อาเชวี่ยพูดขอบคุณเยวี่ยเจาหรานไม่หยุด อีกนิดเดียวตัวเขาก็จะบินขึ้น์ไปแล้ว——โชคดีที่เยวี่ยเจาหรานยังมีสติดึงิญญาตนกลับมาได้ เยวี่ยเจาหรานเพียงกระแอมไอเบาๆ สองครั้ง จากนั้นพูดด้วยน้ำเสียงอย่างผ่อนคลายว่า“โธ่เอ๋ย โธ่เอ๋ย ไม่ต้องขอบคุณแล้ว ไม่ว่าอย่างไรชิวเยวี่ยก็เป็เปี่ยวเม่ย ข้าก็นับเป็…พี่สะใภ้ของลูกพี่ลูกน้องนาง ย่อมต้องช่วยเหลือนางเป็ธรรมดา”
ความกังวลในใจของอาเชวี่ยได้รับการแก้ไข จึงทำให้ในใจของนางชื่นชมยินดี จึงหันไปหาเยวี่ยเจาหรานแล้วคุกเข่าโค้งคำนับ “ใช่แล้ว คุณหนูก็จะไม่ไล่ข้าออกจากจวน ขอบคุณฮูหยินน้อย ขอบคุณฮูหยินน้อย”
แม้คำว่าขอบคุณจากแม่นางคนนี้ฟังดูไพเราะ แต่คำว่าฮูหยินน้อยสามคำนี้ก็ทำให้เยวี่ยเจาหรานยากที่จะยอมรับ ถึงแม้ว่าไม่ใช่หนึ่งวันหรือสองวันที่เล่นบทบาทนี้ แต่มีบางอย่างในใจที่แม้สำหรับเยวี่ยเจาหรานก็ยังคงมีความยากในระดับหนึ่ง
เยวี่ยเจาหรานก้มหน้าที่เก้อกระดากลงเล็กน้อย หลังจากคิดสักพัก จึงพูดด้วยความผ่อนคลายว่า “บอกว่าไม่ต้องขอบคุณแล้ว! จริงสิ เ้าอย่านำเื่นี้ไปบอกกับทางจวนเ้าล่ะว่าข้าช่วยเ้า...”
“ทำไมล่ะเ้าคะ?” อาเชวี่ยแสดงสีหน้างุนงงเล็กน้อย ——ความสัมพันธ์ระหว่างสวี่ชิวเยวี่ยกับเยวี่ยเจาหรานไม่ค่อยดีนัก เดิมคิดว่าครั้งนี้ที่เยวี่ยเจาหรานเสนอตัวช่วยแก้ปัญหาก็เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ระหว่างสวี่ชิวเยวี่ย แต่นางกลับไม่ให้สวี่ชิวเยวี่ยรู้ว่านางมีส่วนเกี่ยวข้องกับเื่นี้…
สมองเล็กๆ ของอาเชวี่ยพยายามคิดไปคิดมา แต่ยังไม่เข้าใจว่าทำไมนางถึงทำเช่นนี้
“โธ่เอ๋ย… ก็ไม่ทำไมหรอก ข้าเพียงเห็นว่าเ้าช่างน่าสงสาร ร้องไห้จนดวงตาทั้งแดงทั้งบวม ข้าถึงต้องช่วยเ้า และอีกอย่าง แม่นางชิวเยวี่ยเป็คนรักษาหน้าตา ข้าแค่กลัวว่าถ้านางรู้ นางจะไม่สบายใจ… สรุปก็คือเ้าอย่าให้นางรู้ว่าข้าช่วยก็พอแล้ว”
ตอนนี้ในใจของเยวี่ยเจาหราน เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เขาเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน ประการแรกเพื่อสลายความทุกข์ที่อยู่ในใจโดยไม่มีเหตุผลของตัวเองออกให้หมด ประการที่สองคือเห็นอาเชวี่ยแล้วสงสาร อีกทั้งกลัวอารมณ์ของสวี่ชิวเยวี่ยที่ตอนนี้ยังไม่คงที่เท่าไรนัก เื่เล็กน้อยเช่นนี้ยังโกรธเสียขนาดนั้น อาเชวี่ยย่อมรู้สึกไม่ได้รับความเป็ธรรมอย่างไร้เหตุผลมิใช่หรือ?
