ชาร์ลส์และไมเคิลเร่งฝีเท้าไปตามแนวหินที่ทอดยาว พื้นดินเป็โคลนเหลวผสมกำมะถัน น้ำฝนที่เพิ่งหยุดตกทำให้พื้นลื่นและเหนียวหนืด เสียงฝีเท้าเหยียบย่ำลงบนพื้นดินเปียกชื้นดังแ่เบา แต่ด้วยความเร่งรีบ พวกเขาไม่มีเวลามาสนใจนอกจากจะมุ่งหน้าต่อไป
การวิ่งผ่านซอกหินและก้อนหินที่กระจัดกระจายยิ่งทำให้ไมเคิลเหนื่อยล้า เขาที่ไม่คุ้นเคยกับการวิ่งในสภาพแวดล้อมเช่นนี้เริ่มสะดุดล้มบ่อยครั้ง ขาหนักอึ้งและอ่อนแรง ลมหายใจหอบถี่ขึ้นทุกขณะ
การหลบหนีครั้งนี้ไม่ง่ายเลยสำหรับไมเคิล ผู้ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในห้องทดลอง ไม่เคยผ่านการฝึกฝนร่างกายหรือการต่อสู้ กล้ามเนื้อของเขาเริ่มเ็ปและอ่อนล้าลงทุกย่างก้าว
"เร็วเข้า เราต้องไปให้ถึงจุดที่ทิ้งม้าไว้" ชาร์ลส์กระซิบเสียงต่ำด้วยความกระวนกระวาย
ไมเคิลพยายามสุดความสามารถที่จะตามให้ทัน ก้าวเท้าอย่างทุลักทุเล เหงื่อซึมท่วมใบหน้า อายุวัยกลางคนและร่างกายที่ไม่เคยออกกำลังทำให้เขาเหนื่อยล้าอย่างรวดเร็ว
เสียงฝีเท้าของพวกคนเฝ้าดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ชาร์ลส์ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวและเสียงย่ำที่หนักแน่นขึ้น พวกมันกำลังไล่ตามมาติดๆ แม้ชาร์ลส์จะเร่งฝีเท้าได้ แต่เขารู้ดีว่าไมเคิลทำไม่ได้
จู่ๆ ไมเคิลก็สะดุดล้มลงบนพื้นโคลน พยายามลุกขึ้นแต่ร่างกายไม่ตอบสนอง กล้ามเนื้อปวดระบมจนแทบขยับไม่ได้ ชาร์ลส์หยุดและหันกลับมามองอย่างรวดเร็ว ใจหนึ่งรู้ดีว่าการหยุดตอนนี้อาจทำให้ถูกจับได้ แต่เขาก็ไม่อาจทิ้งชายผู้ถือความลับสำคัญไว้เื้ั
ชาร์ลส์วิ่งกลับไปหาไมเคิล คว้าแขนพยุงขึ้น "ลุกขึ้น เราต้องไปต่อ" แต่ร่างของนักวิจัยไม่ขยับตามแรงดึง
"สงสัยมาสักพักแล้ว" ไมเคิลแหงนหน้ามองนักสืบหนุ่ม "คุณเป็ใครกันแน่"
"ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาถามเื่นั้น เราต้องรีบหนีก่อนที่พวกมันจะตามทัน" ชาร์ลส์เอ่ยพลางพยายามฉุดอีกฝ่ายให้ลุกขึ้น
"ไม่! นี่เป็คำถามสำคัญ" ไมเคิลยืนกราน "ผมเห็นคุณใช้เวทมนตร์ตอนสู้ในสุสาน"
ด้วยคำถามที่ดันทุรังในสถานการณ์เร่งด่วน ชาร์ลส์จึงตัดสินใจใช้พลังกับไมเคิล หวังให้เขาเผลอและลืมความสงสัยไปชั่วขณะ
"รีบไปกันเถอะ ก่อนที่พวกมันจะตามมาทัน" ชาร์ลส์พยายามพยุงอีกครั้ง
"ก่อนหน้านี้ในสุสานเขาใช้เวทมนตร์ได้" ไมเคิลพึมพำ สายตาเลื่อนลอย "คนที่พาเราหนีเป็ใครกันแน่ แค่ผู้ใช้เวทมนตร์ธรรมดา หรือพวกกลุ่มแปรอักษร..."
