บทที่ 2: อาหารตา... รสชาติโอชะกว่าอาหารเช้า
แสงอรุณรุ่งสาดส่องผ่านม่านหมอกจางๆ ในยามเช้าตรู่ เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วปลุกให้จวนแม่ทัพตื่นจากภวังค์
ณ เรือนปีกตะวันตกอันเป็ที่พำนักของฮูหยินเอก บรรยากาศเช้านี้กลับแปลกประหลาดไปจากทุกวัน ปกติแล้วยามนี้จะต้องมีเสียงกรีดร้องโวยวายของ 'ไป๋ลี่หลิน' ดังลั่นเรือน ไม่ว่าจะเป็เื่น้ำล้างหน้าไม่พออุ่น อาหารเช้าไม่ถูกปาก หรือสาวใช้หวีผมแรงเกินไป
แต่วันนี้... ทุกอย่างกลับเงียบสงบ
ภายในห้องแต่งตัว ‘แพรวา’ ในร่างไป๋ลี่หลินนั่งอยู่หน้ากระจกทองเหลือง ใบหน้างามไร้เครื่องสำอางหนาเตอะ เผยผิวพรรณที่ได้รับการดูแลและพักผ่อนอย่างเต็มที่เมื่อคืน
“เสี่ยวปิง คิ้วข้างซ้ายต่ำลงอีกนิด... นั่นแหละ ดี”
แพรวาสั่งสาวใช้คนสนิทที่กำลังเขียนคิ้วให้เธอด้วยมือสั่นเทา วันนี้เธอเลือกที่จะไม่ทาแป้งขาววอก ไม่ทาแก้มแดงเป็ตูดลิง แต่เลือกแต่งหน้าโทน ‘Natural Look’ หรือ ‘แต่งเหมือนไม่แต่ง’ เน้นงานผิวฉ่ำวาว เขียนคิ้วฟุ้งๆ ให้ดูหน้าเด็ก และทาปากด้วยสีชาดเจือจางเพียงบางเบาให้ดูระเรื่อเหมือนคนสุขภาพดี
“ฮูหยิน... ท่านงามมากเ้าค่ะ” เสี่ยวปิงเอ่ยชมจากใจจริง นางไม่เคยเห็นนายหญิงในมุมนี้มาก่อน ดูอ่อนหวาน น่าทะนุถนอม ราวกับเป็คนละคน
“งามแต่รูป จูบไม่หอมก็เท่านั้น...” แพรวายิ้มมุมปาก “วันนี้ข้าจะทำให้มัน ‘หอม’ ไปทั้งตัวเลยคอยดู”
เธอลุกขึ้นยืน หมุนตัวหน้ากระจก ชุดที่เลือกใส่วันนี้เป็ชุดผ้าไหมสีกลีบบัวเนื้อดี ทรงชุดตัดเย็บเข้ารูป่เอวเน้นสัดส่วนโค้งเว้า ่อกคอลึกเล็กน้อยพอให้เห็นเนินเนื้อขาวผ่องวับๆ แวมๆ ยามเคลื่อนไหว ทับด้วยเสื้อคลุมผ้าโปร่งบางเบาสีขาวที่พลิ้วไหวไปตามลม
“น้ำแกงที่ข้าสั่ง เตรียมเสร็จแล้วใช่ไหม?”
“เรียบร้อยแล้วเ้าค่ะ ตุ๋นจนเปื่อยยุ่ย ใส่โสมคนและเก๋ากี้อย่างดีตามที่ท่านสั่ง”
“ดี... ยกตามข้ามา” แพรวาสั่งพร้อมกับเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แววตามุ่งมั่น “เป้าหมายคือ... ลานฝึกซ้อม!”
...
