ริมทะเลสาบเงียบสงัดไร้ซึ่งเสียงใดๆ
โจวเทียนหยวนสะบัดแขนเสื้อ กางนิ้วทั้งสิบกดลงบนสายพิณ นิ้วชี้ดีดเบาๆ เสียงพิณสั่นะเืฟ้าดิน ก่อเกิดเสียงสะท้อนก้องกังวานไปทั่วชั้นเมฆ
เสียงพิณยังไม่ทันจางหาย ทันใดนั้นสายฟ้าก็ฟาดลงมาจากฟากฟ้า! พุ่งเข้าใส่กระดูกพญาอสรพิษที่กำลังแหวกว่ายอยู่ในทะเลสาบัทมิฬอย่างแม่นยำ
ทุกคนเห็นแสงสีขาววาบ จากนั้นสามวินาทีต่อมาก็ได้ยินเสียงดังสนั่นราวกับะเิ
กระดูกพญาอสรพิษที่ถูกสายฟ้าฟาดสลายหายไปในพริบตา ไม่เหลือแม้แต่ซาก จึงไม่อาจฟื้นคืนชีพได้เหมือนตอนที่อยู่ในผนึก
ลู่เต้าใกับสายฟ้าอันทรงพลังจนทรุดลงกับพื้น แล้วเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ไป๋เสียเอ่ยเย้าแหย่ “แค่นี้ก็ทนไม่ไหวแล้วหรือ เ้าฟังจบเพลงได้หรือไม่”
ลู่เต้ามองโจวเทียนหยวนที่กำลังดีดพิณอยู่ไกลๆ แล้วถามอย่างไม่อยากเชื่อ “เขาเป็ตาเฒ่าขี้เมาเ้าเล่ห์ที่เล่นหมากรุกจริงๆ หรือ”
“ข้าบอกเ้าไปนานแล้วว่าอาจารย์ของข้า...” ไป๋เสียกล่าวด้วยใบหน้ายโส “...คือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า!”
หมอกควันปกคลุมทั่วทะเลสาบ ไม่นานกระดูกพญาอสรพิษก็พุ่งทะยานออกมาจากหมอกแล้วแหวกว่ายต่อไป เพียงแค่สายฟ้าฟาดเพียงครั้งเดียวมิอาจหยุดยั้งฝูงกระดูกพญาอสรพิษได้
โจวเทียนหยวนเหยียดยิ้ม มือซ้ายกดสายพิณ มือขวาไล้สายไปมา บทเพลงอสนีอันยิ่งใหญ่ดังกึกก้องท่ามกลางพายุฝนฟ้าคะนอง
นิ้วทั้งสิบร่ายรำไปมาบนสายพิณ บรรเลงสายฟ้าออกมาเป็สายๆ
แสงสีขาววาบขึ้นไม่หยุด แสงสว่างเจิดจ้าจนทุกคนลืมตาไม่ขึ้น เสียงฟ้าร้องดังสนั่นจนต้องเอามืออุดหู ป้องกันไม่ให้แก้วหูแตก
สายฟ้าฟาดลงมาประหนึ่งสายฝนตามจังหวะเสียงเพลง เพียงไม่นานผิวทะเลสาบก็เต็มไปด้วยควันสีขาวจากการถูกสายฟ้าฟาด
กระดูกพญาอสรพิษสลายกลายเป็ผุยผง
เมื่อโจวเทียนหยวนดีด่สุดท้าย บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบสงัด ราวกับว่าเสียงทั้งหมดบนโลกนี้หายไปอย่างไร้ร่องรอย
หมอกควันปกคลุมทั่วผิวทะเลสาบ แต่หลังจากผ่านบทเพลงของโจวเทียนหยวนไปแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหวอีก ในขณะที่ทุกคนกำลังร้อนใจว่ากระดูกพญาอสรพิษจะถูกกำจัดไปแล้วหรือไม่ ลมตะวันออกเฉียงใต้ก็พัดมาพอดี พัดไล่หมอกควันกระจายออกไป เผยให้เห็นซึ่งคำตอบ
ผิวทะเลสาบกลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง ไร้วี่แววของกระดูกพญาอสรพิษทั้งหลาย
“สะ...สำเร็จแล้ว! ปีศาจพวกนั้นหายไปแล้ว!” มีคนะโขึ้นก่อนใคร
“เก่งกาจยิ่งนัก! ท่านอาจารย์โจว!”
“ราชันอสนี! ราชันอสนี!”
