บทที่ 100 ประมุขตระกูลโม่
บริเวณโดยรอบูเาที่ปกคลุมด้วยหิมะซึ่งเป็ที่ตั้งของถ้ำนักพรตโบราณนี้ ทั้งหมดเต็มไปด้วยยอดเขาที่มีความสูงต่ำต่างกัน มียอดเขาบางแห่งถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งและหิมะทั้งหมด และบางแห่งก็มีก้อนหินสีน้ำตาลเข้ม
ลู่อวี่และพรรคพวก ได้เปิดถ้ำบนเนินเขาเล็กๆ ลูกหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งเื่นี้ลู่เทียนเหว่ยได้จัดการไว้ให้แล้ว สำหรับพลังยุทธ์ขั้นฟันฝ่าเช่นเขาแล้ว มันก็เป็เื่น่ายินดีมากที่ได้ใช้สถานที่ที่เขาได้เตรียมไว้ให้ และมันก็ไม่ได้ใช้ความพยายามอะไรมากนัก
การมาถึงของลู่อวี่และพรรคพวกไม่ได้ดึงดูดความสนใจจากนักพรตที่มาถึงก่อนหน้ามากเท่าไรนัก หนึ่งคือตู้เสวียนเฉิงไม่ได้ปล่อยพลังยุทธ์ของเขาออกมา สองคือพวกเขามีจำนวนคนที่น้อยมาก ต่อให้ทำลายค่ายกลกระบี่ได้แต่ก็ไม่สามารถควบคุมทุกอย่างของถ้ำนักพรตได้
แต่ต่อให้เป็เช่นนี้ ทุกคนต่างก็ระวังภัยให้กันอย่างระแวดระวัง น้อยมากที่จะหาเื่พูดคุยกัน
แม้ว่าทุกคนจะหาที่พักกันได้แล้ว แต่ลู่อวี่คิดว่าจะมานั่งรออยู่แต่ที่ตรงนี้ไม่ได้ ดังนั้นหลังจากคิดดูแล้วจึงพูดกับตู้เสวียนเฉิงและเฉินเสวียนว่า “มีคนมาถึงที่นี่ก่อนเยอะมาก สู้เราไปสอบถามข้อมูลจากคนที่มาถึงที่นี่กันก่อนหน่อยดีหรือไม่ ดูว่าจะได้ข้อมูลอะไรมาบ้างหรือไม่ ไม่เช่นนั้นหากมัวแต่มานั่งรออยู่เช่นนี้ก็คงไม่ใช่ทางออก”
เดิมทีลู่อวี่ยังคิดที่จะให้เฉินเสวียนลองดูหน่อยว่าจะทำลายค่ายกลกระบี่ใหญ่ที่ปกป้องูเาลูกนี้อย่างไร แต่ตอนนี้ยังหาทางเข้าไม่เจอ จึงดำเนินการต่อไปไม่ได้แล้ว
ตู้เสวียนเฉิงและเฉินเสวียนต่างก็พยักหน้ารับคำ ทิ้งให้เฉินอวิ๋นชิงและลู่เทียนเหว่ยเฝ้าปากถ้ำไว้ ก่อนจะเดินออกไปข้างนอกกับลู่อวี่
ลู่อวี่มองไปรอบๆ ก็พบกับกองกำลังเล็กๆ ที่ดูเหมือนจะมีคนเพียงประมาณสิบคน และบินข้ามไป หาบรรดานักพรตที่พลังยุทธ์สูงสุดที่ดูเหมือนอยู่ใน่เริ่มต้นของขั้นตงซวนเท่านั้น