ลานฝึกยุทธ์ ด้านหลังจวนแม่ทัพ
เสียงโลหะกระทบกันดัง เคร้ง! เคร้ง! สลับกับเสียงหอบหายใจหนักๆ ของเหล่าทหารกล้าที่กำลังฝึกซ้อมดาบกันอย่างขะมักเขม้น
ท่ามกลางกลุ่มทหารนับสิบ ร่างสูงใหญ่ของ ‘แม่ทัพหยางเฟย’ โดดเด่นเป็สง่า เขาถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก เหลือเพียงกางเกงขายาวสีดำ เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อ่บนที่สมบูรณ์แบบราวกับรูปสลักสำริด
ผิวสีแทนจากการตากแดดตากลมขับเน้นให้กล้ามหน้าท้องที่เป็ลอนสวยดูชัดเจนขึ้นยามต้องแสงแดด เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผมและแผ่นหลังกว้าง ไหลลงมาตามร่องกล้ามเนื้อหน้าอก หยดลงสู่ขอบกางเกง...
เป็ภาพที่ทำให้สาวใช้ที่เดินผ่านไปมาต้องแอบชำเลืองมองแล้วหน้าแดงซ่าน
ฉัวะ!
หยางเฟยตวัดดาบในมือด้วยความรวดเร็วและดุดัน ตัดหุ่นฟางตรงหน้าขาดเป็สองท่อนในดาบเดียว เรียกเสียงฮือฮาจากทหารใต้บังคับบัญชา
“ท่านแม่ทัพฝีมือล้ำเลิศ! เพลงดาบของท่านรวดเร็วจนมองไม่ทันเลยขอรับ!” รองแม่ทัพเอ่ยชม
หยางเฟยเพียงพยักหน้าหน้านิ่ง ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เขาใช้หลังมือปาดเหงื่อที่หน้าผาก สายตายังคงคมกริบดั่งพญาเหยี่ยว
“วันนี้พอแค่นี้... แยกย้ายกันไปพักผ่อนได้”
“ขอรับ!”
ในขณะที่หยางเฟยกำลังจะเดินไปหยิบผ้าเช็ดหน้าและเสื้อคลุมที่วางไว้บนโต๊ะหินอ่อน จู่ๆ บรรยากาศรอบข้างก็เงียบกริบลงอย่างกะทันหัน เหล่าทหารที่กำลังจะแยกย้ายต่างพากันหยุดชะงัก สายตาจับจ้องไปที่ทางเข้าลานฝึกเป็ตาเดียว
หยางเฟยขมวดคิ้ว หันไปมองตามสายตาลูกน้อง และนั่น... ทำให้ลมหายใจของเขาสะดุดกึก
สตรีร่างระหงในชุดสีกลีบบัวอ่อนหวานกำลังเดินเยื้องย่างเข้ามาในสนามฝึกที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่อไคลและผู้ชายดิบเถื่อน แสงแดดยามเช้าส่องกระทบผิวขาวจัดของนางจนดูเหมือนจะเรืองแสงได้ เส้นผมสีดำขลับที่เกล้าขึ้นหลวมๆ ปล่อยปอยผมลงมาเคลียแก้มนวลเนียน พลิ้วไหวไปตามแรงลม
ที่สำคัญ... นางเดินมาด้วยท่วงท่าที่แปลกประหลาด ไม่ได้เดินก้มหน้าเขินอายเหมือนสตรีในห้องหอ ไม่ได้เดินกระแทกกระทั้นเหมือนนางมารร้ายที่เขาคุ้นเคย แต่เดิน... นวยนาด
สะโพกกลมกลึงภายใต้กระโปรงผ้าไหมส่ายไหวเล็กน้อยในจังหวะที่ชวนมอง อกอวบอิ่มกระเพื่อมเบาๆ ตามจังหวะการก้าวเดิน ทุกย่างก้าวดูมั่นใจและดึงดูดสายตาจนทหารหนุ่มกลัดมันทั้งหลายต้องกลืนน้ำลายลงคอ
‘ไป๋ลี่หลิน’
“นางมาทำบ้าอะไรที่นี่?” หยางเฟยพึมพำกับตัวเองด้วยความหงุดหงิด เขาจำได้แม่นว่าสั่งห้ามนางเข้ามาวุ่นวายในเขตพื้นที่ส่วนตัวของเขาเด็ดขาด
ทหารยามหน้าประตูทำท่าจะเข้ามาขวาง แต่แพรวาเพียงแค่ปรายตามองพร้อมรอยยิ้มเย็นๆ ที่มุมปาก ทหารพวกนั้นก็พากันถอยกรูด (คงเพราะจำกิตติศัพท์ความร้ายกาจของนางได้)
แพรวาเดินตรงดิ่งมาหาเขา ไม่สนใจสายตาแทะโลมของทหารคนอื่น (หรือจริงๆ แล้วนางอาจจะชอบ?) ในมือของสาวใช้ด้านหลังถือถาดใส่อาหารส่งกลิ่นหอมฉุย
“ท่านพี่...”
