หวาชิงเสวี่ยบอกปัด “ไม่ต้องหรอกกระมังเ้าคะ จริงๆ แล้วข้าก็ไม่ได้ทำอะไรมาก เป็เพราะทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันต่างหาก...”
“ไม่ได้” ฟู่ถิงเย่กล่าวอย่างหนักแน่น “ต้องให้รางวัล บอกมาเถอะ เ้าอยากได้อะไร? ไม่ว่าสิ่งใดก็ได้ทั้งนั้น”
หวาชิงเสวี่ยเม้มริมฝีปากเบาๆ เอ่ยเสียงแ่ “ถ้าอย่างนั้น...ข้าขอบ้านพักหลังหนึ่งได้หรือไม่เ้าคะ?”
ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้ว “เื่นี้ไม่ได้”
เอ๋? เมื่อครู่ท่านยังพูดว่าอะไรก็ได้ไม่ใช่หรือ?
ฟู่ถิงเย่กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “อย่างไรเสียอีกไม่นานก็ต้องเข้าไปอยู่ในจวนแม่ทัพ จะอยากได้ของไม่จำเป็พวกนั้นไปทำไม?”
หวาชิงเสวี่ย “....” ข้าจะซื้อไว้ให้เป็ทรัพย์สินฝั่งบ้านเดิมของตัวเองบ้างไม่ได้หรือ?
ฟู่ถิงเย่พูดต่อโดยไม่หยุดฟัง “หากจะให้รางวัลจริงๆ ควรให้บรรดาศักดิ์จะดีกว่า เงินทองหรืออัญมณีอะไรพวกนั้น จวนของข้าก็ไม่ได้ขาดแคลน”
“เอ๋?!” หวาชิงเสวี่ยเบิกตาเล็กน้อย “บรรดาศักดิ์มันขอกันง่ายขนาดนั้นเลยหรือเ้าคะ?”
นางจำได้ว่าในประวัติศาสตร์ มีหลายคนที่ตายไปก็ยังไม่ได้บรรดาศักดิ์ พวกที่โชคดี ตายไปแล้วอาจจะได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ย้อนหลัง ซึ่งก็ถือว่าเป็เื่ที่น่าทึ่งแล้ว
แต่ว่า...
เมื่อคิดดูอีกที ฟู่ถิงเย่คนนี้ก็เพิ่งจะได้รับตำแหน่งอ๋องนอกสกุลไปเองนี่นา...
เื่แบบนี้ไม่ว่าจะอยู่ในยุคใดก็เป็เื่ที่เกิดขึ้นได้ยาก คิดว่าไทเฮาเองก็คงจะถูกฟู่ถิงเย่บีบบังคับจนไม่เหลือทางเลือก ไม่อย่างนั้นจะยอมให้เขารับบรรดาศักดิ์เป็อ๋องได้อย่างไร?
และก็เป็ไปตามคาด น้ำเสียงของฟู่ถิงเย่เต็มไปด้วยความมั่นใจ “เื่นี้เ้าไม่ต้องกังวล”
หวาชิงเสวี่ยลองถามเขา “ถ้าหาก...ฮ่องเต้ทรงไม่เห็นด้วยเล่าเ้าคะ? หรือไม่ก็เสนาบดีคนอื่นไม่เห็นด้วย...”
“ถ้าขอบรรดาศักดิ์ครั้งเดียวยังไม่ได้ ก็ขอเป็ครั้งที่สอง หากสองครั้งยังไม่ได้ก็ขออีกเป็ครั้งที่สาม สักวันย่อมต้องสำเร็จ” ฟู่ถิงเย่พูดอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับว่ามันเป็เื่ธรรมดาสามัญ
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกค่อยยังชั่ว ตราบใดที่ไม่ใช่การบังคับด้วยกำลังก็พอ...
ไม่ใช่ว่านางไม่ไว้ใจฟู่ถิงเย่ แต่เพราะว่าสถานการณ์ปัจจุบันของแคว้นต้าฉีมันละเอียดอ่อนเกินไป
ฮ่องเต้เองก็แทบไม่มีตัวตน เื่สำคัญในราชสำนักล้วนมีอัครมหาเสนาบดีจั่วและหนิงอ๋องควบคุม ่นี้นางอยู่ที่กรมสรรพาวุธ ได้ยินช่างฝีมือซุบซิบนินทาเื่พวกนี้แทบทุกวัน
หลี่จิ่งหนานช่างน่าสงสาร...