โจวเทียนหยวนกำลังดื่มด่ำกับเสียงเรียกกึกก้อง ทันใดนั้นเขาก็พบว่ามีเสียงที่ไม่กลมกลืนปะปนอยู่
ตู้เจิ้งฉุนที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนพลันรู้สึกถึงความต่ำต้อยของตนเอง หอกสายฟ้าที่เขาภาคภูมิใจนั้น เทียบกับสายฟ้าอันแท้จริงของโจวเทียนหยวนแล้ว ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันเลย ทว่ากลับคนหนึ่งกระซิบข้างๆ เขาว่า “แต่...เ้าไม่คิดว่าเขาน่ากลัวกว่ากระดูกพญาอสรพิษหรือ”
“อย่า...พูดไร้สาระ!” ตู้เจิ้งฉุนเอ่ยด้วยความร้อนรนใจ “ถ้าเขาได้ยินจะทำอย่างไร”
“เ้าดูสิ...เ้าก็กลัวไม่ใช่หรือ ต้องรู้นะว่าสายฟ้าของเขาจะเล็งเป้าหมายไปที่กระดูกพญาอสรพิษหรือพวกเรา ล้วนขึ้นอยู่กับความคิดของเขา แล้วถ้าวันหนึ่งเขาเมาขึ้นมาเล่า”
อืม...สิ่งที่อีกฝ่ายพูดก็มีเหตุผล ตู้เจิ้งฉุนที่ถูกโน้มน้าวกลับลังเลขึ้นมา
โจวเทียนหยวนผู้เป็ถึงราชันอสนีและอาจารย์ย่อมไม่ถือสาหาความกับผู้น้อย เพียงแต่การบรรเลงเพลงครั้งนี้ทำให้เขาเหนื่อยล้ากว่าที่คิด เขาถอนหายใจอยู่ข้างพิณด้วยความอ่อนล้า
ลู่เต้าที่อยู่ไกลๆ เห็นภาพนั้นแล้วกล่าวว่า “ดูเหมือนว่าต่อให้แข็งแกร่งเช่นท่านอาจารย์โจว พละกำลังก็ไม่ใช่ไม่มีขีดจำกัด หลังจากทุ่มเทเต็มที่แล้วก็ยังคงเหนื่อยล้าอยู่ดี”
“ทุ่มเทเต็มที่หรือ เ้าคิดว่าอาจารย์ของข้าทุ่มเทเต็มที่แล้วหรือ”
“เอ๊ะ” ลู่เต้าชี้ไปที่โจวเทียนหยวนที่กำลังพักผ่อนอยู่ “ไม่ใช่ว่าเขาเหนื่อยแล้วหรือ”
“เ้าช่างไร้เดียงสา เมื่อครู่อาจารย์ใช้พลังไม่ถึงหนึ่งในร้อย หากเขาเอาจริง รัศมีร้อยลี้แถบนี้จะราบเป็หน้ากลองจากการถูกสายฟ้าฟาด” ไป๋เสียกล่าว “ที่เขารู้สึกเหนื่อยล้า เป็เพราะเขาใช้พลังส่วนใหญ่ไปกับการควบคุมพลังต่างหาก”
ลู่เต้าตกตะลึงเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าหากโจวเทียนหยวนปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมา จะเป็สิ่งมีชีวิตที่สั่นะเืฟ้าดินเพียงใด
เขาเอ่ยเสียงสั่น “เห็นทีว่าอย่าตัดสินคนจากภายนอกจริงๆ”
เฉายวนิตรวจตราทั่วทะเลสาบ เมื่อยืนยันว่ากระดูกพญาอสรพิษทั้งหมดถูกกำจัดไปจนหมดแล้ว จึงเดินมาที่อาจารย์ของเขาแล้วพยักหน้าเบาๆ
“โอ้ หายไปหมดแล้วหรือ” โจวเทียนหยวนแบกพิณสายฟ้าขึ้นหลัง ยิ้มแล้วกล่าวลาทุกคน “เช่นนั้นก็กำจัดอุปสรรคได้แล้ว การแข่งขันดำเนินต่อไป พวกเราเจอกันพรุ่งนี้!”
หลังจากพูดจบ ทั้งสองคนก็ทะยานขึ้นฟ้ามุ่งหน้าไปยังเมืองัทมิฬ ลู่เต้าเห็นเฉายวนิจากไปแล้ว จึงเดินออกมาจากป่าที่ซ่อนตัวอยู่ด้วยความโล่งใจ
ทันทีที่เดินออกมา ก็ได้ยินเสียงชายหญิงคนหนึ่งวิ่งมาหาเขาจากทางซ้ายและขวา
“ผู้มีพระคุณ!”
“ผู้มีพระคุณ!”