เสียงหวานใสเอ่ยเรียกเมื่อนางมายืนอยู่ตรงหน้าเขาในระยะประชิด หยางเฟยมองนางั้แ่หัวจรดเท้า คิ้วเข้มขมวดมุ่น วันนี้นางดู... แปลกไปจริงๆ ไม่มีหน้าขาววอก ไม่มีแก้มแดงเถือก ไม่มีเครื่องประดับรุงรังเหมือนตู้เคลื่อนที่ นางดู... สบายตา และ... สวยจนน่าใ
“เ้าเข้ามาในนี้ทำไม?” หยางเฟยถามเสียงแข็ง พยายามไม่มองรอยแยกของเสื้อที่เผยเนินเนื้อขาวๆ นั่น “ข้าเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าที่นี่ไม่ใช่ที่เดินเล่นของสตรี”
แพรวาไม่ตอบคำถาม แต่กลับใช้ดวงตากลมโตสุกใสไล่มองเรือนร่างท่อนบนของเขาอย่างเปิดเผย สายตาของนางลากไล้ั้แ่ไหปลาร้า แผงอก ไหล่กว้าง ลงไปถึงกล้ามหน้าท้องที่เป็ลอนสวย และต่ำลงไป... ต่ำลงไปจนถึงขอบกางเกงที่เกาะิ่เหม่
หยางเฟยรู้สึกร้อนวูบวาบเหมือนถูกไฟลน เขาเคยถูกสตรีลอบมองมานับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยมีใครกล้ามองด้วยสายตา ‘หิวโหย’ และ ‘จาบจ้วง’ ขนาดนี้มาก่อน ราวกับนางกำลังใช้สายตาเปลื้องผ้าเขาทั้งที่เขาถอดเสื้ออยู่แล้ว!
“มองอะไรของเ้า!” เขารีบคว้าเสื้อคลุมมาตั้งท่าจะสวมปิดบังร่างกาย
“เดี๋ยวก่อนสิเ้าคะ...”
มือเรียวนุ่มนิ่มเอื้อมมาจับข้อมือเขาไว้แ่เบา ัันั้นทำให้หยางเฟยชะงัก ราวกับถูกกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านร่าง
แพรวาก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด จนได้กลิ่นเหงื่อผสมกลิ่นกายชายชาตรีที่ทำเอาพริตตี้สาวใจเต้นระรัว ‘โอ๊ย... งานดี งานพรีเมียม ซิกแพ็กแน่นเปรี้ยะ อยากจะเอาหน้าไปซุก!’ เธอคิดในใจ แต่ภายนอกยังคงรักษามาดนางพญา
“ท่านพี่เหงื่อออกเยอะขนาดนี้ หากรีบสวมเสื้อคลุมทับ จะเป็ผดผื่นเอาได้นะเ้าคะ”
เธอยื่นมือไปหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดจากอกเสื้อของตัวเอง ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกโมก “ให้ข้าเช็ดให้ดีกว่า...”
โดยไม่รอคำอนุญาต แพรวาเขย่งปลายเท้าขึ้น ยกมือขึ้นซับเหงื่อที่หน้าผากและขมับของชายหนุ่มอย่างเบามือ นิ้วก้อยของนาง ‘บังเอิญ’ ปัดผ่านใบหูและต้นคอของเขาซ้ำๆ อย่างจงใจ
หยางเฟยตัวแข็งทื่อ เขาควรจะผลักนางออก เขาควรจะตวาดนาง แต่กลิ่นหอมเย็นๆ จากตัวนาง และััแ่เบาที่แสนสบายนั้นกลับตรึงเขาไว้
“เ้า...” เสียงของเขาแหบพร่าลงเล็กน้อย “้าอะไรกันแน่?”