ขณะที่หวาชิงเสวี่ยกำลังสงสารฮ่องเต้ตัวน้อยที่อยู่ห่างไกลออกไป จู่ๆ ก็เกิดความวุ่นวายในฝูงชนขึ้น
นางหันไปตามเสียง เห็นทุกคนกำลังแห่กันไปยังทิศทางหนึ่ง
มีคนะโเสียงดังว่า “รีบไปตามหมอประจำค่ายมาเร็วเข้า! ใต้เท้าเว่ยเป็ลมไปแล้ว!”
อะไรนะ?!
หวาชิงเสวี่ยใ รีบทำท่าจะไปทางนั้น แต่ฟู่ถิงเย่กลับรั้งตัวนางไว้ “เ้าก็ไม่ใช่หมอ จะวิ่งไปที่นั่นทำไม ไปก็รังแต่จะสร้างความวุ่นวายมากกว่าเดิม”
“แต่ว่า...” นางหันหน้ามองไปทางนั้นอย่างไม่สบายใจ
“ข้าจะพาเ้ากลับไปพักผ่อน”
“...”
นางถูกฟู่ถิงเย่ลากตัวไปอย่างช่วยไม่ได้
...
แม้การแข่งขันทดสอบธนูจะมีข้อบกพร่องเล็กน้อยเพราะท่านเว่ยฮั่นป่วยกะทันหัน แต่ก็ไม่ได้กระทบต่อความกระตือรือร้นของทุกคนที่มีต่อธนูใหม่
กรมสรรพาวุธรีบจัดคนมาเริ่มผลิตธนูใหม่ในปริมาณมาก!
นอกจากนี้ ค่ายเครื่องมือเหล็กก็คึกคักไม่แพ้กัน ทุกคนต่างทุ่มเทเต็มกำลังเพื่อให้ทหารได้ใช้ธนูใหม่และดาบใหม่! โดยเร็วที่สุด
ในสมัยโบราณที่ไม่มีเครื่องจักรขนาดใหญ่ จำนวนและคุณภาพของคนงานเป็ตัวกำหนดประสิทธิภาพการผลิตอาวุธโดยตรง ถึงแม้จะทุ่มกำลังคนทั้งหมดของกรมสรรพาวุธ แต่ก็ยังต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองเดือน ถึงจะสามารถผลิตอาวุธให้เพียงพอต่อความ้าของค่ายชิงโจวทั้งหมดได้
ในขณะที่ทุกคนกำลังเร่งผลิตอาวุธ หวาชิงเสวี่ยก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ เหลียงเหวินเฉิงไปรวบรวมตัวอย่างอาวุธที่ค่ายทหารใช้อยู่จากโรงงานต่างๆ มาให้หวาชิงเสวี่ย เพื่อที่นางจะได้ดูว่ามีความเป็ไปได้หรือไม่ในการปรับปรุงให้ดีขึ้น
จริงๆ แล้ว การปรับปรุงให้ดีขึ้นนั้นย่อมเป็ไปได้อยู่แล้ว แต่ในเื่ความคุ้มค่า หวาชิงเสวี่ยต้องพิจารณาอย่างละเอียด ไม่อย่างนั้น ต่อให้สร้างอาวุธที่ยอดเยี่ยมขึ้นมาได้ แต่ถ้าไม่สามารถผลิตในปริมาณมากได้เพราะวัตถุดิบหายาก ก็ไม่มีความหมายอะไรเลย
การทำเื่นี้รีบร้อนไม่ได้ นางยังต้องทำความเข้าใจวิธีการผลิตแบบโรงงานในยุคสมัยนี้ รวมถึงวัสดุที่ใช้บ่อยให้มากขึ้น
อีกทั้งนางก็มาอยู่ที่ค่ายทหารได้พักใหญ่แล้ว หวาชิงเสวี่ยจึงคิดว่า ถึงเวลาที่ควรกลับแล้วหรือไม่?
หวาชิงเสวี่ยเป็สตรี การอยู่ที่ค่ายทหารตลอดนั้นไม่เหมาะสม แม้ว่าฟู่ถิงเย่จะอนุญาต แม้ว่าคนอื่นจะไม่พูดถึง แต่หวาชิงเสวี่ยรู้สึกว่าตนอึดอัดที่ต้องอยู่ที่นี่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ที่อากาศเริ่มอบอุ่น เมื่อโรงงานมีอุณหภูมิสูงขึ้น พวกช่างฝีมือก็มักจะชอบถอดเสื้อทำงาน สถานการณ์จึงค่อนข้างน่ากระอักกระอ่วนจริงๆ
ทุกครั้งที่นางไปเยือน ทุกคนจะรีบใส่เสื้อผ้ากันอย่างวุ่นวาย ทำให้นางทั้งรู้สึกกระอักกระอ่วนใจและเกรงใจ
ดังนั้น นางจึงได้ปรึกษาวันเวลากับฟู่ถิงเย่ เพื่อเตรียมตัวกลับจวน
เมื่อคิดถึงบ้าน หวาชิงเสวี่ยก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมา แม้จะบอกว่าที่ค่ายทหารมีคนคอยดูแล แต่ก็สู้การอยู่ที่บ้านสบายๆ ไม่ได้
ฟู่ถิงเย่รู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง...