คนพวกนี้มาตั้งฐานกันอยู่ที่เชิงเขา ห่างจากถ้ำโบราณไม่ไกลมากนัก อีกทั้งยังสร้างค่ายกลกระบี่หนึ่งตรงที่พวกเขาตั้งถิ่นฐานอยู่ด้วย จากประสบการณ์ของลู่อวี่แล้วก็ทำให้ดูออกเลยว่า แม้ว่าค่ายกลกระบี่นี้จะไม่ใหญ่นัก แต่ไม่ว่าพลังป้องกัน หรือพลังโจมตีก็ไม่เลวเลย คิดว่าน่าจะได้รู้ในสิ่งที่พวกเขาอยากรู้
ลู่อวี่มีดวงตาแท้ทำลาย เขาเพียงอยากดูเท่านั้น ค่ายกลกระบี่ส่วนใหญ่ไม่สามารถบังสายตาของเขาได้อยู่แล้ว แต่ก่อนที่จะเข้าไปในหุบเขาลึกยังคิดว่าเขาและพรรคพวกมาถึงเร็วไม่น้อย จึงไม่ได้นำพลังส่วนนั้นออกมาใช้ ตอนนี้ในเมื่อ้าหากองกำลังที่เหมาะสมเพื่อให้เข้าใจต่อเหตุการณ์ ก็ต้องนำออกมาใช้อยู่แล้ว
“ไป ไปดูที่นั่นกัน!” ลู่อวี่พูดจบ ก็เดินนำทางไปเลย
ตระกูลโม่เป็เพียงตระกูลเล็กๆ หนึ่งในดินแดนทางเหนือ ไม่ได้มียอดฝีมืออะไรอยู่ แต่โชคดีที่ได้รับข่าว และเดินทางมาที่นี่ในครั้งนี้ได้นั้นเป็เพราะว่าผู้เฒ่าใหญ่โม่โส่วอีที่กำลังจะสิ้นอายุขัย ไม่รู้ว่าไปรู้ข่าวมาจากช่องทางไหน ในเมื่อมีความหวังอันน้อยนิดก็ต้องพยายามอย่างดีที่สุด โดยหวังว่าจะพบยาอายุวัฒนะที่สามารถยืดอายุขัยในถ้ำโบราณแห่งนี้ได้ ถึงได้ใช้กำลังทั้งหมดที่มีของตระกูลเร่งรีบเดินทางมา
ก่อนหน้านี้ตระกูลโม่ก็ได้เตรียมการใหญ่ไว้แล้ว โดยยอมจ่ายเงินก้อนโต เพื่อจ้างอาจารย์ค่ายกลกระบี่ที่ค่อนข้างจะเก่งกาจมากผู้หนึ่งมาช่วย ถึงพูดไม่ได้ว่ามาเติมเต็มความปรารถนา แต่ก็เห็นได้ชัดว่าตราบใดที่มีโอกาสเขาไม่มีทางยอมปล่อยมันไปแน่นอน
โม่โส่วอีเวลานี้อารมณ์ดีมาก แม้ว่าอายุขัยใกล้หมดแล้ว แต่รู้ว่าเื่นี้จะรีบร้อนไม่ได้ หาก์้าให้เขาตายจริงๆ เขาจะดิ้นรนต่อสู้อย่างไรไป มันก็ไม่มีประโยชน์ หากมีโอกาสมาใกล้ บางทีก็อาจยังมีหวังให้ชีวิตอยู่ต่อ
“ผู้เฒ่าใหญ่ ดูสิ ทางนั้นมีคนสามคนกำลังเข้ามา ดูเหมือนว่าจะมาหาเรา!” สมาชิกในตระกูลโม่วัยสามสิบผู้หนึ่งสังเกตเห็นว่าลู่อวี่และพรรคพวกกำลังบินมาทางนี้ จึงรีบรายงานให้ผู้เฒ่าใหญ่โม่โส่วอีทราบทันที