แพรวาลดมือลง แต่ไม่ยอมถอยห่าง เธอยังคงยืนอยู่ในระยะอันตราย ระยะที่หน้าอกของนางเกือบจะชิดกับแผงอกเปลือยเปล่าของเขา
“ข้าเห็นว่าท่านพี่ทำงานหนัก ฝึกทหารเหน็ดเหนื่อย...” เธอหันไปรับถ้วยน้ำแกงจากเสี่ยวปิง “ข้าจึงตั้งใจตื่นแต่เช้า ลงครัวตุ๋นน้ำแกงไก่ดำใส่โสมด้วยตัวเอง เพื่อนำมาบำรุงกำลังให้ท่าน”
นางยื่นถ้วยน้ำแกงควันฉุยมาตรงหน้าเขา ส่งสายตาอ้อนวอนเหมือนลูกแมวน้อย “ลองชิมสักคำสิเ้าคะ... ข้าตั้งใจทำมากเลยนะ มือพองไปหมดแล้วเนี่ย”
เธอแสร้งยกนิ้วมือข้างหนึ่งให้ดู มีรอยแดงจางๆ (ที่จริงๆ แล้วเกิดจากตอนหนีบผมเมื่อเช้า)
หยางเฟยมองหน้านางสลับกับถ้วยน้ำแกง “วางยาข้าอีกหรือเปล่า?” เขาถามอย่างระแวง
แพรวาหัวเราะเสียงใส ราวกับเขาเล่าเื่ตลก “ท่านพี่... หากข้าจะวางยาท่าน ข้าไม่ใช้วิธีตื้นเขินแบบนั้นหรอกเ้าค่ะ”
นางขยับหน้าเข้าไปใกล้อีกนิด กระซิบให้ได้ยินกันแค่สองคน “ยาปลุกกำหนัดน่ะ... มันไร้รสชาติ สู้ความเร้าใจจาก ‘ธรรมชาติ’ ไม่ได้หรอกเ้าค่ะ”
หยางเฟยหน้าร้อนฉ่า คำพูดสองแง่สองง่ามของนางทำเอาสติเขาเริ่มกระเจิง “เ้า!”
“ดื่มเถอะเ้าค่ะ เดี๋ยวจะเย็นชืดเสียก่อน” นางตักน้ำแกงขึ้นมา เป่าเบาๆ แล้วยื่นไปจ่อที่ปากเขา “อ้าปากสิเ้าคะ... อ้าาาา”
ท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกรยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก ท่ามกลางสายตาของลูกน้องนับสิบที่แอบมองอยู่ห่างๆ จะปัดทิ้งก็เสียมารยาท จะด่าก็ด่าไม่ออก เพราะนางไม่ได้ทำอะไรผิด แถมยังดู... ใส่ใจ
สุดท้าย เขาจึงจำใจอ้าปากรับน้ำแกงคำนั้น รสชาติกลมกล่อม หอมกลิ่นเครื่องยาจีน อุ่นกำลังดี ไหลลื่นลงคอไปอย่างง่ายดาย
“อร่อยไหมเ้าคะ?” แพรวาถามตาแป๋ว
หยางเฟยกลืนน้ำแกงลงคอ พยักหน้าแกนๆ “ก็... พอทานได้”
“ถ้าเช่นนั้นก็ทานให้หมดนะเ้าคะ ข้าจะได้ดีใจ” นางป้อนเขาคำแล้วคำเล่า หยางเฟยก็กินไปเรื่อยๆ อย่างงงๆ รู้ตัวอีกที น้ำแกงก็หมดถ้วย
แพรวายิ้มกว้าง รอยยิ้มที่สดใสจนตาหยี ทำให้ใบหน้าที่เคยดูร้ายกาจดูสว่างไสวขึ้นมาทันตา “เก่งมากเ้าค่ะเด็กดี” เธอลืมตัว เผลอพูดเหมือนตอนเชียร์แขก
หยางเฟยชะงัก “เ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ?”