เขามองหวาชิงเสวี่ยนิ่งๆ ขณะที่นางเก็บสัมภาระพลางฮัมเพลงเบาๆ ที่ไม่รู้ว่าไปจำมาจากไหน แล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจ “หากมีปัญหาอะไรที่กรมสรรพาวุธ เ้าก็อาจจะต้องกลับมาดูแล...”
“ท่านแม่ทัพวางใจได้เลยเ้าค่ะ ไม่มีปัญหาแน่นอน” หวาชิงเสวี่ยตอบกลับด้วยเสียงใสๆ พร้อมรอยยิ้ม “มีท่านลุงหลิวกับนายช่างเหลียงดูแลอยู่แล้วนี่เ้าคะ ที่จริงแล้วข้าก็แค่ออกความเห็น ส่วนเื่การผลิตจริงๆ นั้นก็ต้องอาศัยประสบการณ์ในการทำอาวุธยาวนานหลายปีของพวกเขาเ้าค่ะ”
ฟู่ถิงเย่อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
ฟังจากคำพูดของนาง...หมายความว่าอย่างไร หรือว่านางไม่คิดจะกลับมาแล้ว?
เช่นนั้นแล้วเขาจะทำอย่างไร?!
“...ไม่ต้องเอาข้าวของไปทั้งหมด วันหน้ายังต้องกลับมาอีก” เขาพูดเป็นัย
หวาชิงเสวี่ยคิดว่าก็จริง นางจึงหยิบข้าวของบางอย่างออกมาจากสัมภาระที่เก็บไว้เรียบร้อยแล้ว ทิ้งไว้ในกระโจม
เมื่อฟู่ถิงเย่เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกโล่งใจ
“อ่า...เกือบลืมสิ่งนี้ไปแล้ว” จู่ๆ ก็ไปเจอบางสิ่งเข้า นางยิ้มจนตาหยี หยิบตลับกระเบื้องเล็กๆ ทรงแบนและกลมขึ้นมาชูตรงหน้าฟู่ถิงเย่ “ท่านแม่ทัพ ท่านยังจำสิ่งนี้ได้หรือไม่เ้าคะ?”
ฟู่ถิงเย่ตั้งใจมองดีๆ เห็นตลับกระเบื้องที่เล็กกว่าเหรียญทองแดงเล็กน้อย ภายในบรรจุของเนื้อแข็งข้นสีน้ำผึ้ง
หวาชิงเสวี่ยถือสิ่งนั้นเข้ามาใกล้กว่าเดิม จากนั้นถามเขาว่า “ได้กลิ่นหรือไม่เ้าคะ? เ้าสิ่งนี้มีกลิ่นส้มเ้าค่ะ”
“นี่คือสิ่งใด?” ฟู่ถิงเย่ถาม
หวาชิงเสวี่ยใช้นิ้วชี้แตะออกมาเล็กน้อย ทาลงบนริมฝีปากของตัวเอง “นี่คือสีผึ้งบำรุงปากที่ข้าทำเองเ้าค่ะ ท่านดมดูสิเ้าคะ มีกลิ่นส้ม เพราะในนี้ผสมน้ำเปลือกส้มที่ท่านช่วยบีบออกมาให้ข้าคราวที่แล้วด้วย...”
เดิมทีริมฝีปากที่แดงระเรื่อเนียนนุ่มก็ดูมีเสน่ห์อยู่แล้ว พอนางทาสีผึ้งลงไปก็ยิ่งดูฉ่ำวาว เหมือนผลอิงเถา [1] สีแดงที่รอการลิ้มลอง ช่างเย้ายวนใจเหลือเกิน
ฟู่ถิงเย่รู้สึกคอแห้งผาก ไม่ได้ยินว่าหวาชิงเสวี่ยพูดอะไรบ้าง ตาของเขามองแต่ริมฝีปากนุ่มนิ่มของนางที่ขยับขึ้นลงอยู่อย่างนั้น ไม่อาจละสายตาไปไหนได้เลย...
หวาชิงเสวี่ยกะพริบตาด้วยความสงสัย เรียกเขาเสียงเบา “...ท่านแม่ทัพ?”