ถึงแม้ตระกูลโม่จะเตรียมทุกอย่างไว้ครบครัน แต่มาถึงสถานที่ตรงนี่ก็ไม่ได้คิดที่จะเพลิดเพลินกับอะไร ดังนั้นแม้แต่โม่โส่วอีก็ยังเพียงนั่งเพ่งสมาธิไปยังลมหายใจอยู่บนก้อนหินใหญ่ราบเรียบที่อยู่ในบริเวณค่ายกลกระบี่เท่านั้น
แต่เมื่อตอนนี้ได้รับรายงาน ก็ค่อยๆ หันไปมองไปทางด้านนอกค่ายกลกระบี่พร้อมด้วยดวงตาที่ฉายแววสงสัย
ไม่ใช่ว่าเขารับรู้ถึงพลังยุทธ์ของทุกคนแล้ว แต่เขาจำชายหนุ่มที่เป็ผู้นำในหมู่ของพวกเขาได้ั้แ่แวบแรกที่มองต่างหาก ใน่หลายปีที่ผ่านมา เพื่อชีวิตในตระกูลของตัวเอง โม่โส่วอีจึงให้ความสนใจต่อคนปรุงโอสถในเทียนตูมาก แม้จะไม่ได้เป็เหมือนสมบัติล้ำค่าในตระกูล แต่สำหรับนายน้อยอัจฉริยะที่โด่งดังที่สุดในโลกเทียนตู มันก็ราวกับมีเสียงฟ้าผ่าที่ดังสะท้อนอยู่ในหูไม่มีวันหายไป และถึงขั้นหาโอกาสมาดูเขาจากระยะไกล ดังนั้นจึงจำเขาได้ทันทีที่เห็น
“เร็วเข้า เปิดค่ายกลกระบี่ต้อนรับผู้ใหญ่ทั้งสามท่านเข้ามา!” โม่โส่วอีกล่าวโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
เมื่อสมาชิกในตระกูลนั้นได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกใอยู่ไม่น้อย ในสถานที่เช่นนี้ ถือว่าโอบอ้อมอารีมากแล้วที่ไม่ถูกลงมือโจมตีจากคนแปลกหน้า ถึงกับกลับเปิดค่ายกลกระบี่ให้เลยโดยไม่ถามไถ่สักคำ ผู้เฒ่าใหญ่สะเพร่ามากไปหรือเปล่า?
“คำพูดของข้ามันไม่มีความหมายแล้วใช่หรือไม่?” โม่โส่วอีมองด้วยแววตาสงสัย ถามขึ้นอย่างเ็า
“ข้าจะไปเดียวนี้!” เมื่อคนกลุ่มนั้นเห็นสายตาที่แข็งกร้าวของผู้เฒ่าใหญ่ ต่างก็สะดุ้งใกลัวขึ้นมาทันที ก่อนจะทะยานบินไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหยิบเอาธงหนึ่งมาประกอบเข้ากับคาถา ทำการเปิดค่ายกลกระบี่ให้กับผู้มาเยือน
ลู่อวี่และพรรคพวกที่อยู่ห่างออกไปไกลก็สังเกตเห็นเหตุการณ์นี้กันแล้ว เฉินเสวียนยิ้มและกล่าวว่า “คนพวกนี้ถือว่ายังมีแววตาที่เฉียบแหลม!”
เวลานี้โม่โส่วอีก็ลุกขึ้นออกมาต้อนรับอย่างรวดเร็วแล้ว
“ยินดีต้อนรับคุณชายลู่และแขกผู้มาเยือน หากมีอะไรผิดพลาด โปรดยกโทษให้ด้วย ชายชราประมุขตระกูลโม่โม่โส่วอี เรียนเชิญ!”
