ถึงแม้หูเอ้อร์จะดูทรมาน แต่ในอีกแง่เขาก็ดูมีความสุข เหงื่อเย็นไหลรินบนหน้าผากพลางกล่าวชม “ข้าชอบคนที่ไม่ยอมก้มหัวเช่นเ้านัก! ไม่เหมือนกับพวกในหอนางโลม!”
“ร้านนี้ไม่ต้อนรับ ขอเชิญท่านออกไป!”
หูเอ้อร์พยุงตัวกับโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก เขาหัวเราะเยาะ “ถามพี่น้องข้าหรือยัง ร้านโทรมๆ นี้ก็ถึงเวลาซ่อมแซมเสียที! เอาล่ะ พวกเ้าไปช่วยคุณหนูรื้อร้านซะ”
ทันทีที่ดีดนิ้ว ลูกน้องของเขาก็เปิดม่านพุ่งเข้ามาด้วยใจที่ปลุกเร้า ร้านโทรมๆ ที่เดิมก็คับแคบอยู่แล้ว บัดนี้กลับแน่นขนัดไปด้วยผู้คน ลูกน้องแต่ละคนมีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ พวกมันรังควานแขก บางคนถึงกับจ้องจะขโมยถุงเงินของแขก
“นี่ เ้าดูร่ำรวยดีนี่” ลูกน้องคนหนึ่งพูดกับชายหัวโล้นผู้มั่งคั่งพลางลูบมีดสั้นในมือ
หากปล่อยให้แขกถูกปล้นในร้านตัวเองเช่นนี้ ต่อไปร้านโทรมๆ นี้คงจะจบสิ้นแน่ เสี่ยวอวี้เริ่มเสียใจกับความบุ่มบ่ามของตนเอง นางพูดด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน “บอกให้พวกเขาหยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
“งั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าเ้ารู้จักทำตัวอย่างไรแล้ว” หูเอ้อร์ยิ้มอย่างเ้าเล่ห์พลางกางแขนออก
เสี่ยวอวี้ลังเล ในเวลานี้ น้องชายของนางก็ถูกควบคุมตัวโดยลูกน้องคนหนึ่ง เสี่ยวไฉพยายามดิ้นรนพลางะโ “ปล่อยข้า! พี่สาว! อย่าสนใจข้า! หนีไปเร็ว!”
ลูกน้องรายงาน “เ้าเด็กนี่คิดจะใช้มีด ข้าเลยจับมันไว้”
บัดนี้ ไม่เพียงแต่ชื่อเสียงของร้านเท่านั้น แม้แต่น้องชายก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของหูเอ้อร์ เสี่ยวอวี้ที่ไม่มีทางเลือกอื่นได้แต่มืดหูมืดตา ดวงตาที่สดใสพลันหมองลง นางยิ้มแห้งๆ ก่อนจะยอมแพ้ เตรียมเดินเข้าไปในอ้อมกอดของหูเอ้อร์ทีละก้าว
หูเอ้อร์ที่แผนการสำเร็จกำลังคิดว่าคืนนี้จะย่ำยีเสี่ยวอวี้เช่นไร ทันใดนั้นลูกน้องคนหนึ่งก็ถูกต่อยจนล้มลงกับพื้น อีกฝ่ายตวาดด้วยความโกรธ “น้ำลายเ้ากระเด็นโดนเนื้อย่างข้า!!!”
ร้านโทรมๆ ที่เดิมทีเสียงดังโหวกเหวกก็เงียบลงในทันที สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปที่โต๊ะของลู่เต้า
หนึ่งนาทีก่อนหน้า
ลู่เต้าที่กำลังดื่มด่ำกับอาหารอันโอชะไม่ได้สนใจว่าหูเอ้อร์และลูกน้องบุกเข้ามา
เขาดื่มด่ำกับการกินข้าวพร้อมกับเนื้อย่าง และจิบน้ำน้ำแกงไก่เป็ครั้งคราว ความรู้สึกอิ่มเอมนี้ช่างบอกไม่ถูก
“แบบนี้ถึงจะเรียกว่ากินข้าว” ลู่เต้ากล่าวด้วยความพึงพอใจ
ลูกน้องคนหนึ่งเห็นว่าแขกคนอื่นๆ ต่างก้มหน้าหลบเลี่ยง มีเพียงลู่เต้าที่ยังคงกินข้าวอย่างมีความสุข เขาจึงรู้สึกว่าถูกดูแคลน เลยเดินไปตรงหน้าลู่เต้าแล้วผลักเขา
“ยังจะกินอยู่อีก! เ้า! เอาถุงเงินออกมา!”
