ยุทธภพไม่ขาดแคลนยอดฝีมือและจิติญญาอันเร่าร้อน
ผู้คนมากหน้าหลายตาล้วนพบเจอ พรากจาก และวนเวียนมา ตามแต่โชคชะตาพัดพาบน ‘เส้นทางแห่งวีรบุรุษ’ เส้นทางสายหลักที่ทอดยาวหลายร้อยลี้ ซึ่งใช้สำหรับเดินทางมุ่งหน้าตรงสู่เมืองว่านอิงเฉิง ศูนย์กลางของยุทธภพ
ด้วยเส้นทาง่รอยต่อสุดท้ายก่อนถึงเมืองว่านอิงเฉิน ได้ตัดผ่านใจกลางเมืองผิงอัน* ชุมชนเล็ก ๆ เลียบแม่น้ำสุ่ยโม่ ทำให้เมืองผิงอันแห่งนี้ไม่อาจสงบสุขดังชื่อได้อย่างแท้จริง สองฝั่งข้างทางล้วนแน่นขนัดด้วยร้านค้าและลูกค้าที่หลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศ
ทุกวันจอมยุทธ์ผู้กล้าจากสำนักและพรรคต่าง ๆ จะกระจัดกระจายกันแวะพักตามร้านเ่าั้ มือยกถ้วยชาขึ้นจิบ สายตาจับจ้อง เชิดหน้าวางมาดท้าทาย พร้อมหยั่งเชิงประลองฝีมือทุกเมื่อ บรรยากาศเช่นนี้ถือได้ว่าเป็ปกติวิสัย
ท่ามกลางสายตาหลายคู่จากทุกแห่งหน ชายผู้หนึ่งก้าวเดินบนถนน โดยไม่แยแสหรือหวาดหวั่นต่อสายตาที่จับจ้องมาเ่าั้แม้แต่น้อย
ชายผู้นี้สะพายกล่องไม้สี่เหลี่ยมข้างลำตัว บนศีรษะปักปิ่นรูปทรงพู่กัน แผ่นหลังหอบหิ้วกระบอกไม้กลมยาวสองฉื่อหนึ่งชุ่นกว้างสามชุ่นเศษ กลางกระบอกมีอักษรหมึกประทับข้อความ ‘องอาจเสรี’ ด้านล่างยังวาดใบหน้าของแมวตัวหนึ่งพร้อมลูกศรชี้ไปที่ใบหน้าของมัน เขียนกำกับอีกบรรทัดว่า ‘ตามหาแมวขาว’ ทั้งลึกลับและแปลกพิกลยิ่งนัก
ต่อให้ไม่ใช่คนมีชื่อเสียงกระฉ่อน แต่ด้วยภาพจำที่มีเอกลักษณ์สะดุดตาชวนประหลาดใจ ใบหน้าสะอาดสะอ้านที่ดูไปแล้วหล่อเหลาไม่น้อย ย่อมทำให้ผู้คนที่พบเห็นกลับจดจำได้ในทันที
มุมหนึ่ง ร้านโจ๊กด้านซ้ายริมถนนค่อนข้างเงียบเหงา มีเพียงจอมยุทธ์วัยดรุณสามคนนั่งอยู่
คนแรกกอดอกเหน็บกระบี่พาดไหล่ไว้ราวกับหวงแหนยิ่งชีพ อีกคนสวมผ้าคาดหัวรวบผมเรียบตึง ทั้งคู่แต่งกายเรียบร้อย เห็นได้ชัดว่าเป็ศิษย์จากสำนักฝ่ายคุณธรรมสักสำนัก
“เ้าว่าเขาสะพายกระบอกไม้อันใหญ่ไว้บนหลังอย่างโดดเด่นเช่นนั้น ด้านในมีสิ่งใดกัน” ศิษย์ผู้หวงแหนกระบี่เอ่ยถามกับสหายที่นั่งฝั่งตรงข้าม ขณะจ้องมองบุรุษผู้แบกกระบอกไม้ปริศนา
“กระบอกภาพเขียน จะมีสิ่งใดนอกจากภาพเขียนเล่า” ศิษย์สวมผ้าคาดหัวตอบ
