เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วส่งแม่ทัพเยี่ยนไปอย่างอาวรณ์ แล้วจึงวิ่งะโโลดเต้นกลับไปที่เรือน กะพริบตาใส่เยวี่ยเจาหรานที่กำลังสางผมวาดคิ้ว แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “วางใจเถอะ ครั้งนี้ต้องไม่มีปัญหาแน่นอน!”
หากไม่เชื่อใจเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็ไม่มีหนทางอื่นอีกแล้ว แม้มหาบัณฑิตเยวี่ยจะมีตำแหน่งในราชสำนักเหมือนกัน และดูจากนิสัยก็เข้ากันกับคุณชายจ้าวมากกว่า เพราะเป็ขุนนางบุ๋นเหมือนกัน หากให้มหาบัณฑิตเยวี่ยออกหน้า เทียบกับแม่ทัพเยี่ยนแล้วก็คงจะเหมาะสมกว่า
ทว่าเยวี่ยเจาหรานรู้จักพ่อของตนผู้นี้มานาน มหาบัณฑิตเยวี่ยแต่ไหนแต่ไรเกลียดการยุ่งกับเื่วุ่นวายเป็ที่สุด หลักการเอาตัวรอดของปัญญาชนผู้มากประสบการณ์ล้วนเป็ดั่ง ‘สนเพียงหิมะที่หน้าประตูบ้านตน ไม่ยุ่งน้ำค้างแข็งบ้านผู้อื่น’ [1] ยิ่งกว่านั้นเื่ของคุณชายจ้าวในครั้งนี้ หากจะเกลี้ยกล่อมให้มหาบัณฑิตเยวี่ยออกหน้า ก็ไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมไม่ใช่หรือ?
ดังนั้นเยวี่ยเจาหรานจึงฝากความหวังเอาไว้กับตัวแม่ทัพเยี่ยน ยามนี้ทำได้เพียงคาดหวังในปาฏิหาริย์ ลองเสี่ยงดูเท่านั้น
ส่วนสุดท้ายแล้วคุณชายจ้าวจะมีโอกาสได้พลิกฟื้นขึ้นมาหรือไม่... นั่นก็ขึ้นอยู่กับโชคของตัวเขาเอง
เยวี่ยเจาหรานที่สางผมเสร็จอย่างยากลำบากพยักหน้าให้กับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว ผ่านไปครู่หนึ่งจึงค่อยๆ เอ่ยขึ้น “ได้ เข้าใจแล้ว” เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วไม่นึกว่าเยวี่ยเจาหรานจะเ็าขนาดนี้ นางแอบเบ้ปากก่อนเตรียมจะวิ่งไป คาดไม่ถึงว่าเยวี่ยเจาหรานจะเอ่ยขึ้นเื้ัของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอีกครั้ง “เมื่อคืนข้าหุนหันพลันแล่นเกินไป เ้าอย่าถือสาเลยนะ...”
ปากแข็งชะมัด! เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วแอบหัวเราะ นางไม่เอ่ยอะไรแล้วก็หมุนตัววิ่งจากไป
บางทีอาจเพราะทนลูกอ้อนของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วไม่ไหว ครั้งนี้แม่ทัพเยี่ยนจึงพึ่งพาได้อย่างมาก เขาถวายรายงานต่อฮ่องเต้ในท้องพระโรงทันที บอกว่าข่าวซุบซิบนินทาที่แพร่สะพัดในเมืองหลวงใน่นี้ล้วนเกี่ยวข้องกับคุณชายตระกูลจ้าว ถ้าหากปล่อยให้ข่าวลือเช่นนี้แพร่กระจายต่อไปนานเข้า ไม่เพียงจะกระทบต่อมุมมองของราษฎรที่มีต่อคนในราชสำนัก จะยิ่งกระทบต่อพระบารมีและพระปรีชาของฝ่าาผู้เป็องค์ฮ่องเต้ด้วย!