โม่โส่วอีก็ถือว่าเป็คนที่มีประสบการณ์มาอย่างโชกโชนผู้หนึ่ง อีกทั้งยังเป็ประมุขของตระกูลด้วย แต่ก็ไม่แสดงอาหารถ่อมตัวจนดูน่าเกลียดเกินไป สร้างความประทับใจต่อลู่อวี่และพรรคพวกเป็อย่างมาก
“พวกข้ามารบกวนแล้ว ประมุขตระกูลโม่โปรดอภัยด้วย!” ลู่อวี่พูดและยิ้มอย่างเกรงใจ
“ที่ไหนกัน!” หลังจากที่คนทั้งหลายแลกเปลี่ยนถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันแล้ว โม่โส่วอีก็รีบเชิญทั้งสามคนเข้าไปด้านใน
“นึกไม่ถึงว่าถ้ำนักพรตโบราณที่ปรากฏขึ้นมานั้น จะทำให้คุณชายลู่ใได้ขนาดนี้ ยังคิดอยู่ว่าตระกูลและกองกำลังเล็กๆ เสียอีกที่ได้ทราบข่าว!” หลังจากโม่โส่วอีและทุกคนนั่งลง ในขณะที่หัวเราะและพูดออกมาอยู่นั้น ก็พูดหยั่งเชิงไปด้วย
ลู่อวี่เองก็ไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจ พูดตอบ “ข้ารู้เื่เข้าโดยบังเอิญ ออกเดินทางหาประสบการณ์มาที่ตระกูลสาขาแล้วทราบข่าวเข้าให้ ก็เลยเดินทางมาดู คิดไม่ถึงว่าถ้ำนักพรตโบราณนี้จะใหญ่โตถึงเพียงนี้ เห็นได้ชัดว่าต้องเป็นักพรตที่เก่งกาจมากผู้หนึ่ง ข้างในน่าจะพอมีสมบัติล้ำค่าอยู่!”
หลังจากเงียบไปชั่วครู่ ก็กล่าวเสริมขึ้นมาอีกว่า “แต่พวกข้ามาที่นี่เป็ครั้งแรกและเพิ่งจะทราบข่าว ก็เลยไม่ได้เตรียมตัวอะไรมา จึงเข้ามาทักทายหน่อย!”
ลู่อวี่พูดมีนัยแฝง แต่โม่โส่วอีกลับฟังแล้วเข้าใจอย่างชัดเจน แทนที่จะรู้สึกดีใจ เขากลับรู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่ง เหตุใดเขาถึงต้องทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อให้อายุยืนยาว? เพราะในตระกูลมีเขาเป็นักพรตระดับสูงเพียงคนเดียว หากเขาตายไป ตระกูลก็มีแนวโน้มที่จะล่มสลาย ดีที่สุดก็คงค่อยๆ ลดระดับเสื่อมถอยลง แต่ตอนนี้มันต่างกันไปแล้ว เพราะมีนายน้อยตระกูลลู่มาสอบถามหาข้อมูลกับเขา หากตัวเองสามารถบอกข้อมูลที่มีประโยชน์ให้ได้ แล้วเอาจุดนี้มาขอให้ตระกูลลู่ดูแลปกป้องตระกูลสักเล็กน้อย มันก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ตระกูลโม่ปลอดภัยไปได้หลายร้อยปีได้แล้ว
ดังนั้นหลังจากฟังที่ลู่อวี่สอบถามแล้ว เขาก็รีบพูดออกมาทันทีว่า “นายน้อยลู่เกรงใจกันไปแล้ว ข้าเป็ชายชราที่ใกล้จะหมดอายุขัยแล้ว ดังนั้นก็เลยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเดิมพันมันอีกสักครั้ง แต่ท่านก็รู้ ตระกูลเล็กๆ เช่นเรา หากอยากได้ประโยชน์อะไรจากตรงนี้ มันยากยิ่งกว่าขึ้น์เสียอีก!”
“ถือเป็เกียรติอย่างยิ่งของตระกูลโม่ที่ได้ให้ข้อมูลอันมีค่าแก่นายน้อยตระกูลลู่ หวังเพียงว่าหลังจากที่ค่ายกลกระบี่ถูกทำลายไปแล้ว นายน้อยลู่จะสามารถดูแลปกป้องและให้ความคุ้มครองต่อเราได้!”