ชาร์ลส์เห็นว่าการทำให้เผลอไม่ได้ผล ซ้ำยังทำให้นักวิจัยจิตใจล่องลอยจนลืมอันตรายที่กำลังเผชิญ
'ไม่ได้การแล้ว' นักสืบหนุ่มมองซ้ายขวา ผ่านแนวหินที่ทอดยาวและต้นไม้แห้งตายที่ทอดเงาทะมึน 'ทิ้งไว้ที่นี่เลยดีไหม? แล้วหนีไปคนเดียว'
เสียงฝีเท้าและกีบม้าดังใกล้เข้ามา แสงไฟขยายวงกว้างขึ้นในระยะสายตา บ่งบอกว่าเวลาเหลือน้อยเต็มที
'ทิ้งก็ทิ้ง ดีกว่าถูกจับและถูกฆ่า ต่อให้สูญเสียเบาะแสสำคัญ แต่ถ้ายังไม่ตายก็เริ่มสืบใหม่ได้ ส่วนจะอธิบายกับครอบครัวเขายังไง ค่อยคิดทีหลัง'
เมื่อตัดสินใจได้ ชาร์ลส์ปล่อยมือจากนักวิจัยที่ยังคงจมอยู่กับภวังค์ความคิด ทิ้งผู้ที่เป็เบาะแสสำคัญที่สุดไว้ตรงนั้น
ชายหนุ่มสะบัดแขนวิ่งออกไปเต็มฝีเท้า แต่วิ่งได้เพียงไม่กี่ก้าว กลุ่มผู้ไล่ล่าก็ปรากฏตัวจากเงามืดของก้อนหินและต้นไม้แห้งตาย พวกมันล้อมวงปิดทางหนีไว้หมดแล้ว
ชาร์ลส์หยุดชะงักเมื่อเห็นกลุ่มคนที่ล้อมรอบ เขานับจำนวนคนอย่างรวดเร็ว ทั้งคนแต่งกายธรรมดาและชุดผู้คุมเหมือง มีคนถือคบไฟส่องสว่างอยู่ราวสิบกว่าคน แต่ในความมืดอาจมีคนซ่อนอยู่มากกว่านั้น บางคนขี่ม้า บางคนถือปืน บางคนถืออาวุธประชิดตัว
'มีเ้าหน้าที่เป็คนของพวกมันจริงด้วย' ชายหนุ่มประเมินสถานการณ์ในใจ 'เยอะเกินไป ถึงจะใช้พลังทำให้พวกมันเผลอได้ แต่มีคนมากขนาดนี้จัดการได้ไม่หมดแน่ ต้องมีคนที่รอดพ้นจากพลังของเรา แล้วยิงเราทิ้ง อีกอย่างพลังของเราคงไม่มากพอที่จะจัดการกับคนทั้งหมดนี้ได้'
ชาร์ลส์รู้ดีว่าแม้เขาจะเป็ผู้ยกระดับตัวตนจนมีพลังที่เหนืุ์ธรรมดา แต่สมรรถภาพทางร่างกายไม่ได้เพิ่มขึ้นด้วย ยังคงมีขีดจำกัดเช่นเดียวกับมนุษย์ทั่วไป ต่อให้ฝืนใช้พลังจนจัดการคนทั้งหมดนี้ได้ แต่ก็เสี่ยงเกินไปจนอาจถูกพลังกลืนกินอีก
"ยอมแพ้เถอะ" เสียงทุ้มดังขึ้นจากคนในกลุ่ม "ไม่มีทางรอดแล้ว"
ชาร์ลส์กวาดตามองรอบตัว สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว ถ้าจะสู้ก็ต้องรู้ว่าจะเริ่มจากทิศไหน ถ้าจะหนีก็ต้องรู้ว่าจะแหวกวงล้อมตรงไหน หรือจะทั้งสู้ทั้งหนี ฝ่าวงล้อมออกไปแล้วค่อยหาทางเอาตัวรอด แต่ไม่ว่าจะเลือกทางไหน เวลาตัดสินใจก็เหลือน้อยลงทุกที
เหล่าผู้ไล่ล่าเริ่มเข้ามาใกล้เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มไม่ยอมฟังคำเตือน พวกเขาขยับเข้ามาเพื่อกดดันพร้อมจะเปิดฉากโจมตี
ชาร์ลส์ถอยหลังไปชนหินก้อนใหญ่ ก่อนจะกระตุกตัวด้วยความใเมื่อเสียงเตือนจากนาฬิกาดังขึ้นในหัว พร้อมกับเสียงย่ำเท้าที่แปลกไป ฝีเท้าของผู้ไล่ล่าที่ขยับมาใกล้เงียบหายไปในพริบตา