“เอ่อ... ข้าหมายถึง... ท่านพี่ทานเก่งมาก น้องดีใจเ้าค่ะ” แพรวารีบแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเดิมมาซับมุมปากให้เขา
“เอาล่ะ ภารกิจของข้าเสร็จสิ้นแล้ว ข้าไม่กวนเวลาฝึกของท่านพี่แล้วเ้าค่ะ” นางถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว ย่อกายคารวะอย่างงดงาม
“อ้อ... คืนนี้เดือนมืด อากาศน่าจะหนาว...” แพรวาทิ้งสายตาเ้าเล่ห์ไว้ที่เขาเป็ครั้งสุดท้าย “...หากท่านพี่รู้สึก ‘ร้อนรุ่ม’ เพราะฤทธิ์โสมในน้ำแกง... เรือนปีกตะวันตก ประตูไม่ได้ลงกลอนนะเ้าคะ”
พูดจบนางก็หันหลังเดินนวยนาดจากไปพร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักของสาวใช้ ทิ้งให้แม่ทัพหนุ่มยืนคว้างอยู่กลางลานฝึก
ความรู้สึกอุ่นวาบในท้องเริ่มแผ่ซ่าน... ไม่รู้ว่าเป็เพราะฤทธิ์โสม หรือเพราะแม่เสือสาวในคราบลูกแมวที่เพิ่งเดินจากไปกันแน่
หยางเฟยมองตามแผ่นหลังบางนั้นไปจนสุดสายตา หัวใจที่เคยด้านชากับสตรีผู้นี้... กำลังเต้นแรงจนเขาต้องยกมือกุมอกซ้าย
‘ไป๋ลี่หลิน... เ้าคิดจะปั่นหัวข้าเล่นหรืออย่างไร!’
...
ทางด้านแพรวา เมื่อเดินพ้นระยะสายตาของหยางเฟยมาแล้ว เธอก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยกมือทาบอก “โอ๊ยยยย... แม่เ้าโว้ย! แซ่บเว่อร์!” เธอระบายความอัดอั้นกับเสี่ยวปิง
“ฮูหยิน! ท่านทำได้ยังไงเ้าคะ! ท่านแม่ทัพยอมกิน! แถมยัง... ยังยอมให้ท่านเช็ดเหงื่อด้วย!” เสี่ยวปิงตื่นเต้นจนหน้าแดง
แพรวายักไหล่ “ก็บอกแล้ว... น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินยังกร่อน แล้วนับประสาอะไรกับใจคน” เธอยิ้มกริ่ม นึกถึงสายตาตะลึงงันของหยางเฟยเมื่อครู่
“แต่เดี๋ยวนะเสี่ยวปิง... เมื่อกี้ตอนข้าซับเหงื่อ ข้าแอบเห็นรอยแผลเป็ที่ไหล่เขา... เหมือนแผลเก่าที่ยังไม่หายดี”
“อ๋อ... น่าจะเป็แผลจากศึกชายแดนเมื่อเดือนก่อนเ้าค่ะ เห็นว่าท่านหมอหลวงมารักษาแล้ว แต่ท่านแม่ทัพไม่ค่อยยอมพัก แผลเลยหายช้า”
แพรวาหยุดเดิน ดวงตาเป็ประกายวาวโรจน์ “แผลยังไม่หาย... ไม่ยอมพักผ่อน...” สมองอันชาญฉลาดของเธอประมวลผลแผนการใหม่ออกมาทันที
“เสี่ยวปิง... กลับไปเตรียมสมุนไพรพอกแผล กับผ้าพันแผลสะอาดๆ”
“ฮูหยินจะทำอะไรเ้าคะ?”
“คืนนี้...” แพรวาเลียริมฝีปากเบาๆ “...หมอเถื่อนอย่างข้า จะไป ‘ตรวจภายใน’ เอ้ย! ตรวจร่างกายท่านแม่ทัพถึงห้องนอน!”
งานป้อนข้าวผ่านไปแล้ว... ต่อไปคืองาน ‘ถึงเนื้อถึงตัว’ แบบจัดเต็ม!