่เวลาแห่งความสุขในการกินข้าวถูกขัดจังหวะ ลู่เต้าได้สติกลับมาก็พบว่ามีคนหน้าตาเหมือนอันธพาลกำลังพูดจาเสียงดัง “เ้าหูหนวกหรืออย่างไร”
ขณะที่ลูกน้องคนนั้นพูด น้ำลายก็กระเด็นโดนเนื้อย่างที่ลู่เต้ายังกินไม่หมด ความพิโรธส่งให้เขาร้องลั่น แล้วต่อยอีกฝ่ายอย่างแรงพร้อมเปล่งเสียงแห่งความโกรธ “น้ำลายเ้ากระเด็นโดนเนื้อย่างข้า!!!”
หูเอ้อร์มองลูกน้องที่หมดสติไปกับพื้น ก็รู้สึกเหมือนถูกที่ตบหน้า เขาแอบด่าในใจ “เ้าหนู บังอาจมากล้ามาอาละวาดในถิ่นของข้าหูเอ้อร์ผู้นี้หรือ!”
เขาส่งสายตาให้ลูกน้องอีกคนหนึ่งชักมีดออกมาแทงลู่เต้า แต่อีกฝ่ายหลบได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะเหวี่ยงหมัดโต้กลับ
เสียงดังอู้อี้ ลูกน้องที่ถือมีดสลบไปกับพื้นทันใด
ลู่เต้าเองก็ไม่คิดว่าจะง่ายดายเช่นนี้ ดูเหมือนว่า่เวลาที่แบกหินก้อนั์นั้นไม่ได้สูญเปล่า ร่างกายที่ผ่านการฉีกขาดและฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องนั้นแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปนัก
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่เป็ไปตามที่คาดไว้ หูเอ้อร์จึงรีบสั่งลูกน้อง “รุมมัน!”
เห็นเพื่อนสองคนถูกจัดการอย่างง่ายดาย ลูกน้องคนอื่นๆ ก็เริ่มหวาดกลัว แม้หัวหน้าจะเร่งเร้าหลายครั้ง แต่พวกเขาก็ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่กล้าแม้เขยื้อนกาย
“พวกไร้ประโยชน์!” หูเอ้อร์ไม่ได้ด่าออกมา เพราะตอนนี้ยังต้องพึ่งพวกมันรักษาหน้าตา
หากหัวหน้าอย่างเขายอมถอยในเวลานี้ ต่อไปคงไม่มีใครเห็นหูเอ้อร์อยู่ในสายตาอีก เขาจะเสียศักดิ์ศรีทั้งหมด ดังนั้นเขาจึงแสร้งทำเป็โชว์มีดที่เหน็บอยู่ที่เอว และคิดในใจ “ต่อให้เ้าเก่งกาจแค่ไหน ข้าถือมีดอยู่ ก็ยังคงฟันเ้าได้อยู่ดีไม่ใช่หรือ”
หูเอ้อร์กอดอกแล้วพูดด้วยท่าทางโอหัง “เ้าหนู กล้ามากนะ! ถึงขั้นกล้าทำร้ายคนของข้าหูเอ้อร์? คุกเข่าให้ข้าซะ! แล้วข้าจะคิดบัญชีเ้าอย่างดี!”
“อะไรนะ” สีหน้าลู่เต้าเปลี่ยนไปอย่างน่าหวาดผวา เขาชี้ไปที่เนื้อย่างเปื้อนน้ำลายก่อนจะได้กิน แล้วพูดอย่างโกรธแค้น “คนที่ควรคิดบัญชีน่าจะเป็ข้าต่างหาก!?”