บุคคลที่สามที่นั่งอยู่โต๊ะถัดไป เ้าของร่างสูงโปร่งสวมทับด้วยชุดแพรสีเขียวอ่อน บนผ้ามีลวดลายต้นไผ่ที่ราวกับแต่งแต้มด้วยหมึกสีดำตัดกัน บัดนี้กำลังจิบชาพลางโบกพัดไหมทองคำในมือด้วยท่วงท่าสง่างาม มองปราดเดียวก็รู้ได้ว่าเป็คุณชายผู้ดีอายุราวยี่สิบเจ็ดถึงยี่สิบแปดปี
ครั้นได้ยินบทสนทนาของสองศิษย์แว่วผ่านหู ั์ตาของเขาพลันปรายมองไปทางเป้าหมายด้วยความสนใจ
“ที่แท้เป็กระบอกภาพเขียนหรอกรึ… นึกว่าเป็อุปกรณ์วิเศษที่ด้านในซุกซ่อนอาวุธลึกลับบางอย่างไว้เสียอีก”
“เขาเป็จิตรกร จะไปมีอาวุธแบบที่เ้าว่าได้อย่างไร”
จอมยุทธ์ชุดเขียวโบกพัดในมือเชื่องช้า พิจารณาผู้ที่ถูกกล่าวถึงในบทสนทนาแบบถี่ถ้วนต่อ บุรุษผู้แบกกระบอกไม้มิเพียงแต่งกายด้วยชุดสีขาวซีด เนื้อผ้ามองดูไม่มีราคาแต่ปลอดโปร่งสบายพริ้วไหว บุคลิกสงบนิ่งไม่โดดเด่นท่ามกลางฝูงชน ดูไปแล้วนอกจากสิ่งที่สะพายไว้และใบหน้าที่น่ามอง เขาก็ไม่ต่างจากปุถุชนทั่วไปดังว่า
เวลานั้น ทั้งที่สายตาทั้งสามพุ่งเป้าไปยังจิตรกรหนุ่มกลางถนน ทว่า จอมยุทธ์อีกกลุ่มที่นั่งอยู่ในร้านฝั่งตรงข้าม กลับคิ้วขมวดจ้องเขม็ง คิดไปเองว่าทั้งสามจ้องมองมาทางตน
ปึง! ชายผู้มีหนวดเคราตบโต๊ะเสียงดัง ะโข้ามมาอีกฝั่งด้วยความไม่พอใจ
“พวกข้าหน้าเหมือนบรรพบุรุษพวกเ้าหรือไร มองอยู่ได้”
ในยุทธภพที่เต็มไปด้วยจอมยุทธ์เืร้อน กลับเกิดความเข้าใจผิดได้ง่ายดายและบานปลายเช่นนี้บ่อยครั้ง คนที่ะโเหมือนว่าจะเป็ลูกสมุน เพราะในบรรดาพวกเขา ผู้ที่ท่าทีเหมือนหัวหน้าที่สุดคือคนที่มีรอยแผลบนคิ้วและใบหน้าหลายจุด ดูแล้วน่าเกรงขาม ซึ่งเขาเพียงแค่ยกจอกเหล้าขึ้นดื่มหนึ่งอึก โดยไม่ได้ห้ามปรามคนของตัวเองแต่อย่างใด
ศิษย์ที่สวมผ้าคาดหัว วางแก้วชาอย่างไม่สบอารมณ์ จากนั้นเบนสายตากวาดมองอีกฝ่ายหัวจรดเท้า แลเห็นชุดที่สวมใส่ไม่มีแบบแผน ประกอบกับท่าทีอันธพาล จึงเดาออกไม่ยากว่าอีกฝ่ายย่อมมาจากสังกัดกลุ่มพรรคใต้ดินสักพรรค ตามด้วยสบถออกมา
“คนของกลุ่มพรรคใต้ดินมีอันใดให้ข้ามอง ข้ามองหมาข้างถนนยังดีเสียกว่า”
จิตรกรหนุ่มหยุดเดิน ยกหลังมือขึ้นมาป้องปาก จามเบา ๆ
“ฮัดชิ่ว!”
