ต้วนเหลยถิงจดจ้องฝูงชนที่เอ่ยวาจาเย้ยหยันออกมา ภายในสายตาดุดันมีประกายสังหารวูบผ่าน
คนรอบข้างถึงกับเงียบกริบจนได้ยินเสียงเข็มหล่นพื้นโดยพลัน ในใจทุกคนต่างเอ่ยเป็เสียงเดียวกันว่า : คนผู้นี้ช่างน่ากลัวยิ่งนัก ราวกับอสูรคลานขึ้นมาจากขุมนรกก็มิปาน ทำเอาเกือบหัวใจวายตายเสียแล้ว!
ร่างกายผอมบางของหลินโส่วเสียนสั่นสะท้าน พลันเกิดความคิดจะล่าถอย ทว่าเมื่อหางตาเหลือบไปเห็นผู้เฒ่าเคอกับแม่เฒ่าเคอที่อยู่ท่ามกลางฝูงชน เขาก็ฮึกเหิมขึ้นมาอีกครั้งและจดจ้องต้วนเหลยถิงโดยตรง
ตนเป็ฝ่ายมีเหตุผลยังจะต้องกลัวสิ่งใด? อยู่ต่อหน้าคนมากมายถึงเพียงนี้ นายพรานผู้นี้จะกล้าลงมือได้หรือ?
น้ำเสียงเคร่งขรึมเ็าของต้วนเหลยถิงพลันดังเข้าสู่โสตประสาทของทุกคน “เ้ามีนามว่ากระไร? มีสิทธิ์อันใดมาป้ายสีความบริสุทธิ์ของสตรี รู้ถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาหรือไม่?”
หลินโส่วเสียนกลืนน้ำลาย มองไปทางผู้เฒ่าเคอแล้วรวบรวมสติเอ่ยว่า “ข้ามีนามว่าหลินโส่วเสียน ทุกคนสามารถไปสอบถามที่หมู่บ้านสกุลเมิ่งได้ ข้าคือซิ่วไฉเพียงหนึ่งเดียวของหมู่บ้านนั้น ทุกสิ่งที่พวกท่านได้ยินเมื่อสักครู่ล้วนเป็เื่จริง มิได้คิดจะใส่ร้ายป้ายสีความบริสุทธิ์ของแม่นางเคอแต่อย่างใด”
“หึ!” เคอโยวหรานนึกขบขัน นางออกเรือนแล้ว ยังจะเรียกว่าแม่นางอยู่อีก คนผู้นี้้าจะเอาอย่างไรกันแน่?
“ข้าว่านะซิ่วไฉ เ้ากับข้าไม่รู้จักกันแม้แต่นิด ทั้งยังไม่เคยพบหน้ากันอีกด้วย จะกล่าวว่าสาบานรักมั่นต่อกันได้อย่างไร? เมื่อสิบปีก่อนผู้ใดหมั้นกับผู้ใดย่อมต้องมีใบสัญญาหมั้นหมายหรือเครื่องพิสูจน์กระมัง ใส่ร้ายป้ายสีข้าโดยไร้หลักฐานเยี่ยงนี้ ข้าสามารถไปฟ้องร้องเ้าที่สำนักศึกษาได้เชียวนะ เป็ถึงบัณฑิตไม่คิดเื่เรียน กลับหากินบนเส้นทางบิดเบี้ยวโดยเฉพาะเช่นนี้ เ้าไม่รู้สึกผิดต่อพระมหากรุณาธิคุณขององค์จักรพรรดิบ้างหรือ?”
หลังกล่าวจบ เคอโยวหรานก็คารวะไปทางเมืองหลวงอย่างอ้อยอิ่ง กิริยาท่าทางเช่นบุตรสาวตระกูลใหญ่ผู้เพียบพร้อมด้วยมารยาท
ฝูงชนที่เข้ามาห้อมล้อมต่างอดชื่นชมนางมิได้ ทันใดนั้นก็รู้สึกคล้ายกับบัณฑิตผู้นี้กล่าววาจาใส่ร้ายป้ายสีความบริสุทธิ์ของคนอื่นโดยไม่ลืมหูลืมตาจริงๆ
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาจ้องมองด้วยความสงสัยของทุกคน ใบหน้าของหลินโส่วเสียนถึงขั้นซีดเผือด ไม่รู้ว่าควรจะโกรธเคืองหรือหวาดกลัวเสียแล้ว หางตาเหลือบมองไปทางผู้เฒ่าเคอก่อนจะยืดแผ่นอกให้ตรง จากนั้นเอ่ยพลางล้วงหยิบใบสัญญาฉบับหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ
“นี่คือสัญญาการหมั้นหมายของพวกเรา โดยผู้เฒ่าเคอกับบิดาของข้าเป็คนลงนาม จะเป็ของปลอมได้อย่างไร?”