ด้วยการเยินยออย่างแพรวพราวของแม่ทัพเยี่ยน คุณชายจ้าวจึงถูกส่งไปเป็ผู้ว่าการอำเภอที่เจียงหนานด้วยคำพูดเพียงสองสามประโยค แม้จะเป็เมืองซูโจว แต่อย่างไรก็นับว่าเป็ตัวเมือง นอกจากนี้ยังเลื่อนตำแหน่งให้กับคุณชายจ้าวในระดับหนึ่งด้วย
ดูผิวเผินแล้วคุณชายจ้าวก็ดูเหมือนจะเสียเปรียบตกหลุมพราง ทว่าโดยเนื้อแท้แล้ว ก็ยังได้โอกาสไขว่คว้าผลประโยชน์ทั้งยังได้รับการสนับสนุนอุ้มชูอีกด้วย
หลังจากออกจากวัง บิดาของคุณชายจ้าววิ่งมาเบื้องหน้าของแม่ทัพเยี่ยนด้วยตนเอง ขอบคุณอย่างเคารพนบนอบ พูดจนแม่ทัพเยี่ยนแทบรับไว้ไม่ไหว ในที่สุดจึงส่ายหน้า แล้วพูดไปรวดเดียว “ไม่ต้องขอบคุณ ไม่ต้องขอบคุณ ข้าก็แค่ทำไปเพื่อปกป้องใบหน้าของคนในราชสำนักเท่านั้นเอง”
“แม่ทัพเยี่ยนบุญคุณยิ่งใหญ่ ข้าน้อยชาตินี้ไม่อาจลืม ชาตินี้ไม่อาจลืม...” บิดาของคุณชายจ้าวยังคงพูดขอบคุณไม่หยุด ทั้งยังเอ่ยอีกว่า “เจตนาที่ท่านเสนอขึ้นเช่นนี้ ข้าน้อยรู้แจ้ง... ประการแรกเพราะรู้เื่เร่งด่วนจวนตัวของพวกเราตระกูลจ้าว ประการที่สองก็เพื่อที่จะหาหนทางข้างหน้าที่ไม่เลวสักทางให้กับเสี่ยวจ้าวของเรา เื่งานสมรสก่อนหน้านี้ที่เคยหมายมั่นไว้กับบ้านท่านพังลงเสียแล้ว เป็ความผิดของเราเอง ่นี้ข้าต้องหลบๆ ซ่อนๆ ไม่กล้าออกไปไหนมาไหน ไม่เช่นนั้นก็คงจะไปคารวะท่านที่จวนด้วยตนเอง...”
แม่ทัพเยี่ยนโบกมือพลางพูด “ไม่ต้องเกรงใจๆ ใต้เท้าจ้าวเกรงใจกันเกินไปแล้ว คุณชายบ้านท่านก็เป็คนรุ่นหลังที่ไม่เลว ข้าเองก็ชอบเขาอยู่เหมือนกัน ถึงพวกเราจะไม่ได้ดองญาติ แต่ได้ผูกมิตรเป็สหายก็ไม่ต่างกัน”
ทั้งสองฝ่ายพูดคุยปราศรัย ต่างฝ่ายต่างเยินยอกันอีกสองสามประโยค ก่อนที่ใต้เท้าจ้าวจะปล่อยแม่ทัพเยี่ยนกลับบ้านไปในที่สุด
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่อยู่บ้านก็ได้รับข่าวก่อนนานแล้ว ดีอกดีใจจนแทบจะะโโลดเต้นอยู่ตรงนั้น นางหัวเราะฮี่ๆ วิ่งไปขอความดีความชอบกับเยวี่ยเจาหราน พอเปิดประตูออกก็พลันะโใส่เขาลั่น “เยวี่ยเจาหราน คลี่คลายแล้วทั้งหมดคลี่คลายแล้ว...!”
ในเวลานั้นเยวี่ยเจาหรานกำลังเรียนเย็บปักถักร้อยเพื่อรับมือกับการกลั่นแกล้งของฮูหยินเยี่ยน เขาถูกเสียงะโดังลั่นนี้ของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วทำเอาใจนขวัญกระเจิง เข็มปักผ้าทิ่มเข้าที่ปลายนิ้วมือของเขาทันใด เพียงครู่หนึ่งมันก็มีหยดเืแดงชาดซึมออกมา เมื่อนั้นเขาจึงขมวดคิ้วด้วยความเจ็บ ก่อนหันไปพูดกับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอย่างขุ่นเคือง “ะโโหวกเหวกอะไรของเ้า... เข็มปักผ้าทิ่มเจ็บมากเลยนะ!”
เยวี่ยเจาหรานใส่ปลายนิ้วที่เป็แผลเข้าไปในปาก รสคาวของเืพลันแผ่ซ่านเข้ามา ทำให้เยวี่ยเจาหรานขมวดคิ้วอีกครั้ง “เกิดอะไรขึ้น?”
“โธ่เอ๊ย! ก็ต้องเป็เื่ของเสี่ยวจ้าวไม่ใช่หรือ?” เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วย่นจมูกใส่เยวี่ยเจาหราน แล้วแสร้งทำเสียงน้อยอกน้อยใจเอ่ยขึ้น “ปกติข้าไม่ไปจัดการให้ เ้าก็เอาแต่ถามไม่จบไม่สิ้น ตอนนี้ข้าช่วยเ้าคลี่คลายให้แล้ว เ้าก็มาโมโหว่าข้าโหวกเหวกอีก ทำงานให้เ้านี่ช่างยากเย็นเสียจริง!”
่นี้คำว่าคุณชายจ้าว ราวกับจะกลายเป็ยากระตุ้นของเยวี่ยเจาหรานไปเสียแล้ว แค่ได้ยินเขาก็กระตือรือร้นขึ้นมา ยามนี้แม้แต่นิ้วที่ถูกเข็มตำก็ไม่ใส่ใจแล้ว เขาดวงตาเป็ประกาย พลันเอ่ยถาม “เ้าบอกว่าเื่ของคุณชายจ้าวมีวี่แววอะไรแล้วหรือ? รีบบอกเร็วเข้า รีบบอกเร็ว เป็อย่างไรบ้าง?”
“ตอนนี้เ้าถาม ข้าก็ไม่บอกแล้ว!”
