เล่มที่ 3 บทที่ 72 สำเร็จวิชาอักขระกระบี่
“ไปตักน้ำมาหน่อย” หลินเฟยชักมือกลับ ก่อนจะหันไปสั่งศิษย์ที่อยู่ข้างๆ
ไม่นานศิษย์หุบเขาอวี้เหิงก็ไปยกน้ำมา
หลินเฟยโคจรเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียน ก่อนจะส่งพลังปราณสายหนึ่งเข้าสู่ร่างของซงหยาง จากนั้นจึงล้วงยาลูกกลอนหลายเม็ดออกมา หลินเฟยหยิบยาลูกกลอนย่างหยวนออกมาหนึ่งเม็ดพร้อมกับยาลูกกลอนกู้หยวนออกมาอีกสองเม็ดละลายในน้ำ เมื่อละลายจนได้ที่ก็สั่งให้ศิษย์น้องนำไปให้ซงหยางดื่ม
หลังจากดื่มยาลงไปไม่นาน ซงหยางก็ฟื้นคืนสติขึ้นมา โดยไม่กระอักเือีก สีหน้าก็ดีขึ้นเล็กน้อย สายตาของเขากำลังมองหลินเฟยด้วยความงุนงง
“ข้าเป็อะไรไปหรือ?”
“ไม่มีอะไรมาก” หลินเฟยโบกมือเชิงปฏิเสธให้ซงหยาง โดยไม่้าให้เขาเป็กังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“เ้าแค่ถูกปราณกระบี่เข้าแทรกชีพจร แต่ข้าใช้พลังปราณสกัดจุดไว้ให้แล้ว กลับไปฟื้นบำรุงให้ดีก็พอ จำเอาไว้ให้ดีว่าหนึ่งเดือนหลังจากนี้ห้ามประมือกับใครเด็ดขาด”
หลินเฟยอธิบายเพียงคร่าวๆเท่านั้น โดยที่เขาไม่ได้อธิบายถึงความอันตรายที่แท้จริงให้ฟังแต่อย่างใด
ดูหลี่ชิงซานเป็ตัวอย่างก็พอจะรู้แล้ว ทั้งที่เป็ถึงศิษย์สายตรงอันดับสาม เป็ยอดฝีมือที่เกือบจะได้บรรลุขั้นจิงตัน แต่เพราะปราณกระบี่ไท่อี๋เล็กๆของหลินเฟยเข้าแทรก แม้จะยังไม่ถึงชีพจร แต่ก็ทำให้บรรลุขั้นจิงตันล่าช้าไปครึ่งปีเต็มๆ จึงจะฟื้นตัวกลับมาได้
แต่สำหรับซงหยาง ปราณนั่นกลับแทรกซึมถึงชีพจร แน่นอนว่าย่อมรุนแรงกว่ามาก หากปราณกระบี่เกิดะเิในตัวขึ้นมาล่ะก็ ต่อให้เป็ซงหยางสิบคนรวมกัน ขั้นบำเพ็ญก็ยังต้องสูญสลายไปอยู่ดี
อย่างน้อยก็โชคดีที่ได้เจอหลินเฟยก่อน
เคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนของหลินเฟยมีรากฐานระดับเซียนเทียน ฉะนั้นการนำมาสะกดปราณกระบี่ในร่างของซงหยาง จึงง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก
“ขณะที่กำลังประมือกับถังเทียนตูในงานประลอง เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ?” หลินเฟยถามซงหยาง เพราะเขานึกถึงเื่ที่ถังเทียนตู่เอ่ยขึ้นมาได้พอดี
“ถังเทียนตู?” ซงหยางครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะตอบออกมาอย่างไม่มั่นใจนัก
