เสียงฝีเท้าของชาร์ลส์และโจเซฟดังแ่เบาขณะพวกเขาเดินลึกเข้าไปในอุโมงค์ใต้ดิน ความมืดมิดรอบตัวถูกเจาะด้วยแสงจากตะเกียงน้ำมันเล็ก ๆ ในมือ กำแพงหินรอบด้านชื้นและมีกลิ่นเหม็นอับคล้ายดินเปียก ผนังกำแพงด้านหนึ่งมีรอยกากบาทสีแดงที่จางลง แต่ยังเพียงพอให้พวกเขารู้ว่ากำลังเดินมาถูกทาง
"นี่มันลึกกว่าที่คิด" โจเซฟกระซิบ พร้อมยกตะเกียงสูงขึ้นเพื่อมองไปยังทางข้างหน้า ท่อระบายน้ำที่วกวนคล้ายเขาวงกตทำให้พวกเขาต้องระวังทุกย่างก้าว
ชาร์ลส์หยุดชั่วครู่ก่อนยกนิ้วแตะริมฝีปาก ส่งสัญญาณให้เงียบ จากนั้นเขาก้มลงฟังเสียงแ่ ๆ ที่แว่วมาจากปลายอุโมงค์ มันเป็เสียงกระซิบของบางสิ่ง เสียงฝีเท้าของคนที่กำลังเคลื่อนไหว
"ที่นี่ไม่ได้มีแค่พวกเรา" ชาร์ลส์พึมพำเบา ๆ
โจเซฟพยักหน้าเงียบ ๆ ดวงตาของเขามองไปยังเงาที่เคลื่อนไหวในระยะไกล ทั้งสองค่อย ๆ ก้าวเดินต่ออย่างระมัดระวัง
หลังจากเดินลึกเข้าไปอีกไม่กี่นาที พวกเขามาหยุดที่จุดตัดของอุโมงค์ มีป้ายทางแยกหลายเส้นทาง แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของชาร์ลส์ คือเครื่องหมายกากบาทสีแดงที่ทำเครื่องหมายไว้บนกำแพงฝั่งหนึ่ง
"ทางนี้" เขากระซิบเบา ๆ และชี้ไปที่เครื่องหมาย พวกเขาเลี้ยวเข้าไปตามทางเดินนั้น
ไม่นานนัก ทางเดินก็ค่อย ๆ กว้างขึ้น และพวกเขาก็เห็นชายร่างใหญ่ในเงามืดที่ยืนขวางอยู่ตรงหน้าประตูเหล็กสนิมเกาะ เสียงฝีเท้าของพวกเขาทำให้ชายผู้นั้นหันมามองด้วยสายตาเ็าและคุกคาม
"อะไรทำให้ฝนตก?" ชายเฝ้าประตูเอ่ยถามด้วยเสียงต่ำ
ชาร์ลส์สูดหายใจลึก พลางพูดตอบอย่างมั่นใจว่า "ธุลีจางหายหลังสายฝน"
ชายคนนั้นจ้องพวกเขานิ่งอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ แล้วก้าวถอยหลังไปเปิดประตูเหล็กที่เต็มไปด้วยสนิม
"เข้าไปได้" เขาเอ่ยเรียบ ๆ พลางขยับตัวให้พ้นทาง
เมื่อพวกเขาเดินผ่านประตูไป บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปในทันที แสงสลัวจากโคมไฟน้ำมันที่แขวนอยู่ตามกำแพงทำให้เห็นเงามัวของผู้คนที่เคลื่อนไหวอย่างเงียบงัน เสียงเจรจาค้าขายแว่วมาเบา ๆ พร้อมกับกลิ่นของควันไฟและของแปลกประหลาด
ตลาดมืดปรากฏตรงหน้าพวกเขา มันไม่ใช่แค่สถานที่ แต่เป็โลกอีกใบที่ซ่อนอยู่ใต้เมือง ร้านรวงเล็ก ๆ ถูกตั้งอย่างลับ ๆ ในซอกหลืบ ขายสินค้าที่ไม่เคยปรากฏในตลาดทั่วไป ทั้งอาวุธต้องห้าม ของโบราณ และสมุนไพรยาพิษต้องห้ามที่หายาก
ชาร์ลส์และโจเซฟเดินสำรวจไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง ทั้งคู่รู้ดีว่าทุกสายตาในที่นี้อาจเป็ภัย ถ้าพวกเขาทำอะไรผิดพลาด
"เราจะเริ่มหายังไงกันดี" โจเซฟกระซิบ