เมื่อลู่อวี่เห็นว่าโม่โส่วอีไม่ได้กล่าวอ้างแต่มีน้ำเสียงที่จริงใจ ก็รู้สึกพอใจเป็อย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น เงื่อนไขที่ตระกูลโม่เสนอนั้นมานั้นเป็เื่ที่ธรรมดานัก ซึ่งมันไม่ใช่เื่ยากอะไรมากไปสำหรับลู่อวี่และพรรคพวก ดังนั้นจึงถือโอกาสนี้กล่าวขึ้น “ประมุขตระกูลโม่เป็คนปากเร็วใจถึง มันทำให้ลู่อวี่รู้สึกประทับใจนัก ในเมื่อประมุขตระกูลโม่พูดเช่นนี้ออกมาแล้ว ลู่อวี่ก็ขอตกปากรับคำเลยแล้วกัน เพียงประมุขตระกูลโม่ให้ข้อมูลที่ทำให้ข้าพอใจได้ หลังจากเข้าไปในถ้ำนี้ได้แล้ว ก็ให้ตามติดข้าไว้ก็พอ ถึงเวลาเมื่อทำตามที่ตระกูลโม่เสนอมาให้ สามารถแบ่งผลประโยชน์ส่วนหนึ่งไปได้ ไม่ทราบว่าประมุขตระกูลโม่คิดเห็นอย่างไรกับข้อเสนอของข้า!?”
โม่โส่วอีพยักหน้า แสดงอาการดีใจจนออกนอกหน้าพร้อมกับพูดว่า “คำไหนคำนั้น!”
สมาชิกหลายคนของตระกูลโม่ที่ยืนอยู่ด้านข้าง ตอนนี้ก็รู้แล้วว่า ชายหนุ่มตรงหน้าผู้นี้ก็คือนายน้อยตระกูลลู่ของเจ็ดตระกูลใหญ่ของเทียนตูจริงๆ ซึ่งมันทำให้พวกเขาค่อนข้างจะหวาดกลัวไม่น้อย
ตระกูลใหญ่ทั้งเจ็ดในเทียนตู คือกองกำลังระดับสูงในเทียนตู นับว่าเป็ตระกูลใหญ่ที่ร่ำรวยอย่างแท้จริง ในบรรดาตระกูลใหญ่ทั้งเจ็ดที่ยืนยันสถานะของนายน้อยก็มีเพียงตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋นเท่านั้น ดังนั้นเมื่อเทียบสถานะของนายน้อยตระกูลลู่กับผู้สืบทอดต่อของตระกูลใหญ่ทั้งเจ็ดแล้วจึงไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกัน ดังนั้นคำพูดที่พูดออกมาจึงมีน้ำหนักมากกว่าเป็ปกติอยู่แล้ว
“หากเช่นนั้น ก็รบกวนประมุขโม่เล่าเื่ถ้ำนักพรตโบราณนี้ให้ฟังด้วย!” ลู่อวี่ยิ้มพลางพูดไปพลาง
เมื่อเฉินเสวียนเห็นและทันทีที่โบกมือก็มีโต๊ะหยกที่ทำจากหยกทองคำเขียวตั้งบนพื้นที่โล่งปรากฏท่ามกลางผู้คนทันที จากนั้นก็มีจอกสุราสองสามจอก พร้อมด้วยผลไม้และสุราวิเศษมาวางไว้
ลู่อวี่ก็กล่าวออกมาเล็กน้อย “วันดีๆ ที่มีหิมะสีขาว พวกเรามาพูดคุยกัน ก็จำเป็ต้องมีสุราดีๆ สักหน่อยสิ เรียนเชิญ!”