จู่ๆ ชายคนหนึ่งในกลุ่มก็ล้มลงกับพื้นโดยไม่ทันได้ส่งเสียงร้อง อาวุธและตะเกียงในมือกระแทกพื้นโคลน เหล่าพรรคพวกหันมามองด้วยความใ แต่เหตุการณ์ประหลาดยังไม่จบ ชายคนที่สองก็ล้มลงตามติดๆ ของเหลวสีแดงเข้มสะท้อนแสงไฟไหลออกจากลำคอ ราวกับถูกของมีคมเฉือน
"เกิดอะไรขึ้น!" หนึ่งในกลุ่มะโอย่างตื่นตระหนก พยายามมองหาต้นตอของเหตุการณ์ประหลาด แต่ไม่อาจระบุที่มาได้ จึงหันสายตากลับมาที่ชายแปลกหน้ากลางวงล้อม ผู้เป็ที่ต้องสงสัยที่สุดในสถานการณ์นี้
ชายผู้นั้นเล็งปืนไปที่ชาร์ลส์ แต่ก่อนที่นิ้วจะทันกดไก ประกายโลหะสีเงินก็วาบผ่านสายตา มันตัดแขนของเขาขาดออก ตามมาด้วยการมองเห็นรอบตัวหมุนคว้าง เขาเห็นสีหน้าตกตะลึงของเพื่อนร่วมงานเหนือแสงตะเกียงเป็ภาพสุดท้าย
แสงจันทร์ที่ลอดผ่านเมฆทึมสาดส่องให้เห็นเพียงเงาดำทะมึนที่ยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อม ราวมัจจุราช อากาศชื้นผสมกลิ่นกำมะถันพัดผ่าน พาเอากลิ่นคาวเืและความตายมาปะทะใบหน้า เมื่อเขาก้าวออกมาจากเงามืด แสงไฟจากตะเกียงสะท้อนกับดาบที่เปื้อนเืในมือ หยดเืหยดลงบนพื้นโคลน
เมื่อคนผู้นี้ปรากฏตัว ทุกคนในที่แห่งนี้ได้รู้แล้วว่าต้นตอของเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นคือสิ่งใด ดาบสีเงินเปื้อนโลหิตในมือของเขาเป็หลักฐานอย่างดี
กลุ่มผู้ไล่ล่าไม่รีรอ พวกเขารีบประเคนะุใส่ร่างปริศนา ผู้ที่เป็ตัวตนอันตราย ผู้มาเยือนด้วยความไม่ประสงค์ดี และผู้ที่พรากชีวิตเพื่อนร่วมงานของพวกเขาไป
ชาร์ลส์รีบทิ้งตัวหมอบลงกับพื้นโคลน เอาตัวรอดหลบะุที่พุ่งมา จากความโกลาหล บางคนในกลุ่มหลบทัน บางคนถูกะุเฉี่ยวจนได้แผล แต่ไม่มีใครเสียชีวิต
หลังสิ้นเสียงจากกระบอกปืน ม่านควันจางลง ความเงียบเข้าปกคลุม ทุกคนพยายามมองหาร่างในชุดคลุม แต่กลับไม่พบแม้แต่ศพ หรือร่องรอยว่าเคยยืนอยู่ตรงนั้น
เสียงร้องด้วยความเ็ปดังขึ้น ทำลายความสงบที่เพิ่งจะเกิด ผู้คนล้มตายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เสียงกรีดร้องดังมาจากทุกทิศ บางครั้งใกล้ บางครั้งไกล บางคนเห็นร่างปริศนาแวบหนึ่ง แต่เมื่อกะพริบตาเขาก็หายไป แล้วปรากฏขึ้นอีกที่จุดใหม่โดยไม่มีใครตั้งตัว สังหารทีละคนด้วยดาบคมกริบในมือ ราวกับสามารถปรากฏตัวที่ไหนก็ได้ในชั่ววินาที
เขาผุดขึ้นที่ด้านหลังชายในชุดเ้าหน้าที่ ฟันลงอย่างเงียบกริบโดยไม่มีใครทันสังเกต ก่อนจะหายวับไปอีกครั้ง แล้วปรากฏขึ้นที่ใหม่ จัดการเหยื่อรายต่อไป เงียบและรวดเร็วจนไม่มีใครรับมือทัน
ผู้คนที่เหลือถอยหลังชนก้อนหินใหญ่ ลมหายใจหอบถี่ กำอาวุธในมือแน่น ร่างสั่นด้วยความหวาดกลัว พยายามระแวดระวังจากสามทิศทาง ทั้งซ้าย ขวา และด้านหน้า