ชาร์ลส์มองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง "แยกกันหาเถอะ จะได้ไม่เป็ที่สังเกต แต่ถ้ามีปัญหา เรามาเจอกันตรงนี้ที่เดิม"
โจเซฟพยักหน้า ตอบกลับด้วยเสียงแ่เบา "ตกลง" ก่อนจะหันหลังและเดินลัดเลาะไปตามซอกหลืบของตลาด โดยไม่หันกลับมามอง แต่ในใจจดจำทุกคำพูดของชาร์ลส์ไว้อย่างแม่นยำ
โจเซฟและชาร์ลส์แยกทางกันในตลาดมืด พวกเขาต่างรู้ดีว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ปลอดภัยและอาจเต็มไปด้วยสายตาเฝ้าระวัง หาก้าหาข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่พวกเขาตามหา การกระจายกำลังจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น
โจเซฟเลือกเดินไปตามแผงสินค้าที่ขายของหรูหราหรือของหายาก เขาเข้าใจดีว่าผู้ค้าที่ขายสินค้าประเภทนี้มักรู้เื่เกี่ยวกับผู้คนในตลาดเป็อย่างดี พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ที่นี่ไม่ใช่คนที่ซื่อสัตย์ และการได้ข้อมูลจากพวกเขามักต้องอาศัยทั้งการเจรจาและสินบน
โจเซฟหยุดที่แผงขายอัญมณีซึ่งวางเรียงรายบนผ้าเนื้อดี กลิ่นกำยานเบา ๆ ลอยมาจากเตาเผาเล็ก ๆ ข้างแผง พ่อค้าเป็ชายวัยกลางคนสวมเสื้อคลุมสีคล้ำ ดวงตาแหลมคมจ้องมองลูกค้าด้วยความหวาดระแวง
"สนใจอะไรเป็พิเศษไหม?" พ่อค้าถาม น้ำเสียงแหบต่ำ
โจเซฟยิ้มบาง ๆ พลางหยิบเหรียญทองออกมาหมุนเล่นในมืออย่างไม่เร่งรีบ "จริง ๆ แล้ว... ผมกำลังตามหาข้อมูลเกี่ยวกับคนคนหนึ่ง อาจจะผ่านเข้ามาในตลาดของคุณ คุณพอจะช่วยได้ไหม?"
พ่อค้าเงียบไปชั่วขณะ ดวงตาแฝงความระแวงลึกลงไป แต่เมื่อโจเซฟวางเหรียญทองลงบนโต๊ะ ใบหน้าของพ่อค้าก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าการเจรจาเริ่มมีแนวโน้มไปในทางที่ดีขึ้น
"ลองถามแม่ค้าขายผ้าดูสิ" พ่อค้าเอ่ยพลางเหลือบตามองไปทางหนึ่ง "เธอเห็นคนแปลกหน้ามากมายผ่านไปผ่านมา และมักรู้ว่าพวกเขาไปที่ไหนต่อ"
โจเซฟพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยขอบคุณและเดินต่อไป
ชาร์ลส์เดินไปยังซอกหลืบของตลาดมืด ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเขากวาดมองรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง ทุกฝีเท้าที่เขาเดินผ่านนั้นเงียบราวกับเป็ส่วนหนึ่งของความมืดที่แทรกซึมในอุโมงค์ เขารู้ดีว่าคำตอบที่้าอาจไม่ได้อยู่ในที่เปิดเผย แต่ซ่อนอยู่ในบทสนทนาที่ไร้คนสังเกต
ขณะเดินผ่านแผงขายของเก่าที่เต็มไปด้วยวัตถุโบราณ ชาร์ลส์แอบหยุดฟังพ่อค้าสองคนกำลังสนทนากันเบา ๆ
"ครั้งนี้จะตั้งตลาดได้กี่วันกัน?" ชายคนหนึ่งกระซิบ
"ก็ไม่เกินสามวันเหมือนเดิมนั่นแหละ คิดว่าพวกทหารจะเริ่มได้กลิ่นแล้ว" อีกคนตอบ
"เหอะ ถ้าอย่างนั้นคงต้องรีบเก็บกวาดให้เสร็จเร็ว ๆ แล้ว คราวหน้าเราจะไปตั้งกันที่ไหนล่ะ?"
