ถึงแม้เหล่าหูจะรักหูเอ้อร์มาก แต่เขาก็รู้ดีว่าหลานชายคนนี้มีความสามารถเพียงใด ต้องรู้ว่าเ้าหมอนี่ถึงขั้นถูกสมุนดูถูกเหยียดหยามตอนเป็หัวหน้าอันธพาลด้วยซ้ำ
ดังนั้น เมื่อพบว่าผู้ที่เสนอความคิดเห็นคือหูเอ้อร์ เหล่าหูจึงเผยสีหน้าผิดหวังออกมา เขาถามด้วยความคาดหวังเพียงน้อยนิด “แล้วเ้ามีวิธีอันใด”
หูเอ้อร์ที่เมามายยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียว ก่อนจะพูดด้วยลมหายใจเหม็นเหล้า “พวกเราไม่เพียงแต่ต้องเข้าร่วมจับสลากเท่านั้น แต่ยังต้องเข้าร่วมอย่างเปิดเผยและสง่างาม!”
เหล่าหูยกมือขึ้นกุมขมับทันที เขาอดทนบอกกับเขาว่า “ทุกคนมารวมตัวกันก็เพื่อหาวิธีหลีกเลี่ยงการจับสลาก เ้าเมาแล้ว อย่ามาสร้างความวุ่นวาย”
“แต่เช่นนี้ก็ปิดปากทุกคนได้ไม่ใช่หรือ” หูเอ้อร์กล่าวอย่างใจเย็น
“พวกเราก็แค่ไม่อยากถูกเลือก เ้านี่มันเข้าใจอะไรบ้างเนี่ย”
“ทำเป็พิธีการเท่านั้น! ท่านอาใหญ่ทำไมถึงไม่เข้าใจเล่า” หูเอ้อร์แย้ง
เหล่าหูที่อายุมากแล้วย่อมฟังออกว่าในคำพูดของเขามีความหมายแฝงอยู่ จึงรีบถาม “หมายความว่าอย่างไร รีบบอกท่านอาใหญ่มา!”
“อย่างไรเสีย การจับสลากครั้งนี้ก็จัดขึ้นโดยพวกเรา” หูเอ้อร์เรอเหล้าออกมาแล้วหัวเราะ “ประเด็นไม่ได้อยู่ที่การจับสลาก แต่อยู่ที่ว่าใครเป็คนจับสลาก ในวันนั้นขอเพียงแค่คนที่จับสลากเป็พวกเรา แล้วทำตามขั้นตอนจับสลาก จากนั้นก็หยิบสลากที่ซ่อนไว้ก่อนหน้านี้ ก็รับประกันได้ว่าคนของพวกเราจะไม่ถูกเลือก”
ชายชราตบต้นขา แล้วชี้ไปที่หูเอ้อร์พร้ะโกน “เอาแบบนี้แหละ!”
จากนั้นหันไปยกนิ้วโป้งให้เหล่าหูพร้อมกล่าวชม “เหล่าหู เ้านี่มีหลานชายดีจริงๆ!”
เ้าของกองคาราวานก็เอ่ยชมเช่นกัน “ช่างเป็แผนการที่แยบยลนัก!”
ท่านเ้าเมืองเฒ่าที่ถูกชมจนลอย เดินเข้าไปบีบแก้มหูเอ้อร์ด้วยความเอ็นดู “ท่านอาใหญ่ไม่ได้รักเ้าเปล่าๆ จริงๆ! ยามคับขันเช่นนี้ก็ช่วยเหลือได้มาก!”