“ก็ไม่มีอะไรนะ ตอนนั้นถังเทียนตูพูดจาแย่ไปหน่อย ข้าเลยตอกกลับไปเล็กน้อยเอง จากนั้นก็เขาก็แค่ยิ้มๆ ไม่ได้โต้ตอบอะไรอีก ส่วนตอนที่ประลองกันเพราะข้าสู้เขาไม่ได้ จึงทำให้การประลองจบลงอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงสามกระบวนท่าข้าก็แพ้แล้ว ก็เหมือนจะไม่มีอะไรเป็พิเศษ…”
พอพูดถึงตรงนี้ซงหยางก็ชะงักไปดื้อๆ
“อ้อจริงสิ จำได้แล้ว ตอนที่ลงจากแท่นประลอง ข้ารู้สึกชาที่ด้านหลังอยู่แวบหนึ่ง…”
“หื้อ?” เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินเฟยก็ให้คนช่วยพยุงซงหยางขึ้นมา ก่อนจะถลกเสื้อเพื่อดูแผ่นหลังของอีกฝ่าย
และก็เป็อย่างที่คิดไว้จริงๆ…
แผ่นหลังของซงหยางบวมแดง และมีรอยเปียกเล็กน้อย คล้ายจะเป็รอยน้ำแข็งละลาย
แค่เห็นหลินเฟยก็รู้ทันทีว่าปราณกระบี่ได้เข้าแทรกมาถึงบริเวณดังกล่าว…
“เอาล่ะ ไม่เป็ไรแล้ว ส่วนเ้าก็พักผ่อนเสียให้ดี ่นี้ก็อย่าไปมีเื่กับใครล่ะ”
“ข้าทราบแล้ว”
หลังจากให้คนส่งซงหยางกลับไปพักผ่อน หลินเฟยก็ไม่ได้สนใจการประลองอีก เขากลับนั่งโคจรพลังปราณฝึกอักขระกระบี่หยินหลีแทน
การฝึกฝนอักขระกระบี่หยินหลีไม่เหมือนกับการฝึกเคล็ดวิชากระบี่ทั่วไป เพราะมันเป็วิถีการฝึกแบบสวนทาง
ในตอนแรกจะเกิดเป็เพียงอักขระกระบี่เท่านั้น แต่เมื่อเกิดเป็อักขระขึ้นมาแล้ว ก็จะปรากฏตราประทับของหยินหลีแฝงอยู่ด้วย มันมีพลังที่พิศวงและรุนแรงมาก ถึงกับมีพลังมหาศาลเหนือกว่าปราณกระบี่ทั้งสองสายของหลินเฟยทุกด้านเลยก็ว่าได้ หรือจะกล่าวได้ว่า หากฝึกอักขระกระบี่หยินหลีสำเร็จแล้วล่ะก็ มันจะกลายเป็ที่พึ่งอันแข็งแกร่งของหลินเฟยเลยทีเดียว
แต่ว่าอักขระกระบี่หยินหลีไม่ได้ฝึกกันง่ายๆ
แม้ชาติที่แล้วหลินเฟยจะถกเถียงเื่นี้กับหลินปั้นหูจนดึกดื่น และหลินเฟยเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการถือกำเนิดของอักขระกระบี่หยินหลีเพียงสามในสิบเท่านั้น หากให้มาฝึกฝนด้วยตัวเองแบบนี้ ก็ใช่ว่าจะเป็ไปอย่างราบรื่น ถึงอย่างไรนี่ก็เป็เคล็ดวิชาที่ลึกซึ้งมากเลยทีเดียว
หลินเฟยคิดคร่าวๆว่าอย่างน้อยจะต้องใช้เวลาหนึ่งเดือนจึงจะฝึกจนเกิดเป็อักขระหยินหลีได้ ก่อนจะต้องใช้เวลาค่อยๆหล่อเลี้ยงไปอีกร้อยปี แบบนั้นก็จะสำเร็จเกิดเป็กายหยินหลีได้ นี่เป็เวลาที่เร็วที่สุดในการฝึกอักขระกระบี่หยินหลีเท่าที่จะคาดการณ์ได้แล้ว อย่างไรก็ตามหากคิดจะสำเร็จอักขระกระบี่หยินหลีอย่างแท้จริง เกรงว่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยพันถึงสองพันปีจึงจะไปถึงจุดนั้นได้
ทว่าฟ้ากลับเป็ใจ คิดไม่ถึงเลยว่าเพราะการประลองกับหวังหลินที่ผ่านจะเกิดผลดีกับตัวเขาจนน่าใ...