หากจะบอกว่าเยวี่ยเจาหราน้าใช้สถานการณ์ในครั้งนี้เพื่อเยียวยาความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสวี่ชิวเยวี่ยให้ดีขึ้น นั่นยิ่งนับว่าไร้สาระ—— เพราะความโกรธแค้นในอดีตเ่าั้ได้หายไปั้แ่เกิดเื่บนเขาชิงเฉวียนแล้ว สลายไปเหมือนหมอกควัน
ตอนนี้สำหรับเยวี่ยเจาหราน สวี่ชิวเยวี่ยก็เป็เพียงผู้หญิงที่น่าสงสาร——เยวี่ยเจาหรานเองก็เป็ผู้ชาย จะให้เขาต่อกรกับสาวน้อยผู้น่าสงสารเช่นนี้ต่อไปได้อย่างไร?
“แต่คุณหนูรู้ว่าข้าไม่สามารถหาขนนกกระจอกเทศได้...” อาเชวี่ยที่กำลังหมกมุ่นอยู่ในความคิดอีกครั้ง เงยหน้ามองเยวี่ยเจาหรานอย่างน่าสงสารและพูดว่า “ข้าบอกคุณหนูไปแล้วว่าขนนกที่โกดังทั้งหมดจะถูกทำเป็เสื้อกันหนาว และกำลังส่งไปที่ห้องปักผ้า ถ้าข้าบอกว่าหาขนนกมาได้ เกรงว่าคุณหนูต้องสงสัยเป็แน่”
ที่นางพูดก็มีเหตุผลอยู่บ้าง ถึงอย่างไรสวี่ชิวเยวี่ยก็เป็คนที่มีความคิดรอบคอบ อีกทั้งยังเป็คนคิดนอกกรอบ ถ้าพูดความจริงก็คงไม่มีอะไร ถ้าโกหกนางคงจับได้แน่ เกรงว่าอาเชวี่ยอาจจะโชคร้าย——พูดโกหกโชคร้ายกว่าการที่หาขนนกกระจอกเทศไม่ได้แน่ๆ
ไม่แปลกใจเลยที่อาเชวี่ยจะกลัวเ้านายของนางมาก
เยวี่ยเจาหรานลูบคางเบาๆ ไปมาสองครั้ง เขากำลังคิดวิธีช่วยอาเชวี่ยแก้ปัญหา หลังจากนั้นไม่นาน ในที่สุดเขาก็ได้ยินเยวี่ยเจาหรานพูดเบาๆ ว่า “จริงๆ แล้ววิธีการแก้ปัญหามันก็มี เพียงแต่ว่า...”
เขาไม่กล้าพูดประโยคหลังจากนี้ กลัวว่าเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วจะต้องมาเอี่ยวด้วย หากสวี่ชิวเยวี่ยรู้ว่าจริงๆ แล้วเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วช่วยแก้ปัญหานี้ละก็...นางคงมีความสุขมากจนลืมถามอาเชวี่ยว่าพูดความจริงใช่หรือไม่
เพียงแต่ดูเหมือนจะไม่ยุติธรรมต่อเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว เยวี่ยเจาหรานเหม่อลอยจนใช้เวลาไปพอสมควรก็ยังไม่มีคำพูดเอ่ยออกมา อาเชวี่ยที่อยู่ข้างๆ ก็เริ่มกระวนกระวาย “ฮูหยินน้อย ฮูหยินน้อย?”
“อ๋า...?” อาเชวี่ยดึงสติเยวี่ยเจาหรานที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ออกมา จากนั้นเขาก็พูดเบาๆ ว่า “โอ้ โอ้… ข้ารู้แล้วๆว ไม่ต้องรีบ”
ถึงอย่างไรนี่ก็คือการขอร้องให้คนอื่นช่วยเหลือ อาเชวี่ยจะรีบร้อนได้อย่างไร? เหมือนได้ยินเยวี่ยเจาหรานพูดแบบนี้ นางจึงทำได้เพียงแค่พยักหน้าอย่างกลุ้มใจ แล้วพูดว่า “บ่าวไม่รีบเ้าค่ะ… ท่านค่อยๆ คิดก็ได้เ้าค่ะ”
ผ่านไปสักพัก ในที่สุดเยวี่ยเจาหรานก็ตัดสินใจและพูดว่า “ในคราแรกถ้านางถามเ้า เ้าควรบอกว่าหาเจอตอนที่กำลังจัดของในโกดัง ได้เจอชิ้นใหม่ ถ้าหากนางไม่เชื่อ เ้าค่อยบอกว่าคุณชายช่วยเ้าหา!”