มีคนหนึ่งในงานเลี้ยงถามขึ้นมาว่า “แล้วถ้าพวกเขาไม่ยอมรับผลลัพธ์เล่า จะทำอย่างไร”
หูเอ้อร์กล่าว “พวกมันจะไม่ขัดขืนหรอก ขอเพียงแค่คนที่ถูกจับได้ไม่ใช่ลูกสาวของพวกมัน ก็ไม่มีใครสนใจหรอก ยิ่งไปกว่านั้นพวกเราเลือกคนที่รังแกง่ายๆ ก็ไม่ต้องกังวลแล้ว”
เมื่อพูดจบ ทุกคนต่างก็เผยรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจ ปัญหาที่คาราคาซังมานานก็คลี่คลายลงในพริบตา
“เช่นนั้น...ปีนี้จะเลือกบ้านไหนเล่า” เหล่าหูถาม
“เื่นี้ไม่ต้องให้ทุกคนลำบากหรอก” หูเอ้อร์ยิ้มอย่างมีเลศนัย เขาบีบจอกสุราในมือจนแตกละเอียด “สำหรับปีนี้ข้ามีตัวเลือกในใจแล้ว”
เขาเทสุราลงบนจานเนื้อย่างตรงหน้า
*****
หลังจากวุ่นวายมาทั้งวัน ในที่สุดร้านโทรมเนื้อย่างก็ปิดร้าน
เนื่องจากหูเอ้อร์ไม่ได้มาก่อกวน อีกทั้งมีลู่เต้าอยู่ประจำร้าน ลูกค้าจึงมั่นใจที่จะมารับประทานอาหาร เพราะความแข็งแกร่งของเขาเป็ที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคน
“เหนื่อยตายเลย” เสี่ยวอวี้ฟุบลงบนโต๊ะอย่างเหนื่อยล้าแล้วะโ “เฮยเจิ้ง เ้าหิวหรือไม่”
อีกฝ่ายไม่ได้ตอบ นางพบว่าลู่เต้าที่นั่งอยู่ข้างๆ กำลังมองไปที่ประตูอย่างเหม่อลอย นางจึงผลักเขาเบาๆ แล้วพูดว่า “เ้าเป็อะไรหรือไม่”
ลู่เต้าได้สติกลับมาแล้วถาม “มีเื่หนึ่ง ข้าไม่รู้ว่าควรบอกเ้าหรือไม่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสี่ยวอวี้จึงลุกขึ้นนั่ง เสี่ยวไฉที่กำลังเช็ดโต๊ะอยู่ไม่ไกลนักก็รู้สึกประหม่า เขาตั้งใจฟังอย่างใกล้ชิด
“เป็อะไรไป”
“ข้าจำได้ว่าเ้าน่าจะเคยบอกว่านายพรานที่ส่งไก่ป่าให้เ้านั้นชื่ออู่ถ่งใช่หรือไม่”
“อืม!” นางพยักหน้า “ใช่แล้ว”
ลู่เต้าถามอย่างระมัดระวัง “เ้าสนิทกับเขามากหรือไม่”
“ค่อนข้างสนิท ลูกสาวของเขากับข้าเป็เพื่อนกัน ปกติเขาก็ช่วยเหลือร้านของเรามาก จะส่งของดีๆ ให้ข้าก่อนเสมอ” เสี่ยวอวี้กล่าวด้วยความซาบซึ้ง “เขาเป็คนดี”
ลู่เต้าร้องในใจทันที ‘แย่แล้ว จะบอกอย่างไรดีเล่า’
“เ้าเจอเขาหรือ” เสี่ยวอวี้ใคร่สงสัย
“เอ่อ...ใช่ ข้าพบเขาบนูเา”
“แล้วเขาไม่เป็อะไรใช่หรือไม่”
“เื่นี้...”
ลู่เต้าลังเลว่าจะบอกความจริงดีหรือไม่ว่านายพรานอู่ถ่งผู้มีพระคุณกับนาง ได้เสียชีวิตบนูเาไปแล้ว
“ช่างเถอะ ไม่มีอะไรต้องปิดบัง” เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความกล้าเตรียมจะพูด แต่เมื่อเห็นแววตาอันใสซื่อของเสี่ยวอวี้ เขาก็หมดแรงใจลงทันที เพราะมิอยากเห็นใบหน้านั้นเปื้อนคราบน้ำตาเลย
เมื่อเห็นว่าเขาลังเลโยกโย้ เสี่ยวอวี้ก็สังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา
“เฮยเจิ้ง ท่านอู่ถ่งเขาเป็อะไรไป”
ลู่เต้าโลเลอยู่นาน ในที่สุดก็ตัดสินใจบอกนาง “เ้ามากับข้าเถอะ”
เสี่ยวอวี้ผู้มีนิสัยห้าวหาญหันไปบอกน้องชายทันใด “เ้าดูร้านก่อน พี่จะออกไปข้างนอกกับเฮยเจิ้งครู่หนึ่ง เดี๋ยวก็กลับมา”
เสี่ยวไฉเห็นว่าทั้งสองคนจะออกไปข้างนอกด้วยกันก็ร้อนใจ “พวกท่านจะไปที่ใด”
เพิ่งจะพูดจบ พี่สาวตนก็หายไปพร้อมกับชายที่เพิ่งรู้จักกันได้เพียงสองวันแล้ว
กลางดึกเช่นนี้ บนถนนที่มืดมิดมองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้ว ลู่เต้าถือโคมไฟเดินไปบนถนนเปลี่ยวๆ อยู่กับเสี่ยวอวี้