‘ใช่แล้ว เพราะภาพนิมิตขวานทุนเทียน…’
ในตอนที่หลินเฟยเห็นขวานทุนเทียน เขาก็ดีใจจนแทบะเิหัวเราะออกมา
เพราะขวานทุนเทียนที่แท้จริงมีมนต์สะกดถึงห้าสิบสี่สาย มีพลังทำลายล้างสูงถึงขนาดล่มฟ้าล่มปฐีได้ ท่ามกลางภาพนิมิตก็มีตราประทับของขวานทุนเทียนแฝงอยู่ สำหรับอักขระกระบี่หยินหลีแล้ว แค่ตราประทับเล็กน้อยนี้ก็เพียงพอแล้ว
ในตำนานบันทึกไว้ว่า “ครั้นหยินหลีถือกำเนิดขึ้น มันได้กลืนกินและคร่าชีวิตไปมากมาย จนเกิดเป็พลังขั้นฟ่าเซิน”
เื่นี้จะจริงหรือเท็จนั้น หลินเฟยเองก็ยังไม่แน่ใจ…
หลินเฟยรู้เพียงว่าหากเกิดอักขระกระบี่หยินหลีขึ้น มันจะต้องกลืนกินสิ่งชั่วร้ายมากมายถึงจะเกิดเป็กายหยินหลีได้ ยิ่งกลืนกินมากเท่าไร ก็จะยิ่งสำเร็จไวขึ้นเท่านั้น ฉายาาาเหล่าิญญาร้ายก็ได้มา เพราะหยินหลีจำเป็ต้องกลืนกินิญญาต่างๆนั่นเอง
ตราประทับขวานทุนเทียนจึงสามารถเติมเต็มจุดนี้ได้อย่างพอดี ดังนั้นหลินเฟยจึงไม่เกรงใจหวังหลินอีกต่อไป เขาใช้ปราณกระบี่สองสายบดขยี้ภาพนิมิตให้แตกสลาย ในขณะที่ทุกคนไม่ทันสังเกต เขาก็แอบดูดตราประทับนี้เข้าไปให้อักขระหยินหลีค่อยๆกลืนกิน…
หลังจากนี้หวังหลินก็คงจะพบว่ากระบี่เทพแห่งโชคร้าย ไม่อาจจะสร้างภาพนิมิตขวานทุนเทียนได้อีกต่อไป…
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้หลินเฟยก็รู้สึกติดค้างหวังหลินขึ้นมาทันที หากวันหน้ามีโอกาส คงต้องช่วยแก้ไขจุดบกพร่องของกระบี่เทพแห่งโชคร้ายหน่อยแล้ว เช่นนั้นเวลาประมือกับคู่แข่ง เหตุติดขัดต่างๆจะได้ไม่ย้อนกับเข้าตัว เพราะบางครั้งก็อาจจะเป็ฝ่ายซวยกว่าคู่ต่อสู้ก็ได้…
หลังจากได้ตราประทับขวานทุนเทียนมา หลินเฟยก็มั่นใจว่าก่อนการประลองครั้งหน้าจะเริ่ม ตนเองจะต้องสามารถสร้างอักขระหยินหลีออกมาได้จริงๆหรือไม่
ก่อนหน้านี้ที่กักตัวฝึกฝนอยู่สามวัน ก็ทำให้อักขระกระบี่หยินหลีเริ่มก่อตัวบ้างแล้ว บัดนี้พวกมันกำลังหลับใหลอยู่ที่จุดตันเถียนราวกับกำลังตั้งครรภ์เด็กน้อยคนหนึ่ง และเศษเสี้ยวภาพนิมิตขวานทุนเทียนก็สลายกลายเป็หมอกควันกลุ่มหนึ่งรายล้อมอยู่รอบอักขระกระบี่หยินหลีที่กำลังก่อตัวขึ้นมา…
หลินเฟยใช้ปราณกระบี่ไท่อี๋สะกดควันดำให้หยุดนิ่ง ขณะเดียวกันก็โคจรพลังปราณเข้าสู้กับอักขระหยินหลีในจุดตันเถียนไปด้วย
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