ถึงอย่างไรเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็เป็ผู้หญิงคนหนึ่ง แม้ว่าสวี่ชิวเยวี่ยอยากจะทำเื่พวกนั้นก็ย่อมเป็ไปไม่ได้ ใช่หรือไม่? ดังนั้นเยวี่ยเจาหรานจึงปล่อยให้เื่เป็ไปตามยถากรรม ให้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วจัดการหนี้ดอกท้อของนางเอง ถ้าเป็เื่ร้ายแรงขึ้นมา เขาก็แค่ไปอธิบายกับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วสักคำก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ? เมื่อคิดได้เช่นนี้ เยวี่ยเจาหรานจึงพยักหน้าอย่างเคร่งขรึมให้อาเชวี่ย และพูดว่า “เ้าวางใจ ไม่เป็ไรหรอก”
อาเชวี่ยยิ้มและพูดว่า “ขอบคุณที่ชี้แนะบ่าวเ้าค่ะฮูหยินน้อย”
“ช้าก่อนอาเชวี่ย...” เยวี่ยเจาหรานหันไปมองอาเชวี่ยที่กำลังจะเดินออกไป อดไม่ได้ที่จะพูดอีกสักคำว่า “ถ้าหากนางเชื่อเ้าแต่แรกแล้ว ก็ไม่ต้องอ้างชื่อนายน้อยอีกเล่า เข้าใจหรือไม่”
แน่นอนว่าในใจของเยวี่ยเจาหรานย่อมรู้สึกเสียใจต่อเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว อย่างไรนางก็เป็หญิงสาวผู้หนึ่ง แต่กลับต้องมารับเคราะห์อย่างไร้เหตุผลครั้งแล้วครั้งเล่า
อาเชวี่ยพยักหน้าอย่างเข้าใจ และหันกลับมาพูดว่า “อย่ากังวลไปเลยเ้าค่ะฮูหยินน้อย บ่าวจะพยายามไม่ให้คุณหนูรู้เ้าค่ะ!”
จนกระทั่งสนทนาได้จบลง เยวี่ยเจาหรานรู้สึกวางใจเล็กน้อยจึงไปหาชุ่ยเชี่ยว และพวกเขาก็เริ่มกวาดลานอันเป็ภารกิจสำคัญ
แม้ว่าดูจากภายนอกเยวี่ยเจาหรานกำลังจดจ่ออยู่กับการกวาดลาน แต่ภายในใจก็ยังคงคิดถึงแต่เื่สวี่ชิวเยวี่ย คิดว่าจะหาขนนกกระจอกเทศที่ค่อนข้างหายากนี้ให้นางได้จากที่ไหน ตอนนี้เขากลายเป็คนกวาดลานผู้เหม่อลอยไปแล้ว แต่ในที่สุดเยวี่ยเจาหรานก็นึกขึ้นได้!
“ชุ่ยเชี่ยว!” เยวี่ยเจาหรานเรียกชุ่ยเชี่ยวมาข้างๆ ด้วยโทนเสียงต่ำ และถามว่า “เ้ายังจำเส้นไหมขนนกกระจอกเทศที่อยู่ห้องเก็บของในจวนเราได้หรือไม่? เย็นนี้เ้ากลับไปจวนเยวี่ยและนำกลับมาให้ข้าที”
“เส้นไหมขนนกกระจอกเทศหรือเ้าคะ?” ชุ่ยเชี่ยวไม่เข้าใจว่าทำไมเ้านายของตัวเองถึงทำเื่นี้ สาวใช้ขมวดคิ้วและเอ่ยถามว่า “คุณชายทำไมถึงอยากได้ขนนกกระจอกเทศหรือเ้าคะ อีกทั้งคุณชายก็เย็บปักไม่เป็——นอกจากนั้นฮูหยินใหญ่ยังเก็บขนนกกระจอกเทศเป็สมบัติล้ำค่าด้วยเ้าค่ะ ถ้าบ่าวไปก็อาจจะเอามาไม่ได้เ้าค่ะ”
น้ำเสียงและสีหน้าของเยวี่ยเจาหรานยังคงเรียบนิ่ง แต่มือเริ่มออกแรงบีบแขนของชุ่ยเชี่ยวขึ้นเล็กน้อย และเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ของในจวนเยวี่ย ถ้าข้าอยากได้ทำไมจะเอามาให้ข้าไม่ได้? ถือป้ายแสดงตัวของข้าไป… ท่านแม่ของข้า ข้าจะอธิบายเอง!”