“โอ้? งั้นก็อย่าโทษข้าแล้ว” หูเอ้อร์ชักมีดทางขวาออกมาฟันเข้าใส่หัวลู่เต้า แขกคนอื่นๆ ต่างก็ใจสั่นระรัว เสี่ยวอวี้ปิดตาน้องชาย ส่วนตัวเองก็หลับตาหันหลังกลับไป ไม่กล้ามองดู
ลู่เต้าเปิดช่องว่างกลางลำตัว ทั่วร่างเต็มไปด้วยจุดอ่อน เดิมทีการฟันครั้งนี้น่าจะสำเร็จได้โดยง่าย แต่หูเอ้อร์ไม่คิดว่าขณะที่กำลังฟันลงมาครึ่งทางกลับหยุดชะงัก เขาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความใ พบว่าลู่เต้าใช้มือซ้ายรับมีดของเขาได้อย่างง่ายดาย
“บัดซบ...” หูเอ้อร์กำด้ามมีดแน่นแล้วออกแรงอีกครั้ง แต่มีดกลับถูกแขนของลู่เต้าหนีบเอาไว้แน่น ไม่ว่าจะออกแรงเท่าใด ใบมีดก็มิอาจขยับไปข้างหน้าได้แม้แต่นิด
หูเอ้อร์ที่มั่นใจในพละกำลังของตัวเองตกตะลึง “อะไรนะ!?”
“นี่! เ้าทำแบบนี้จะโดนแขกคนอื่นๆ ในร้าน! ยึด!”
ลู่เต้ารวบรวมพลังปราณไว้ที่ปลายนิ้ว แล้วดีดไปที่ใบมีด มีดยาวที่ทำจากเหล็กกล้ากลับถูกดีดจนหักออกเป็สองท่อน
ทุกคนต่างตกตะลึง หูเอ้อร์ยืนนิ่งอยู่นานกว่าจะได้สติกลับมา เขารู้สึกหวาดผวาในใจ “แย่แล้ว พลังเหนืุ์เช่นนี้ เกรงว่าคนผู้นี้จะเป็ผู้ฝึกตน!”
เมื่อคิดถึงเื่นี้ ขาของหูเอ้อร์ก็สั่นเทา เขาเป็อันธพาลในเมืองก็จริง แต่ก็เลือกกลั่นแกล้งเฉพาะคนที่อ่อนแอกว่า หากเจอคนที่เก่งกว่าก็จะหลบเลี่ยง เพื่อไม่ให้ขายหน้าลูกน้องหากต้องสู้กันจริงๆ
ระหว่างคนธรรมดากับผู้ฝึกตนนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
ตลอดมาเขายึดถือหลักการนี้ในการใช้ชีวิต ใครจะคิดว่าวันนี้จะพลาดท่าให้กับลู่เต้าที่ดูธรรมดาคนนี้
ลู่เต้าใช้ใบมีดที่หักแล้วจ่อที่คอหูเอ้อร์แล้วถามว่า “เป็อย่างไรบ้าง บัญชีนี้เ้าอยากคิดเช่นไร”
หูเอ้อร์เองก็รู้จักกาลเทศะ เมื่อเห็นว่าสู้ไม่ได้ จึงคุกเข่าลงกับพื้น และยกมือขึ้นขอความเมตตา “ท่านพี่ ข้าผิดไปแล้ว! ข้าไม่คิดว่าจะมารบกวนท่านที่กำลังรับประทานอาหารอยู่!”
“พาลูกน้องของเ้าไสหัวไป อย่าให้ข้าเจอเ้าอีก!” ความแค้นที่อาหารถูกทำลายทำให้ใบมีดคมกริบกรีดิัที่คอของหูเอ้อร์จนมีเืไหลซึมออกมาเป็ทางยาว
หูเอ้อร์ใจนรีบคลานหนีไป ส่วนลูกน้องเมื่อเห็นว่าหัวหน้าหนีไปแล้ว ต่างก็พากันแตกกระเจิง พวกมันแบกเพื่อนสองคนที่สลบไปแล้ววิ่งออกจากประตูไปอย่างรวดเร็ว เกรงว่าลู่เต้าจะเปลี่ยนใจในทันที
หลังจากไล่หูเอ้อร์ไปแล้ว แขกในร้านก็รีบจ่ายเงินแล้วจากไป
“หูเอ้อร์ไปแล้ว ทุกท่านรับประทานอาหารต่อเถอะ” เสี่ยวอวี้พยายามรั้งเอาไว้
“ไม่ล่ะ อันธพาลอย่างพวกมันคงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ข้าค่อยมาใหม่วันหลังก็แล้วกัน” ก่อนจากไป ชายหัวโล้นก็ยังไม่ลืมที่จะลวนลามเสี่ยวอวี้
ในพริบตา ร้านโทรมๆ แห่งนี้ก็เงียบเหงาลง เหลือเพียงลู่เต้ากับสองพี่น้องเท่านั้น
ลู่เต้าถามอย่างเขินอาย “ข้าทำอะไรผิดไปหรือเปล่า”
“ไม่เป็ไร เชิญนั่ง” หลังจากเดินกลับไปที่ครัว เสี่ยวอวี้ก็ยิ้มหวานแล้วแนะนำตัว “ข้าชื่อฉิวอวี้ ทุกคนเรียกข้าว่าเสี่ยวอวี้ ส่วนนี่น้องชายข้า ชื่อฉิวไฉ แล้วท่านเล่า”
“ข้าชื่อเฮยเจิ้ง” บัดนี้ลู่เต้ายอมรับว่านี่คือชื่อของตนเองแล้ว จึงตอบชื่อนี้ออกมาได้อย่างคล่องแคล่ว
“วันนี้คงไม่มีลูกค้าแล้ว ของที่เหลือ หากท่านไม่รังเกียจ ข้าจะย่างให้ท่านกินทั้งหมด” เสี่ยวอวี้พูดพลางนำเนื้อเสียบไม้ไปวางบนเตา
“จริงหรือ” ลู่เต้ากำลังกังวลว่ากินไม่อิ่มพอดี “เช่นนั้นข้าก็ขอรับความปรารถนาดีของเ้าไว้ก็แล้วกัน!”