พลันคิดในใจ ‘เหตุใดจู่ ๆ ข้าถึงคัดจมูกขึ้นมาได้…’ แล้วค่อยก้าวต่อ
“เ้าใจเย็นก่อน” ชายผู้ที่กอดกระบี่พยายามปรามสหาย
สายไปเสียแล้ว สมุนพรรคใต้ดินได้ยินดังนั้น ยิ่งเืลมพุ่งพล่าน ชี้หน้าอีกฝ่ายทันที
“พูดจาดูถูกพรรคใต้ดินเช่นนี้ เ้าคงไม่รักชีวิตแล้ว” กล่าวจบ ลูกสมุนผู้นั้นก็รีบชักดาบะโออกจากร้าน
“จะสู้ก็เข้ามา!”
พร้อมกัน ชายสวมผ้าคาดหัวก็ชักกระบี่ข้างเอว ะโออกไปฟาดฟันกันหลายกระบวน
ไม่ทันไร เช้าวันนี้ก็เกิดการประลองย่อม ๆ บนถนนเส้นหลักของเมืองผิงอันอีกจนได้
ผู้คนบริเวณดังกล่าวต่างหลีกหนีความวุ่นวาย มีเพียงจิตรกรหนุ่มที่ยังคงเตร็ดเตร่เสมือนอยู่ในโลกของตนเพียงผู้เดียว ทั้งที่ด้านหลังมีเหล่าจอมยุทธ์ปะทะฝีมือกันดุเดือด กระนั้นก็ไม่อาจรบกวนการก้าวเดินต่อไปอย่างสงบ ชมนกชมไม้ไปเรื่อยของเขาได้
ยามที่สายตาเหลือบเห็นบางสิ่งเข้า เขาก็หยุดชะงักอยู่ริมข้างทางดื้อ ๆ ก่อนจะย่อตัวลงนั่งยอง อันเป็จังหวะเดียวกับที่ดาบของลูกสมุนพรรคใต้ดินที่กำลังปะทะกับกระบี่ของคู่ต่อสู้ ฟันเฉี่ยวผ่านศีรษะในตำแหน่งเดิมของเขาไปเพียงนิดอย่างน่าพรั่นพรึง
อีกด้าน จอมยุทธ์ชุดเขียวไม่ได้เข้าไปร่วมวง หากแต่จิบชาอีกจอก หมุนกายลุกขึ้นจากโต๊ะก่อนที่จะโดนลูกหลง หลังสมุนพรรคใต้ดินคนหนึ่งผ่าดาบฟันโต๊ะข้าง ๆ ขาดครึ่ง จนเศษชิ้นส่วนกระเด็นมาโดนโต๊ะของเขา ทำให้ทั้งชุดชาและถ้วยโจ๊กหล่นแตกไปหมด
“สู้ก็สู้!” ศิษย์ที่ดูใจเย็นกว่า ตัดสินใจคลายกระบี่ในอ้อมกอด ชักออกจากฝักเข้าปะทะกับลูกสมุนคนอื่น ๆ ช่วยเพื่อนร่วมสำนักด้วยอีกแรง
เถ้าแก่ร้านโจ๊กที่กำลังเช็ดโต๊ะในคราแรก ยกมือสองข้างกุมขมับ ลมแทบจับเมื่อเห็นภาพความเสียหายที่เกิดขึ้น
“ไอ้หยา… ตีกันอีกแล้ว ตีกันอีกแล้ว เละกว่าโจ๊กก็ร้านข้านี่ล่ะ!”
______________________________________________
ผิงอัน (平安) ในภาษาจีน แปลว่า "ความสงบสุข, ความปลอดภัย, ความราบรื่น"