ทันใดนั้น ร่างในชุดคลุมก็ปรากฏขึ้นตรงกลางวงล้อมของผู้รอดชีวิตที่เหลือ พวกเขาหันมาเล็งอาวุธใส่เป้าหมายพร้อมกัน คนผู้นั้นไม่แม้แต่จะขยับหลบ เพียงยืนนิ่งอยู่กับที่ ปล่อยให้ะุจากปืนทุกกระบอกพุ่งเข้าใส่ร่างของเขา
แต่ทุกนัดกลับทะลุผ่านร่างนั้นไปราวกับยิงใส่อากาศธาตุ บางนัดพุ่งไปถูกเพื่อนร่วมงานที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม เสียงร้องด้วยความเ็ปดังขึ้นอีกครั้ง
เมื่อม่านควันจางลง ร่างในชุดคลุมยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไร้ร่องรอยาแใดๆ เขายกดาบขึ้นช้าๆ ชี้ไปทางผู้รอดชีวิตที่เหลือ ก่อนจะหายไปอีกครั้ง
เวลาผ่านไปพักหนึ่ง เสียงร้องด้วยความเ็ปและหวาดกลัวดังมาไม่ขาดสาย ผู้รอดชีวิตที่เหลือทั้งหมดสิ้นใจลง คอถูกฟันขาด้วยดาบคมกริบ
ชาร์ลส์ที่หมอบอยู่กับพื้นลุกขึ้นยืนช้าๆ มองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง ร่างไร้ชีวิตนอนเกลื่อนกลาด โลหิตไหลซึมลงสู่พื้นโคลน
ร่างในชุดคลุมหันมาทางชาร์ลส์ แสงจันทร์ที่ลอดผ่านหมอกกำมะถันและเมฆทึมสาดส่องให้เห็นใบหน้าใต้ผ้าคลุมเลือนราง ดวงตาเยือกเย็นและไร้ความปรานี ไมเคิลที่ได้สติกลับมาและเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ถึงกับสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวเมื่อเห็นใบหน้านั้นชัดเจน ดวงตาฉายแววสับสนและตื่นตระหนก
"ไม่! นั่นมัน...!" แต่ก่อนที่คำพูดจะจบ ร่างในชุดคลุมก็ละลายหายเข้าไปในความมืด
แล้วทันใดนั้น เขาก็ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าไมเคิล ก่อนที่อีกฝ่ายจะทันตั้งตัว ร่างของนักวิจัยก็ถูกกระแทกเข้ากับต้นไม้แห้งตายอย่างรุนแรงจนเสียงดังลั่น มือของคนปริศนากำหมุดโลหะขนาดพอเหมาะ แล้วแทงมันเข้าที่มือของไมเคิลอย่างฉับพลัน ตรึงร่างนั้นไว้กับลำต้นที่ผุพัง
ไมเคิลร้องด้วยความเ็ป ร่างกายสั่นสะท้านจากแรงปะทะและความเจ็บแปลบที่แล่นปราด เืไหลซึมออกจากแผลที่มือ ร่างกายของเขาอ่อนระโหยโดยแทบขยับไม่ได้
ร่างในชุดคลุมยืนนิ่งมองร่างที่ถูกตรึงไว้กับต้นไม้แห้งตาย เืจากแผลค่อยๆ ไหลซึมลงมาตามเนื้อไม้ผุ ผสานกับน้ำฝนที่เพิ่งหยุดตก
ชาร์ลส์ยืนนิ่ง มองภาพตรงหน้าด้วยความตะลึง ระหว่างหมอบหลบะุก่อนหน้านี้ เขาได้เห็นพลังที่ทะลุผ่านวัตถุของคนปริศนาผู้นั้น มันคล้ายกับพลังของสมาชิกแปลอักษรคนหนึ่งที่เขาเคยต่อกรด้วย แต่คนผู้นี้ทรงพลังและอันตรายกว่า
แสงจันทร์ลอดผ่านหมอกและเมฆทึม สาดส่องลงมายังพื้นที่ที่เต็มไปด้วยร่างไร้ชีวิต เป็พยานให้กับเหตุสังหารที่เพิ่งจบลง โลหิตที่ไหลนองผสมกับน้ำฝนและแร่กำมะถัน กลายเป็สายธารสีแดงเข้มที่ไหลไปตามร่องหินและแอ่งน้ำ