โม่โส่วอีแอบรู้สึกประหลาดใจ ไม่เสียแรงที่มาจากตระกูลใหญ่จริงๆ แม้ว่าจะพาคนมาด้วยไม่เยอะ อาศัยสง่าราศีเพียงอย่างเดียวก็ไม่ใช่สิ่งที่ตระกูลเล็กๆ จะเทียบติดได้แล้ว
เพียงผลไม้ไม่กี่จานที่อยู่บนโต๊ะ ต่อให้ขายทั้งตระกูลโม่ทิ้งก็คงซื้อมาได้ไม่เท่าไร นี่แสดงให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างตระกูลของตัวเองและตระกูลชั้นนำในเทียนตูว่าห่างไกลกันเพียงไหน
“ต้นกำเนิดที่แน่นอนของถ้ำนักพรตโบราณนี้จริงๆ แล้ว ชายแก่เช่นข้าก็ไม่สามารถที่จะตรวจหาหลักฐานมาให้ได้ หากพิจารณาจากอาจารย์ค่ายกลกระบี่โจวที่เชิญตัวมาแล้ว ค่ายกลกระบี่นี้น่าจะถูกดัดแปลงมาจาก ‘ค่ายกลกระบี่สลักทองแปดประตู’ ที่เป็ค่ายกลกระบี่โบราณที่มีชื่อเสียงแขนงหนึ่ง เดิมทีค่ายกลกระบี่นี้เป็ค่ายกลกระบี่กับดักแขนงหนึ่ง แต่ตอนนี้หลังจากถูกเ้าของถ้ำปรับแก้แล้ว ทำให้มีกลยุทธ์ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ ถือว่าเป็ค่ายกลกระบี่ที่สร้างความสับสนและตัดพลังจิตได้ด้วย ซึ่งเห็นได้ว่า เ้าของ ของถ้ำนี้ต้องมีความรู้ระดับปรมาจารย์ค่ายกลกระบี่แน่นอน”
โม่โส่วอีไม่แม้แต่จะเกรงใจเช่นกัน เขายกจอกสุราวิเศษชูมือไปทางลู่อวี่แบบไร้ความยำเกรง แล้วดื่มรวดเดียวหมด จากนั้นค่อยๆ เล่าถึงข่าวที่ตัวเองรู้มาให้ฟัง และคาดคะเนเหตุการณ์ไปด้วย
“โดยเฉพาะค่ายกลกระบี่ป้องกันูเานี้ เดิมทีมันน่าจะเป็การป้องกันชั้นที่สอง การป้องกันชั้นแรกน่าจะเป็ค่ายกลกระบี่เขาวงกตใหญ่และกว้างที่อยู่บริเวณรอบนอก อาจเนื่องด้วยกาลเวลาที่ผ่านมานานมาก หรือเหตุผลอื่นๆ เมื่อค่ายกลกระบี่ที่อยู่บริเวณรอบนอกนี้ค่อยๆ สูญเสียประสิทธิภาพไป และใช้ไม่ได้แล้วในตอนนี้ แต่เห็นได้ชัดเลยว่าอาจารย์ค่ายกลกระบี่ผู้นั้น ได้เชื่อมโยงเอาค่ายกลกระบี่เขาวงกตด้านนอกกับค่ายกลกระบี่สลักทองแปดประตูที่ถูกปรับเปลี่ยนข้างในเข้าด้วยกัน ทำให้ค่ายกลกระบี่ด้านนอกถูกทำลายหรือสูญเสียการทำงานเดิมไป แต่ก็ยังคงรักษาพลังส่วนเล็กๆ เอาไว้ มันจึงส่งผลให้เมฆและหมอกที่นี่ยังคงสร้างความสับสนและตัดพลังจิตของผู้คนได้
เมื่อได้ยินเขาพูดมาเช่นนี้ เฉินเสวียนที่อยู่ด้านข้างก็เข้าใจทันที จึงพูดออกมาว่า “ไม่น่าเล่า เมฆและหมอกนี้ถึงได้แปลกๆ เช่นนี้ หากไม่มีลมแปลกๆ พัดกรรโชกมาเมื่อครู่นี้ พวกเรานึกว่าเป็คนแรกที่มาเสียอีก!”