หัวใจของต้วนเหลยถิงพลันบีบเข้าหากัน เขาจับมือเคอโยวหรานเอาไว้แน่น ดวงตาจดจ้องไปยังสัญญาฉบับนั้น นึกอยากจะคว้ามันมาฉีกให้แหลกละเอียดเหลือเกิน
แพขนตาของเคอโยวหรานสั่นไหว ครั้นหวนนึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับชาติก่อนของเ้าของร่างเดิมกลับไม่พบว่ามีคู่หมั้น หลินโส่วเสียนผู้นี้มีบางอย่างผิดปกติ นางจึงเอ่ยด้วยสีหน้านิ่งขรึมว่า
“ในเมื่อเป็สัญญา เช่นนั้นก็เปิดเนื้อหาข้างในให้ทุกคนได้อ่านสักหน่อยดีหรือไม่? หากแค่ซื้อกระดาษจากร้านตำรามาแผ่นหนึ่งก็สามารถทำลายชื่อเสียงผู้อื่นได้ เ้ายังจะคู่ควรเป็บัณฑิตอีกหรือ? ภายหน้าถ้ามีตำแหน่งขุนนาง ประชาชนไม่ต้องถูกคนถ่อยเช่นเ้าใส่ร้ายป้ายสีหรืออย่างไร?”
ครั้นผู้คนที่เข้ามามุงดูได้ยินคำพูดนี้ หลังคิดใคร่ครวญต่างรู้สึกหวาดหวั่นยิ่งนัก พากันเอ่ยเสริมว่า
“ใช่แล้ว หากคนเช่นนี้กลายเป็ขุนนาง จะไม่กลับดำเป็ขาว ใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นหรอกหรือ?”
“หากปล่อยให้ซิ่วไฉผู้นี้กลายเป็ขุนนาง เกิดตัดสินบิดเบือนคดี ชาวบ้านเช่นพวกเรายังจะมีหนทางรอดได้อย่างไร?”
“ชื่อเสียงของสตรีสำคัญมากเพียงใด อยู่ต่อหน้าผู้คนตั้งมากมายยังกล่าววาจาซี้ซั้วเช่นนี้ นิสัยใจคอของคนผู้นี้ช่างต่ำทรามเกินไปแล้ว...”
เสียงตั้งข้อสงสัย เสียงตำหนิ และเสียงวาจาโจมตีดังเข้าหูหลินโส่วเสียนไม่ยอมหยุด เขาหอบหายใจด้วยความโมโห ทันใดนั้นก็คลี่ใบสัญญาออก ชูขึ้นสูงเพื่อให้ทุกคนได้อ่าน
ผู้คนในเหตุการณ์ล้วนแต่ไม่เคยเรียนหนังสือ ต่างเสนอให้เถ้าแก่อวี๋เป็คนอ่านว่าใจความข้างในเขียนว่าอย่างไร?
เถ้าแก่อวี๋มองไปทางต้วนเหลยถิง ครั้นเห็นเคอโยวหรานที่อยู่ข้างกายของอีกฝ่ายพยักหน้าจึงเอ่ยออกไปว่า
“ความหมายโดยรวมของสัญญาหมั้นหมายฉบับนี้คือ สกุลหลินจากหมู่บ้านสกุลหลินกับสกุลเคอจากหมู่บ้านเถาหยวนได้ผูกมิตรไมตรีอันดีต่อกัน สกุลเคอยกหลานสาวคนโตให้เป็ภรรยาของโส่วเสียนจากสกุลหลิน รอจนกระทั่งหลานสาวสกุลเคอถึงวัยปักปิ่นก็จะเลือกวันมงคลจัดพิธีสมรส”
หลังจากเถ้าแก่อวี๋อ่านจบ หลินโส่วเสียนพลันเอ่ยกับเคอโยวหรานอย่างไม่เป็มิตรว่า “ได้ยินแล้วใช่หรือไม่? เมื่อสิบปีก่อนพวกเราได้หมั้นหมายกันไว้แล้ว เ้ากลับทรยศต่อความไว้วางใจไปแต่งงานเป็ภรรยาผู้อื่น ไม่เคารพผู้าุโ ไม่รักษาจรรยาหญิง เื่ราวเป็ที่ประจักษ์อยู่ตรงหน้าพวกเ้าแล้ว ยังมีสิ่งใดจะพูดอีกหรือไม่?”