หูเอ้อร์ที่อยู่นอกร้านพาลูกน้องหนีออกจากตรอกเล็กๆ อย่างร้อนรน เมื่อวิ่งไปไกลแล้วและแน่ใจว่าลู่เต้าไม่ได้ตามมาก็หยุดฝีเท้าลง
หูเอ้อร์พยุงตัวกับกำแพงพลางหอบหายใจ “บัดซบ ไม่ยักรู้ว่าแม่นั่นมีผู้ฝึกตนคอยคุ้มกัน!”
ไม่...หลังจากตั้งสติได้ เขาก็เปลี่ยนความคิด “ผู้ฝึกตนผู้นั้นคงมาพักที่เมืองเซียนชั่วคราว คงคุ้มกันแม่นั่นไม่นานหรอก ขอแค่รอให้เ้าบ้านั่นไป ข้าจะเอาคืนแม่นั่นให้สาสม!”
ขณะที่หูเอ้อร์กำลังคิดว่าจะแก้แค้นเช่นไร ลูกน้องข้างๆ กลับทยอยจากเขาไป เขาจึงรีบคว้าคนหนึ่งไว้แล้วถามว่า “นี่ พวกเ้าจะไปไหน ข้ายังไม่ได้สั่งให้แยกย้าย! บอกให้คนที่เดินไปข้างหน้ากลับมาเดี๋ยวนี้”
ลูกน้องคนนั้นสะบัดมือเขาออก ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม “ดูจากท่าทางของเ้าเมื่อครู่ พวกเราตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ยอมรับเ้าเป็หัวหน้าอีกต่อไป”
“อะไรนะ!?” หูเอ้อร์โกรธจนแทบคลั่ง “ปกติตอนแบ่งเงิน ทำไมไม่เห็นพวกเ้าคิดว่าข้าไม่ใช่หัวหน้าบ้างเลยเล่า”
“เ้าได้ส่วนแบ่งมากที่สุด แล้วแบ่งส่วนน้อยนิดให้พวกเรา ส่วนงานที่หนักที่สุดและสกปรกที่สุดเป็พวกเรามาทำ เ้าก็นั่งอยู่ข้างหลังสบายๆ คอยออกคำสั่ง! พวกเราไม่้าหัวหน้าแบบนี้อีกแล้ว”
พูดจบ ลูกน้องก็สะบัดแขนเสื้อจากไป ปล่อยให้หูเอ้อร์ยืนอยู่บนถนนอันเงียบเหงาเพียงผู้เดียว
ไม่แปลกใจเลย พวกคนที่รวมตัวกันเพราะผลประโยชน์เหล่านี้ย่อมรวมตัวกันเพราะผลประโยชน์ และย่อมแตกกระจายเพราะผลประโยชน์เช่นกัน
หูเอ้อร์กำหมัดแน่น ตัวสั่นด้วยความโมโห เขาเป็หลานชายเ้าเมือง ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีมาั้แ่เด็ก วันนี้กลับต้องมาขายหน้าเช่นนี้ เขาแค้นใจนัก
เขาหันกลับไปมองร้านโทรมๆ ที่ยังคงเปิดทำการอยู่ด้วยความแค้นเคือง กัดฟันกรอด “เ้าหนู ไม่ช้าก็เร็ว ข้าจะทำให้เ้าเสียใจแน่!”