"ว่ากันว่าจะย้ายไปที่ซ่องโสเภณี อาจตั้งได้สักสองวัน แล้วก็ต้องหายไปอีกสักพักตามเคย"
ชาร์ลส์จดจำบทสนทนานั้นในใจ ก่อนจะเดินออกมาอย่างเงียบเชียบโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็น
หลังจากรวบรวมเบาะแสเบื้องต้นได้บ้างแล้ว โจเซฟมุ่งหน้าไปยังแผงขายผ้าตามที่พ่อค้าอัญมณีแนะนำ แม่ค้าขายผ้าดูเป็หญิงวัยกลางคน ใบหน้ามีริ้วรอยจากการใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เธอกำลังพับผ้าและจัดแผงของเธออย่างตั้งใจ เมื่อโจเซฟเข้ามาใกล้ เธอก็เงยหน้ามองด้วยแววตาระแวง
"ได้ยินมาว่าคุณเห็นคนแปลกหน้ามากมายที่เข้ามาในตลาด" โจเซฟเริ่มต้นอย่างระมัดระวัง "บางทีคุณอาจช่วยผมตามหาคนที่ผมกำลังตามหาได้"
"ถ้าฉันช่วยแล้วฉันจะได้อะไร?" แม่ค้าถามด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
โจเซฟหยิบเหรียญทองออกมา ก่อนจะยื่นให้แม่ค้าผ้าอย่างไม่เร่งรีบ พร้อมยิ้มบาง ๆ ที่แฝงด้วยความนุ่มนวลและความคาดหวัง
"นี่สำหรับข้อมูลเบื้องต้น ถ้าข้อมูลถูกต้อง ผมมีมากกว่านี้ให้คุณ" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่แฝงความจริงจัง
แม่ค้าหยิบเหรียญมาอย่างรวดเร็ว ใบหน้าเธอเริ่มผ่อนคลาย แต่ยังคงแฝงด้วยความระมัดระวัง
"คุณกำลังตามหาใคร?" เธอถามพลางกวาดตามองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง
โจเซฟโน้มตัวเข้าไปใกล้เล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเบา ๆ "ผู้ชายชื่อ ไมเคิล เบิร์ก อายุสี่สิบห้าปี... เป็แพทย์"
เขาหยุดเล็กน้อย รวบรวมความคิด ก่อนจะให้รายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้เธอมีข้อสงสัย "เขาร่างสูงใหญ่ ผิวสีแทน ผมสีดำ และมีไฝใต้ตาขวา... คุณเคยเห็นเขาบ้างไหม?"
แม่ค้าผ้าขมวดคิ้วเล็กน้อย ขณะที่นึกภาพตามไปด้วย แต่เธอไม่ตอบในทันที
"บางที..." เธอพึมพำ "ฉันอาจเคยเห็นใครบางคนที่คล้ายกับคนที่คุณบอก แต่..." เธอเว้นจังหวะ ทำให้โจเซฟรู้ทันทีว่าการให้ข้อมูลนี้จะต้องมีราคาเพิ่ม
โจเซฟเตรียมจะพูดต่อ แต่แล้วเขาก็นึกถึงประกาศอีกฉบับที่ติดอยู่บนกระดานตอนก่อนหน้านี้ ชื่อของผู้ชายอีกคนหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวของเขา จากนั้นจึงควักเหรียญทองออกมาอีกเหรียญแล้วส่งให้แม่ค้า
"แล้ว... คุณเคยเห็นชายอีกคนไหม?" โจเซฟถามต่อ "ชื่อโรแลนด์ แบรดฟอร์ด อายุสี่สิบสองปี เขารูปร่างท้วม ผิวขาวซีด ผมสีน้ำตาลอ่อน"
แม่ค้าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "สองคนนี้เกี่ยวข้องกันเหรอ?" เธอถามด้วยความสงสัย
โจเซฟยิ้มบาง ๆ ไม่ตอบคำถามโดยตรง "ผมแค่้าหาข้อมูลให้แน่ใจ"
แม่ค้าหรี่ตาลงเล็กน้อย ราวกับกำลังชั่งใจ แต่แล้วเธอก็ยอมพูด "หนึ่งในสองคนนี้ ดูเหมือนจะมาที่นี่ประมาณสองอาทิตย์ก่อนจะหายไป"