ที่แท้ก็เป็พี่น้องตระกูลหงที่เหมือนคิดตรงกัน และวิ่งมาหาเขาพร้อมกัน ทั้งสองคนรีบถามทันทีที่สาวเท้ามาถึง “ท่านไม่เป็ไรใช่หรือไม่”
“ขะ...ข้าไม่เป็ไร” ลู่เต้าที่ถูกขนาบข้างอยู่ตรงกลาง สายตาลุกลี้ลุกลน ไม่รู้ว่าควรจะมองใครก่อน
ลู่เต้าถามหงฮวาก่อน “เ้าไม่เป็ไรใช่หรือไม่”
“อืม!” หงฮวาพยักหน้ายิ้มรับ “โชคดีที่ท่านช่วยเหลือ มิเช่นนั้นข้าคงต้องจบชีวิตลงในทะเลสาบแล้ว”
ลู่เต้าเกาหัว “ในเมื่อสัญญากับพี่ชายเ้าแล้วว่าจะปกป้องเ้า ข้าก็ต้องทำตามสัญญา”
จากนั้นเขาก็มองหงฝูที่ไม่รู้โผล่มาจากไหนด้วยสายตาสงสัย “ว่าแต่เ้าโผล่มาจากไหน”
ใบหน้าอ้วนกลมของหงฝูยิ้มแห้งๆ “ลูกน้องบอกข้าว่าเกิดเื่ใหญ่ในทะเลสาบ แม้แต่กรรมการก็ยังใ! ในฐานะพี่ชาย ข้าเป็ห่วงหงฮวาจริงๆ จึงทิ้งงานแล้วรีบมาที่นี่”
เขามองดูทั้งสองคน ไม่พบว่ามีใคราเ็ จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก “แต่ดูเหมือนว่าความกังวลของข้าจะมากเกินไป มีผู้เก่งกาจเช่นท่านอยู่เคียงข้างเ้า”
หงฝูหัวเราะเยาะตัวเอง เขาครุ่นคิดถึงการกระทำของตน ที่แท้เขาก็ไม่จำเป็ต้องมา จากนั้นก็ถามหงฮวาด้วยความสนใจ “ในเมื่อพี่ชายเ้ามาถึงแล้ว เอาอย่างนี้เป็อย่างไร เดี๋ยวพี่จะอยู่เป็เพื่อนเ้าในการแข่งขันเอง”
เมื่อหงฮวาได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มพลันจางหายไป นางมองพี่ชายผ่านหน้ากากสีเงินด้วยสายตาเ็า หงฝูถึงกับพูดไม่ออก จึงลนลานเปลี่ยนคำพูด “ละ...ล้อเล่นน่ะ ร้านค้ายังมีบัญชีอีกมากที่ข้าต้องตรวจสอบ! เดี๋ยวข้าก็ไปแล้ว!”
สีหน้าหงฮวาจึงค่อยๆ ผ่อนปรนลง ลู่เต้าหันไปถามด้วยความเกรงใจ “แบบนี้จะดีหรือ พลาดโอกาสที่พี่น้องจะร่วมมือกัน...”
นางยิ้มหวาน ส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่หรอก ไม่เป็ไร”
หงฝูได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ในใจและถอนหายใจ ‘ผู้หญิงโตแล้วก็ไม่เชื่อฟังกันแล้ว’ ขณะที่เขาส่ายหน้าถอนหายใจ ก็เหลือบไปเห็นสิ่งแปลกๆ ในทะเลสาบ “อ๊ะ”
เขาเดินไปทางทะเลสาบัทมิฬเพียงลำพัง ส่วนคนที่เหลือก็ปรึกษาหารือกันถึงแผนการสำหรับการแข่งขันต่อไป
“จะทำอย่างไรดี ตอนนี้เรือก็ไม่มี เบ็ดตกปลาก็ไม่มี คงตกปลากระดี่มุกดำไม่ได้แล้ว” ลู่เต้าครุ่นคิด
หงฮวามองไปทางป่าอีกฝั่งของเมืองัทมิฬ “เช่นนั้นก็คงต้องเปลี่ยนไปล่าสัตว์แล้ว”
“ถ้าไม่นอนทั้งคืน ข้าก็ยังมั่นใจว่าจะล่าสัตว์มาให้เ้าทำอาหารได้” ลู่เต้ากล่าวอย่างลำบากใจ “แต่เื่ความอร่อยคงเทียบกับปลากระดี่มุกดำไม่ได้”
‘ไม่เป็ไร ขอเพียงเป็ท่านที่ล่ามา ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อทำให้มันกลายเป็อาหารเลิศรส!’
เดิมทีหงฮวาตั้งใจจะพูดเช่นนี้ นางลอบซ้อมในใจหลายครั้งแล้ว แต่พออ้าปากจะพูด...
“นี่! พวกเ้ามาดูนี่สิ!” เสียงหงฝูดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะอีกครั้ง
ลู่เต้าถูกดึงความสนใจไปทันที เขาพึมพำเบาๆ “เจออะไรกันแน่ ถึงได้ตื่นเต้นขนาดนี้”
หงฮวาได้แต่กลืนคำพูดลงท้อง แล้วเดินฟึดฟัดตามไป
