลงไป”
“แล้วมันมีประโยชน์อะไรอย่างอื่นหรือไม่?” ั์ตาเต้าหลิงเปล่งประกายออกมา
เย่วิ่นถึงกับพูดไม่ออก ก็เพื่อเกียรติยศอย่างไรกันเล่า จะถามถึงประโยชน์อื่นทำไมกัน? แต่นางก็ยิ้มแล้วตอบกลับไปว่า “เดี๋ยวเ้าก็จะรู้เอง”
ไม่นานนัก เต้าหลิงก็เห็นศิลาสีทองอร่ามตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ขนาดของมันสูงใหญ่ราวกับูเาที่เปล่งแสงทองราวกับดวงอาทิตย์ อีกทั้งบนศิลายังมีชื่อจำนวนมากถูกสลักเอาไว้
เขาจ้องมองขึ้นไป้าอย่างตกตะลึง ยิ่งมองขึ้นสูงเท่าใด ชื่อที่ปรากฏอยู่ก็ยิ่งน่ากลัวมากขึ้นเท่านั้น ทุกรายชื่ออบอวลไปด้วยเจตจำนงของเทพยุทธ์ ทำให้ผู้ที่พบเห็นสั่นสะท้านไปทั่วร่าง
สุดท้าย สายตาของเขาก็มองไปยังชื่อที่อยู่้าสุด หัวใจพลันสั่นระรัว ร่างกายราวกับโดนกดจวนจะะเิ นี่ก็คือเจตจำนงเทพยุทธ์ขนาดมหาศาลที่กดทับร่างของเขาเพื่อให้ยอมจำนน!
‘อึก!’ ดวงตาทั้งสองของเต้าหลิงเบิกกว้างพลางแผดเสียงร้องะโอยู่ในใจ เขาััได้ว่าเืลมที่อยู่ในร่างกำลังส่งเสียงคำราม เขารีบสะกดกลั้นพลังที่อยากจะปะทุออกมา เหงื่อเย็นไหลรินออกมาบนหลัง
เต้าหลิงหอบหายใจถี่ เมื่อเห็นว่าเฉิงเมี้ยวฝูกำลังจะมองไปข้างบน เขารีบดึงแขนเสื้อของนางพลางกล่าวออกมา “อย่ามอง!”
“ทำไมอย่างนั้นหรือ?” เฉิงเมี้ยวฝูไม่เข้าใจเท่าใดนัก แต่นางก็ยอมเชื่อฟังก่อนที่จะละสายตาลงมา นางรู้ว่าเต้าหลิงไม่มีเจตนาร้ายต่อนางอย่างแน่นอน
“อย่ามอง ชื่อที่อยู่ข้างบนสุดนั้นน่ากลัวมาก” เต้าหลิงส่ายหัวด้วยสีหน้าหนักอึ้ง เืที่อยู่ในร่างเริ่มเดือดพล่าน เพียงแค่เห็นอักษรสองตัวที่สลักอยู่ก็ััได้ถึงความน่ากลัวถึงขีดสุดดั่งเหวลึกในนรก!
หากได้พบเ้าของชื่อนั้น เดาว่าพลังของเขาคงจะกดทับศัตรูให้ตัวสั่นแล้วยอมจำนนในชั่วพริบตา!
“อันดับที่หนึ่งก็คืออู่ตี้ ชื่อนี้เป็ชื่อที่สลักลงเมื่อห้าปีก่อน ในปีนั้นเขาเพิ่งจะอายุสิบขวบเท่านั้น” เย่วิ่นกล่าวพึมพำ
ใบหน้าเต้าหลิงพลันบิดเบี้ยว อายุแค่สิบขวบแต่กลับอยู่อันดับที่หนึ่ง? ความแข็งแกร่งนั่นเป็ความแข็งแกร่งระดับใดกัน
แต่ไม่รู้ว่าทำไมพลังที่กดทับลงมาบนตัวเมื่อครู่นั้น ถึงมีกลิ่นอายที่คุ้นเคยราวกับว่าเคยเจอจากที่ใดมาก่อน…
“หวาอู่ตี้ เป็ชื่อที่น่ากลัวจริงๆ” มือสวยของเฉิงเมี้ยวฝูกำแน่นด้วยความตะลึง
เย่วิ่นไม่กล่าวอะไร นางรู้สึกหวาดเกรงยิ่งนัก บุคคลนี้นับว่าเป็จักรพรรดิในยุคสมัยนี้ก็ว่าได้ หมื่นยอดฝีมืออัจฉริยะก็ยังต้องถูกลิขิตให้อยู่ภายใต้อำนาจ ไม่อาจมีผู้เทียบเคียงได้ เขาเป็ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของคนยุคสมัยนี้!