เนื่องจากสองข้างเป็ทางลาดชันมองไม่เห็นทาง เสี่ยวอวี้จึงได้แต่จับมือลู่เต้าแน่น ปล่อยให้เขานำทางไปข้างหน้า บริเวณโดยรอบนั้นมีเสียงน้ำไหลและเสียงกบร้องเป็ระยะ
เสียงฝีเท้าเหยียบย่ำดังขึ้นราวกับกำลังเดินอยู่บนถนนที่เต็มไปด้วยใบไม้แห้ง ทั้งสองคนก้มลงมองจึงพบว่าบนพื้นเต็มไปด้วยกงเต๊ก
ลู่เต้าไม่แปลกใจกับเื่นี้ แต่เสี่ยวอวี้ไม่ได้เป็เช่นนั้น เมื่อเห็นกงเต๊กเกลื่อนกลาด นางก็ยิ่งประหม่าจับมือลู่เต้าแน่นขึ้น
หลังจากเดินไปได้สักพักหนึ่ง ทันใดนั้นก็มีลมพัดกระโชกอย่างแรง พัดกงเต๊กปลิวว่อนไปทั่วผสมปนเปไปกับฝุ่นทราย ทำเอาทั้งสองคนลืมตาไม่ขึ้น
“ดูสิ!” ลู่เต้าชี้ไปที่ปลายถนนแล้วะโ
เสี่ยวอวี้รวบรวมความกล้าหรี่ตามอง
ภายใต้แสงจันทร์อันสลัวเลือนราง นางเห็นบ้านโทรมๆ ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
เมื่อทั้งสองคนเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็พบว่าบ้านหลังนี้ทรุดโทรมอย่างมาก จนใช้คำว่าซากปรักหักพังก็ไม่เกินจริง กำแพงพังลงไปกว่าครึ่ง บนกำแพงอิฐมีรูพรุนหลายแห่ง กระเบื้องบนหลังคาก็มีรูโหว่เช่นกัน
ไม่มีอะไรปิดกั้นลมหนาวและสายฝนเลย
เสี่ยวอวี้เห็นโลงศพแปดโลงเรียงรายอย่างเป็ระเบียบภายในกำแพงด้านนอก บรรยากาศอันน่าขนลุกนั้นช่างน่ากลัวนัก
ขณะที่นางกำลังหวาดกลัวว่าจะเข้าไปดีหรือไม่ ลู่เต้าที่ไม่กลัวผีสางหรือปีศาจก็ดึงนางเดินเข้าไปในโรงเก็บศพผุพังนั้นทันที
“เดี๋ยวก่อน...เดี๋ยวก่อน!” เสี่ยวอวี้กล่าวอย่างหวาดกลัว “เ้าไม่กลัวผีหรือ”
“ผีหรือ” ภาพลักษณ์อันหยิ่งผยองของไป๋เสียผุดขึ้นมาในหัวลู่เต้า เขาจึงพูดอย่างไม่ใส่ใจ “มีอะไรให้น่ากลัว ท้องหิวไม่มีข้าวให้กินน่ากลัวกว่าอีก”
นางหัวเราะคิกคัก ความรู้สึกประหม่าและหวาดกลัวพลันสลายหายไป นางหัวเราะแล้วพูดว่า “แล้วถ้ามีปีศาจหรือภูตผีปีศาจเล่า เ้าจะปกป้องข้าหรือไม่”
“วางใจเถอะ แถวนี้ปลอดภัยมาก” ลู่เต้าลูบด้ามกระบี่อสูร แล้วชูนิ้วโป้งด้วยความมั่นใจ “ต่อให้มีอะไร ข้าปกป้องเ้าได้แน่!”
ถึงแม้ลู่เต้าจะตอบตามความหมายตรงๆ แต่นางก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ เขาจึงพลอยหัวเราะตามไปด้วย
ในระยะไกล มีดวงตาคู่หนึ่งกำลังแอบมองทั้งสองคนอยู่ในความมืด เมื่อเห็นว่าทั้งคู่มีท่าทีสนิทสนมกันก็โกรธจนกัดฟันกรอด
โรงเก็บศพที่ทรุดโทรมบวกกับแสงไฟสลัว ทำให้ภาพนั้นดูน่ากลัว ทว่าลู่เต้าหาได้สนใจไม่ พร้อมย่างกรายเข้าไปอย่างไม่เกรงกลัวราวกับเข้าบ้านตัวเอง เขาเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าโลงศพที่ฝาโลงเปิดแง้มเอาไว้
“โลงนี้ใช่หรือไม่”
เขาม้วนแขนเสื้อเตรียมจะเปิดฝาโลง เสี่ยวอวี้รีบดึงเขาไว้ “เปิดแบบนี้ ไม่เป็อะไรจริงๆ หรือ”
“ฉิวหมัว” ยังคงเงียบสงัด เขาจึงพูดว่า “ไม่ต้องห่วง”
และในเวลานี้เอง ประตูโรงเก็บศพก็ถูกกระแสลมปริศนาปิดลง เสียงดังโครมคราม โคมไฟในมือก็ดับลง ทุกอย่างมืดมิดในพริบตา
เสี่ยวอวี้ร้องด้วยความใ ก่อนจะซุกหน้ากรีดร้องอยู่ตรงอกลู่เต้า “มันออกมาแล้ว!!!”
ลู่เต้าได้แต่ยิ้มแห้งๆ จากนั้นจึงปลอบนาง “ไม่เป็ไร แค่ลมพัดเท่านั้นเอง”
ตึก ตึก
มีเสียงประหลาดดังขึ้นมาจากด้านใน สีหน้าลู่เต้าพลันเคร่งเครียด
ตึก ตึก
ตึก ตึก
จังหวะไม่เพียงแต่เร็วขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ อีกด้วย!