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วแกล้งทำท่าปึ่งงอน ไม่ยอมฟังคำพูดของเยวี่ยเจาหราน เยวี่ยเจาหรานยิ่งถามด้วยความเร่งร้อนเพียงใด เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็ยิ่งปิดปากสนิทไม่ยอมพูดยอมจา
เยวี่ยเจาหรานที่ถูกเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วยั่วโมโหจนเกินทนขมวดคิ้วขึ้นมา แล้วถามขึ้นอีกอย่างไม่หยุดหย่อน “นี่! เ้าจะบอกไม่บอก! เ้านี่มันน่ารำคาญอะไรขนาดนี้นะ!”
พูดเช่นนั้น เยวี่ยเจาหรานก็ยกมือขึ้นคิดจะตีเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว แต่หลังจากที่เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วหลบหลีกอย่างคล่องแคล่วเขาก็หยุดการเคลื่อนไหวลง แล้วเลิกสนใจเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วไปเสียเลย เมื่อเห็นว่าเขาหมดความกระตือรือร้นเช่นนั้น หากยังไม่พูดออกไป เยวี่ยเจาหรานคงถูกตนยั่วโมโหจนล้มเลิกไปแน่ เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วจึงไม่ปิดบังอีก แล้วเอ่ยออกไปตามตรง “ก็ได้ ก็ได้ๆ ข้าพูดแล้ว ข้าพูดก็พอแล้วใช่หรือไม่?”
ไม่ทันที่เยวี่ยเจาหรานจะตอบรับอะไรกลับไป เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็เอ่ยขึ้นต่อ “วันนี้ตอนเช้าก่อนจะเข้าวัง ข้าขวางท่านพ่อเอาไว้ แล้วคุยเื่ที่เ้ากังวลใจกับเขาเรียบร้อยแล้ว เขาเองก็รู้ว่าพวกเรากังวลเื่นี้ ถูกข้าใช้ไม้อ่อนหว่านล้อมจนตกปากรับคำแล้ว วันนี้ยังไม่ทันกลับจากวัง เด็กรับใช้ที่อยู่กับเขาตลอดคนนั้นก็กลับจวนมารายงานให้ฟัง บอกว่าคุณชายจ้าวได้เลื่อนตำแหน่งเป็นายอำเภอซูโจว อีกสามวันให้หลังก็จะเดินทางไปรับตำแหน่งที่ซูโจวแล้ว”
เมื่อเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วพูดจบ เยวี่ยเจาหรานก็ยิ้มแป้นด้วยความยินดี ในที่สุดเขาก็วางหินก้อนใหญ่ในใจลงได้ ครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้น “ดียิ่งนัก ข้ารู้อยู่แล้วว่าเื่นี้หากไม่ใช่แม่ทัพเยี่ยนก็พึ่งพาไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าเพราะก่อนหน้านี้เ้าไม่ได้ใส่ใจจัดการเลย ยามนี้เรียบร้อยแล้ว ข้าเองก็ไม่ต้องกังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่ทุกวันคืน เอาคิดถึงแต่เื่ของคุณชายจ้าวจนไม่อาจข่มตานอนอย่างสบายใจอีก!”
พูดจบ เยวี่ยเจาหรานแม้แต่งานปักผ้าที่อยู่ข้างหลังก็ยังมีความสุขกับมันขึ้นมาไม่น้อย ด้วยในใจรู้สึกผ่อนคลายสบายใจ
ส่วนเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วนั้น ใจที่ห้อยโคลงเคลงก็วางลงไปได้ในที่สุด ถึงอย่างไรการเห็นเยวี่ยเจาหรานหน้าบึ้งตึงอมทุกข์อยู่ทุกวัน ทั้งยังอดกลั้นไม่พูดอะไร สำหรับนางแล้วก็นับว่าไม่ใช่เื่ที่น่าสบายใจ จะว่าไปแล้ว หากเยวี่ยเจาหรานยังเศร้าซึมเช่นนั้นต่อไป เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็คงไม่ได้เสร็จสิ้นบทเรียนของอาจารย์อวี้เป็แน่
ถึงอย่างไร ่เวลาที่ไม่มีเยวี่ยเจาหรานอยู่นี้ ยามเล่าเรียนจู่ๆ เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็ย้อนกลับมาสู่ตอนก่อนที่จะได้รับการปลดปล่อย และเริ่มไม่รู้ไม่เข้าใจคำถามของอาจารย์อวี้ขึ้นมาอีกครั้ง ไม่เช่นนั้นเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วจะตั้งอกตั้งใจช่วยเสี่ยวจ้าวแก้ไขปัญหาขนาดนั้นได้อย่างไรกัน?
เชิงอรรถ
[1] สนเพียงหิมะที่หน้าประตูบ้านตน ไม่ยุ่งน้ำค้างแข็งบ้านผู้อื่น (只管自家门前雪 不顾旁人瓦上霜) หมายถึง การสนใจแค่เื่ของตัวเองเป็พอ ไม่ไปยุ่งเื่ของคนอื่น