ครั้นผู้คนที่ล้อมชมได้พบกับความจริง ต่างพากันเผยสีหน้าหยามเหยียดใส่เคอโยวหรานสองสามีภรรยา เอ่ยวาจาถากถางว่า
“ไอ้หยา เมื่อครู่ยังกล่าวว่าบัณฑิตใส่ร้ายป้ายสีโดยไม่นึกละอาย ยามนี้ประเสริฐนัก ผู้อื่นมีสัญญาหมั้นหมายมายืนยัน นางคงไม่มีคำใดจะเอ่ยแล้วกระมัง?”
“แอบแต่งงานกันลับหลังผู้าุโ เห็นทีว่าสองคนนี้คงจะหนีตามกันกระมัง? ช่างหน้าไม่อายเสียจริง...”
หลินโส่วเสียนยกยิ้มลำพองใจ ม้วนเก็บใบสัญญาหมั้นหมายอย่างเชื่องช้าพลางเอ่ยว่า “พวกเ้ายังมีอันใดจะพูดอีกหรือไม่? สกุลต้วนรังแกผู้อื่นเกินไปแล้ว เป็คนต่างแซ่ที่อพยพมาจากถิ่นอื่น ทั้งยังล่อลวงคู่หมั้นภรรยาผู้อื่นเช่นนี้ ทุกคนคิดว่าควรจัดการอย่างไรดีหรือ?”
“ให้พวกเขาจ่ายเงินชดเชย อย่างน้อยก็ต้องแปดร้อยสิบตำลึง ไม่เช่นนั้นคงเสียเปรียบพวกเขาเกินไปแล้ว”
“ใช่แล้ว ไม่เพียงต้องจ่ายเงินชดเชย สตรีที่ไม่รักษาจรรยาหญิงผู้นั้นก็ควรถูกขังกรงหมูถ่วงน้ำจึงจะถูก”
“ถูกต้อง จำต้องลงโทษสตรีผู้นั้น มิอาจสนับสนุนการกระทำเยี่ยงนี้...”
เสียงดังเกรียวกราว...ทุกคนกำลังถกเถียงกันอย่างสนุกสนาน วิจารณ์ต้วนเหลยถิงกับเคอโยวหรานเสียๆ หายๆ จนไร้ค่าและคิดจะจับคนทั้งสองขังกรงหมูถ่วงน้ำ
พลันมีหนึ่งเสียงกังวานเสนาะหูดังเข้าสู่โสตประสาทของทุกคน “ข้าว่านะคนแซ่หลิน บนสัญญาหมั้นหมายของเ้าเขียนว่าหลานสาวคนโตสกุลเคอหมั้นหมายกับเ้า ทว่าหลานสาวคนโตกลับมิใช่ข้าเคอโยวหราน เ้าตรงดิ่งเข้ามากัดข้ากับสามีไม่ต่างกับสุนัขเช่นนี้ คงจะกินยาผิดมากระมัง?”
หืม? ทุกคนที่ล้อมดู “...?”
หลินโส่วเสียน “...?”
ภายในใจแม่เฒ่าเคอกับผู้เฒ่าเคอถึงกับสะอึก เอ่ยในใจว่า : จบสิ้นแล้ว ตอนเขียนใบสัญญาหมั้นหมายมิได้ระบุชื่อให้ชัดเจน ควรเขียนให้แน่ชัดว่าคือหลานสาวคนโตจากครอบครัวใหญ่ ยามนี้หลานสาวคนโตสกุลเคอไม่กลายเป็เคอเสี่ยวหรูแล้วหรอกหรือ?