ลำพังแค่ชื่อของเขาแค่นั้นก็แสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจที่แข็งแกร่ง ในโลกนี้จะมีใครกล้าตั้งชื่อเช่นนี้อีก? (**อู่ตี้ = จักรพรรดิแห่งเทพยุทธ์)
ด้านล่างของศิลา สายตาเฉียบคมของกันเหยามองตรงขึ้นไป พลังทั่วร่างเดือดขึ้นจากนั้นนางก็กดพลังให้ลงไปยังขั้นหลอมกายา สองฝ่ามือปะทุคลื่นพลังที่กล้าแกร่ง ทั่วทั้งแขนประดุจร่างของหงส์ซัดปลดปล่อยคลื่นพลังมหาศาลลงไปบนแท่งศิลาสีทอง
เสียงตูมดังสนั่นหวั่นไหว ศิลาหินสีทองสั่นะเืชั่วครู่ แสงประกายสีทองสว่างจ้าเสียดแทงั์ตา ผู้คนโดยรอบต่างก็ตกตะลึงไปตามๆ กัน สายตาหวาดกลัวมองไปที่กันเหยา บัดนี้นางได้ลอยอยู่กลางอากาศ ร่างโอบล้อมด้วยหมอก เฉกเช่นธิดาบนสรวง์ นางใช้นิ้วเรียวสลักชื่อตัวอักษรลงไป ทุกอักขระแฝงไปด้วยเจตจำนงเทพยุทธ์
ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึง ชื่อของกันหลิงที่อยู่ในอันดับที่แปดสิบเก้าก็ค่อยๆ จางหายไป ก่อนที่จะมีชื่อของกันเหยาเข้ามาแทน!
เต้าหลิงใมาก หลังจากที่เห็นชื่อสลักลงไป มุมปากสวยของเด็กสาวก็ยกยิ้มออกมาอย่างซุกซน ราวกับว่านางแค่้าจะลบชื่อของคนผู้นั้นออกไปเท่านั้น…
ผู้คนบางส่วนเริ่มเข้าใจ องค์หญิงน้อยคงไม่อยากเปิดเผยพลังที่แท้จริง บนโลกใบนี้มียอดฝีมือมากมายที่เก็บตัวเงียบ ปกติพวกเขาจะไม่เปิดเผยพลังไม่เช่นนั้นอาจจะต้องเจอกับศัตรูที่ตามไล่ฆ่า
เต้าหลิงยังคงตกตะลึง หลังจากที่นางสลักชื่อเสร็จเรียบร้อย ศิลาก็คายของล้ำค่าออกมา มันปกคลุมไปด้วยพลังที่ส่องประกายสว่างจ้า กันเหยารับของสิ่งนั้นไปด้วยใบหน้าพึงพอใจ จากนั้นนางก็หันกายเดินจากไป
“พระเ้า ศิลาเทพยุทธ์คายของล้ำค่าออกมาแล้ว พลังขององค์หญิงน้อยจะต้องไม่ใช่แค่ลำดับที่แปดสิบเก้าแน่!”
“ใช่แล้ว ไม่คิดเลยว่าศิลาเทพยุทธ์จะให้รางวัลล้ำค่าแก่องค์หญิงน้อยด้วย เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดมาหลายปีแล้ว ั้แ่ที่ข้าจำความได้ ตอนนั้นอู่ตี้ที่อายุสิบขวบเขาก็ได้ของล้ำค่าไปชิ้นหนึ่งเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร”
ผู้คนรอบด้านล้วนแต่ตะลึงอยู่อย่างนั้น พวกเขาอยากจะรู้ว่ากันเหยาได้ของล้ำค่าอะไรไป บางคนที่ติดหนึ่งในสามสิบแต่ศิลาหินก็ยังไม่คายของล้ำค่าให้ นั่นขึ้นอยู่กับวาสนาล้วนๆ
อีกทั้งของล้ำค่าที่ได้จากศิลาเทพยุทธ์ล้วนแล้วแต่ไม่ธรรมดา บางคนก็ได้ของล้ำค่าสมัยโบราณ บางคนก็ได้คัมภีร์ฝึกยุทธ์จากสมัยโบราณกาล บางคนก็ได้โอสถศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ไม่ใช่ของธรรมดาๆ
“ของล้ำค่าเหล่านี้เป็ของใครกัน? หรือว่าข้างในศิลาเทพยุทธ์จะมีของล้ำค่าอยู่?” เต้าหลิงเกาหัวแกรกๆ หากเป็เช่นนั้น คนที่แข็งแกร่งก็แค่ตีแท่งศิลาให้แตกแล้วก็เอาของล้ำค่าทั้งหมดออกมาในคราเดียวก็สิ้นเื่
เย่วิ่นเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก เต้าหลิงรู้สึกว่าโลกใบนี้มีปาฏิหาริย์ที่มากขึ้นเรื่อยๆ สายตาของเขามองไปที่หอคอยผ่านจิตพลางกล่าวออกมา “ข้าจะเข้าไปที่หอคอยผ่านจิตได้หรือไม่?”