จู่ๆ ฟู่ถิงเย่ก็ดึงนางเข้ามาใกล้!
“อื้อ! ...”
ริมฝีปากชุ่มชื้นแนบชิดกันแน่นิ่ง ไม่ได้ขยับเขยื้อน หรืออาจจะหมายความว่าแท้จริงแล้วเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะขยับอย่างไร? ััยืดเยื้อที่ปิดปากนางไว้ มีเพียงลมหายใจที่ร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่หวาชิงเสวี่ยกลับรู้สึกเจ็บจนน้ำตาไหล!
นางไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมหนวดของเขาถึงได้แข็งขนาดนี้!
ในขณะนี้ เมื่อใบหน้าแนบชิดกัน มันเหมือนเอาตัวเข้าไปกระแทกกับเ้าเม่นตัวใหญ่! ทำให้นางทั้งเจ็บและคัน!
นางพยายามผลักฟู่ถิงเย่ออก
ฟู่ถิงเย่ใตื่น! รู้สึกตัวว่าตนเองล่วงเกินนางอีกแล้ว จึงรีบปล่อยหวาชิงเสวี่ย พร้อมกับมีสีหน้ากระอักกระอ่วน
“เมื่อครู่ข้า...ทนไม่ไหว” ฟู่ถิงเย่อธิบายด้วยสีหน้าอายๆ “ครั้งหน้าข้าจะระวังกว่านี้...”
เมื่อเลื่อนสายตาไปเห็นหวาชิงเสวี่ยเอามือปิดแก้มไว้ ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยน้ำตาพร้อมกับจ้องมองเขาอย่างกล่าวโทษ ฟู่ถิงเย่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอับอาย เขาจึงพยายามหาเหตุผลให้ตนเองอย่างหน้าด้านๆ “เรามีสัญญาหมั้นหมายกันมาแล้ว ยามอยู่ด้วยกันสองต่อสอง จึงมีบ้างที่ความรู้สึกจะล้นปรี่ออกมาจนยากจะหักห้าม!”
สัญญาหมั้นบ้าบออะไรกัน! กริชเล่มนั้นก็เอามานับอะไรไม่ได้สักหน่อย!
“แต่หนวดของท่านแม่ทัพมันบาดหน้าข้ามากเ้าค่ะ!” หวาชิงเสวี่ยปล่อยมือลงให้ฟู่ถิงเย่ดูผลงานของเขาด้วยความน้อยใจ
เมื่อฟู่ถิงเย่เห็นก็ชะงักไปทันที
บนใบหน้าของหวาชิงเสวี่ยไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อใดที่มีรอยแดงหลายรอยเกิดขึ้น มันปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัดบนผิวของนาง
“...” ฟู่ถิงเย่มีท่าทีที่รู้สึกผิดเล็กน้อย เขาพึมพำ “เหตุใดถึงได้บอบบางขนาดนี้...”
หวาชิงเสวี่ยไม่สนใจเขา หันไปหยิบกระจกทองเหลืองมาส่องหน้าตัวเอง แล้วก็ต้องถอนหายใจยาวออกมา
นางไม่ใช่หญิงสาวที่รักสวยรักงามอะไร เพียงแค่รู้สึกเขินอาย หน้าเหมือนถูกแมวข่วนเช่นนี้ หากออกไปข้างนอกแล้วมีคนถาม จะให้อธิบายอย่างไร?
ฟู่ถิงเย่ก็ยื่นหน้าเข้าไปดูหวาชิงเสวี่ยในกระจก
หวาชิงเสวี่ยเห็นฟู่ถิงเย่จากในกระจก ก็รีบหลบไปอีกด้าน จากนั้นก็จ้องเขาด้วยสายตาที่ระแวดระวัง!
ฟู่ถิงเย่: “...”
ความรู้สึกไม่ได้รับความไว้วางใจเช่นนี้...มันทำให้คนรู้สึกโกรธได้จริงๆ นะ!
...
ณ เมืองเซิ่งจิง
หลังคาของพระตำหนักที่มุงด้วยกระเบื้องเคลือบซ้อนกัน เมื่อโดนแสงก็ส่องประกายงดงาม
การประชุมเช้าเสร็จสิ้นลงแล้ว ฮ่องเต้ตัวน้อยเดินออกจากพระตำหนักจินหลวนภายใต้การประคองของเหล่าขันที บนใบหน้าที่อ่อนเยาว์ของพระองค์ปรากฏความเงียบขรึมที่ไม่เหมาะสมกับวัย
ขันทีถามด้วยความระมัดระวัง “ฝ่าาจะเสด็จกลับตำหนักเลยดีหรือไม่...”