หลินโส่วเสียนจะไปรู้ได้อย่างไรว่าหลานสาวสกุลเคอมีกี่คน ลำดับาุโเป็เช่นไร? ยามนี้ถึงกับหวาดหวั่นโดยสมบูรณ์เสียแล้ว
เขาฝืนเอ่ยอย่างสุขุมว่า “เคอโยวหราน เ้าอย่าได้ฝืนแก้ตัวจะดีกว่า ยามนั้นเ้านอนอยู่ในอ้อมอกของข้า ทั้งยังพร่ำเอ่ยคำรัก ปลุกกำลังใจให้ข้าสอบซิ่วไฉจวี่เหรินเพื่อเป็หน้าเป็ตาแก่วงศ์สกุล พยายามพากเพียรชิงตำแหน่งขุนนางเพื่อเ้า ยามนี้ข้าล้มป่วย เ้ากลับชักสีหน้าไร้ไมตรี ช่างเืเย็นไร้สำนึกเสียจริง”
ต้วนเหลยถิงโมโหถึงขีดสุด พลันฟาดหนึ่งฝ่ามือไปทางรถเข็นที่พวกเขาขนข้าวของลงเรียบร้อยแล้วผ่านทางอากาศ
ฉับพลันนั้นแผ่นไม้ก็กระเด็นไปทั่วสี่ทิศ รถเข็นทั้งคันกลับกลายเป็เศษไม้หนึ่งกอง ครั้นสายลมพัดผ่านมาก็เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ทุกคนต่างอ้าปากค้าง สูดอากาศเย็นหนึ่งเฮือกพร้อมกับทยอยถอยห่างออกไป นึกใคร่ครวญย้อนหลังว่าวาจาเมื่อครู่ได้สร้างความหมางใจให้ท่านเทพเซียนที่น่าหวาดกลัวผู้นี้หรือไม่ เพราะร่างกายของพวกเขามิได้แข็งแรงเท่ารถเข็นคันนี้เสียด้วยซ้ำ
เคอโยวหรานลูบท่อนแขนของต้วนเหลยถิงเพื่อปลอบโยนเขา ตามด้วยเอ่ยกับหลิวโส่วเสียนว่า “ตามที่เ้าพูดมา พวกเราสองคนน่าจะสนิทสนมกันมากจึงจะถูก เช่นนั้นเ้าลองบอกเถิดว่าข้ามีหน้าตาเป็เช่นไร บนใบหน้ามีลักษณะพิเศษอันใดหรือไม่?”
หลินโส่วเสียนไม่เคยพบหน้าเคอโยวหรานมาก่อน มีหรือจะรู้ว่านางหน้าตาเป็เช่นไร? เพียงแต่โชคดีที่ก่อนหน้านี้ผู้เฒ่าเคอกับแม่เฒ่าเคอบอกเล่าถึงลักษณะหน้าตาของเคอโยวหรานให้เขาฟัง ดังนั้นจึงโพล่งออกไปว่า
“เ้าผอมแห้งดั่งท่อนฟืน ทั้งดำคล้ำและซีดเหลือง แก้มตอบโหนกแก้มนูน มีเพียงดวงตาหนึ่งคู่ที่กลมโตเป็ประกาย ทั่วทั้งกายของเ้า สิ่งที่ข้าชื่นชอบมากที่สุดก็คือดวงตาคู่นี้ของเ้า”
ต้วนเหลยถิงกำหมัดจนกระดูกดังกร๊อบ หลินโส่วเสียนผู้นี้ควรจะซาบซึ้งในพระคุณของโยวหรานจริงๆ
หากมิใช่ว่านางคอยปลอบโยนบุรุษข้างกายเอาไว้ เกรงว่ายามนี้หลินโส่วเสียนคงไม่เหลือแม้แต่กระดูกแล้ว
เคอโยวหรานเอ่ยเสียงเ็า “ถ้าข้าหน้าตาไม่เหมือนที่เ้าพูด การที่มาใส่ร้ายป้ายสีความบริสุทธิ์ของข้าเช่นนี้ ควรจะจัดการเช่นไรดี?”
หลินโส่วเสียนหรี่ดวงตา จ้องมองไปทางผู้เฒ่าเคอกับแม่เฒ่าเคอด้วยความประหม่า ครั้นเห็นคนทั้งสองพยักหน้า จึงเอ่ยด้วยความมั่นใจเปี่ยมล้นทันที
“หากเ้ามิได้หน้าตาเหมือนที่ข้ากล่าวมา เช่นนั้นข้าจะยอมรับผิด นับแต่นี้ต่อไปไม่ข้องเกี่ยวกับเ้า ทั้งยังจะยอมกล่าวขอโทษเ้าอีกด้วย”