“หากเ้าอยากเข้าไป ข้าก็จะช่วยเ้า” เย่วิ่นเม้มริมฝีปากแดงพลางกล่าว “รอเ้าเข้าสำนักซิงเฉินเสียก่อน เ้าจะสามารถเข้าไปได้ด้วยตราฐานะของเ้า”
“เข้าหอคอยยังต้องใช้ตราฐานะด้วยอย่างนั้นหรือ ดูเหมือนว่าหากไม่มีอำนาจ ก็ยากที่จะเดิน” เต้าหลิงถอนหายใจ เขาเริ่มเข้าใจถึงการแบ่งชนชั้นวรรณะในโลกนี้มากขึ้นแล้ว
บริเวณหอคอยผ่านจิต เย่วิ่นเข้าไปคุยกับคนกลุ่มหนึ่งที่เป็ผู้ดูแลหอคอยนี้ ไม่นาน นางหันมาหาเต้าหลิงแล้วบอกว่า “เข้าไปสิ แล้วจำเอาไว้ อย่าได้ทำอะไรเกินตัว หากเกิดอะไรขึ้น ไม่มีใครสามารถช่วยเ้าได้”
ใบหน้าที่จริงจังของเย่วิ่นทำให้เต้าหลิงระวังตัวมากขึ้น ดูแล้วข้างในไม่ใช่ว่าจะผ่านไปได้ง่ายๆ น่าจะมีการต่อสู้กัน
ตรงทางเดินมีผู้คนเข้าออกมากหน้าหลายตา เมื่อเต้าหลิงก้าวเข้ามาข้างในหัวใจของเขาก็พลันสั่นไหว ข้างในนี้กว้างใหญ่เป็อย่างมาก มองไปไม่เห็นผู้ใด อีกทั้งมีหมอกปกคลุมไปทั่ว
“ข้ารู้แล้ว นี่ก็คือพื้นที่ว่างล้ำค่าที่เลื่องลือกัน!” เต้าหลิงสูดลมหายใจลึก ระหว่างที่เดินเข้าไปนั้น เขาััได้ถึงพลังกดดันที่ถาโถมเข้ามา
หนุ่มสาวที่เดินมาข้างๆ มีท่าทีเหนื่อยล้าอย่างบอกไม่ถูก เต้าหลิงจึงกล่าวออกมาด้วยความประหลาดใจ ‘เป็สถานที่ที่ดีจริงๆ ทำให้กายของข้าตื่นตัวยิ่งนัก!’
เขานั้นกำลังคิดหาวิธีกลั่นหลอมกายอยู่พอดี ประจวบเหมาะเลยที่หอคอยผ่านจิตนั้นสามารถช่วยสนองความ้าของเขาได้
เต้าหลิงเดินสำรวจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินขึ้นชั้นที่สองที่มีแรงกดดันรุนแรงกว่าชั้นแรกหลายเท่าตัว แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ทำให้เต้าหลิงสะดุ้งะเื เขายังคงเดินขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงชั้นที่ห้า!
เมื่อย่างก้าวขึ้นมาถึงชั้นที่ห้า แรงกดดันฟ้าดินก็กดทับลงมาราวกับก้อนหินขนาดใหญ่ ร่างกายของเต้าหลิงพลันหนักอึ้ง แรงกดดันที่ชั้นห้านั้นทำให้เขาสะดุ้งะเือยู่มากทีเดียว
หมอกควันปกคลุมไปทั่ว ทั้งยังแฝงไว้ด้วยพลังชีวิตบริสุทธิ์เข้มข้นยิ่งกว่าชั้นที่สี่หลายเท่าตัว เขาสูดลมหายใจเข้าไปหนึ่งครั้ง รู้สึกได้ว่าพลังงานนี้ช่างลึกลับนัก มันสามารถหลอมร่างกายของเขาได้อย่างดี
“ยอดเยี่ยมมาก!” หัวใจของเต้าหลิงสั่นไหว หากได้ฝึกฝนที่นี่ในระยะยาว ร่างกายของเขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้นมากแน่
ทว่าสำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว มันเป็สิ่งที่แทบจะเป็ไปไม่ได้เลย เพราะว่าแรงกดดันที่กดทับร่างกายอยู่ตลอดเวลา หากคิดที่จะฝึกฝนที่นี่ก็จะต้องเป็คนที่มีร่างกายแข็งแกร่งมากๆ ถึงจะได้
“หลบไป! อย่าขวางทางนายน้อยของข้า!”
จังหวะที่เต้าหลิงกำลังอาศัยแรงกดดันรอบๆ เพื่อขัดเกลาร่างกายนั้น ก็มีเสียงเย็นแผดดังขึ้นมา
เด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่ บุคลิกองอาจห้าวหาญ ดวงตาราวกับกระดิ่งสีทองแดง ดูแล้วให้ความรู้สึกที่โเี้