หลี่จิ่งหนานเสียงอู้อี้ “เห็นว่าอ๋องเจิ้นเป่ยส่งคนมาทูลเื่อาวุธชนิดใหม่ไม่ใช่หรือ ไปสนามฝึกดีกว่า จะได้ลองเสียหน่อย”
“คือว่า...” ขันทีผู้นั้นมีสีหน้าลำบากใจ “ฝ่าา ขนาดธนูที่ทำขึ้นมานั้น เป็ขนาดสำหรับทหารที่โตเต็มวัยแล้ว เกรงว่า...”
หลี่จิ่งหนานมีสีหน้าเยาะเย้ย พูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันตนเอง “ทุกคนคิดว่าเจิ้นยังเยาว์วัยเกินกว่าจะรับผิดชอบเื่สำคัญได้ ถ้าอย่างนั้นเหตุใดถึงให้เจิ้นขึ้นครองราชย์ั้แ่แรกเล่า?”
ขันทีได้ยินเช่นนั้นก็ใจหายใจคว่ำ รีบคุกเข่าลงอย่างหวาดกลัว “ฝ่าาทรงอย่าพิโรธเลยพ่ะย่ะค่ะ!”
ต่อจากนั้น ขันทีที่อยู่ข้างหลังเขาก็พากันคุกเข่าลงทั้งหมด
หลี่จิ่งหนานมองคนเหล่านี้ด้วยความรู้สึกชินชา แทบจะรู้สึกเบื่อหน่ายไปแล้ว
ข้างหน้าห่างไปไม่ไกล มีนางกำนัลาุโผู้หนึ่งเดินเข้ามา โค้งคำนับด้วยความเคารพ “ฝ่าา ่นี้เข้าฤดูใบไม้ผลิ อากาศแปรปรวน ไทเฮาห่วงใยพระพลานามัยของพระองค์ พระนางจึงเตรียมโจ๊กบำรุงร่างกายไว้ให้เพคะ”
หลี่จิ่งหนานพยักหน้า “่นี้พระพลานามัยของเสด็จแม่ดีขึ้นบ้างหรือไม่?”
“กราบทูลฝ่าา พระพลานามัยของไทเฮาดีขึ้นมากแล้ว แต่ทุกวันยังทรงเป็ห่วงฝ่าา พระนางกังวลพระทัยจนเสวยไม่ได้และบรรทมไม่หลับ”
เมื่อหลี่จิ่งหนานได้ยินเช่นนั้นก็ไม่แสดงสีหน้าใดๆ เพียงแค่พูดเสียงเรียบนิ่ง “จะมีอะไรให้ต้องกังวลนักหนา ในเมื่อเป็เช่นนี้ เจิ้นจะไปเยี่ยมเสด็จแม่แล้วกัน”
คณะเดินทางเปลี่ยนเส้นทางไปยังตำหนักของไทเฮา
เมื่อหลี่จิ่งหนานเดินเข้าไปข้างใน ก็เห็นโจ๊กและของว่างจัดวางอยู่บนโต๊ะ เห็นได้ชัดว่ามีการเตรียมไว้ก่อนแล้ว
“ทำให้เสด็จแม่ต้องเป็ห่วงแล้ว” น้ำเสียงของพระองค์ดูหดหู่ อารมณ์ก็ห่อเหี่ยวตาม
ม่านลูกปัดถูกเลิกขึ้น เกิดเป็เสียงดังกังวาน สตรีแต่งกายงดงามผู้หนึ่งเดินออกมาอย่างเชื่องช้า โดยมีหมัวหมัว [2] คอยประคอง
“หม่อมฉันได้ยินมาว่า วันนี้ฝ่าามีเื่โต้เถียงกับเหล่าเสนาบดีในที่ประชุมเช้าอีกแล้วหรือ?” ไทเฮามองหลี่จิ่งหนานด้วยความเป็ห่วง “ฝ่าา ตอนนี้เราสองแม่ลูกอยู่ในสถานะที่อ่อนแอ ขอพระองค์ทรงเก็บซ่อนความสามารถไว้ อย่าทรงโต้เถียงเพื่อเอาชนะในตอนนี้เลย...”
ในแววตาของหลี่จิ่งหนานปรากฏความไม่พอใจขึ้นเล็กน้อย “เสด็จแม่ก็เห็นว่าข้าผิดหรือ?!”
—————————————————————————————————
[1]อิงเถา(樱桃)เชอรี่
[2]หมัวหมัว(嬷嬷)ตำแหน่งนางกำนัลาุโ