โจเซฟขมวดคิ้วเล็กน้อย ข้อมูลนี้บ่งชี้ไปที่ โรแลนด์ แบรดฟอร์ด ที่สูญหายไปสองสัปดาห์ก่อน แต่ข้อมูลที่แม่ค้าให้มายังคลุมเครือ เขาจึงต้องแน่ใจให้ชัดเจนอีกครั้ง
"แล้ว... คุณจำได้ไหมว่าเป็คนไหนในสองคนนี้?" โจเซฟถามต่อ พลางจ้องมองใบหน้าแม่ค้าอย่างตั้งใจ
แม่ค้าหยุดคิดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเบา ๆ แต่ชัดเจน "คนที่ผิวสีแทน ผมสีดำ... และมีไฝใต้ตาขวา"
โจเซฟนิ่งไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำบรรยายนี้ ชายคนที่เธอพูดถึงไม่ใช่โรแลนด์ แต่คือ ไมเคิล เบิร์ก แพทย์ที่หายตัวไปเพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อน ข้อมูลนี้ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้น
"ไมเคิล..." โจเซฟพึมพำเบา ๆ ขณะประมวลผลข้อมูลใหม่ เขาหายไปเพียงหนึ่งสัปดาห์ แต่แม่ค้ายืนยันว่าเขาเคยปรากฏตัวที่นี่เมื่อสองสัปดาห์ก่อน นั่นหมายความว่ามีบางอย่างในตลาดนี้ที่เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของเขา
"แล้วคุณจำได้ไหมว่าเขามาทำอะไรที่นี่?" โจเซฟถามต่อด้วยน้ำเสียงสงบและเป็มิตร
แม่ค้าเหลือบมองรอบตัวอย่างระมัดระวัง ก่อนจะก้มหน้าลงกระซิบ "ว่ากันว่าเขาคุยกับใครบางคนในตลาดนี้ คนสำคัญ... และไม่นานหลังจากนั้นก็ไม่มีใครเห็นเขาอีกเลย"
"แล้วคนสำคัญที่ว่า... เป็ใคร?" โจเซฟถามต่อ
"คนเฝ้าประตูรู้เื่นี้" แม่ค้าตอบ พลางเหลือบสายตาไปทางส่วนลึกของตลาด
โจเซฟพยักหน้าช้า ๆ ข้อมูลที่ได้แม้ไม่ครบถ้วน แต่ก็เป็เบาะแสที่สำคัญ
หลังจากได้เบาะแส โจเซฟเร่งรีบกลับไปยังจุดนัดหมายเพื่อสบทบกับชาร์ลส์ แต่เมื่อมาถึง เขาพบว่าชาร์ลส์ยังไม่ปรากฏตัว เขามองรอบตัวอย่างระมัดระวัง ในบรรยากาศอึมครึมและของตลาดมืดนี้
"เขาควรจะมาถึงแล้ว..." โจเซฟพึมพำกับตัวเอง พลางยืนหันหลังให้กำแพงหิน พยายามไม่แสดงความกังวลออกมามากเกินไป
ในขณะเดียวกัน ชาร์ลส์เดินอยู่ในซอกหลืบต่าง ๆ ของตลาด แต่เขาไม่ได้ข้อมูลอะไรที่เป็ประโยชน์ ผู้คนที่เขาพบมีท่าทางเงียบขรึมและไม่สนใจจะตอบคำถามใด ๆ การเจรจาเพื่อเปิดประตูแห่งความลับนี้ยังคงเป็เื่ยาก
"เสียเวลาจริง ๆ รู้งี้ดักรอฮัมฟรีย์ที่บ้านดีกว่า" ชาร์ลส์บ่นกับตัวเอง ก่อนจะตัดสินใจกลับไปหาโจเซฟ หวังว่าอย่างน้อยเพื่อนของเขาคงมีความคืบหน้า
ชาร์ลส์เดินกลับไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย ท่ามกลางแสงสลัวของตะเกียงน้ำมันตามทางเดิน ในขณะที่เขาเดินใกล้ถึงจุดนัดหมาย เขาสังเกตเห็นเงาร่างหนึ่งที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างลับ ๆ ล่อ ๆ ใกล้กับบริเวณที่โจเซฟยืนอยู่
ชายคนนั้นแต่งกายด้วยเสื้อคลุมสีเข้ม ปกปิดใบหน้าอย่างมิดชิด และพยายามเดินตามหลังโจเซฟในระยะห่างพอเหมาะ ท่าทางของเขาดูมีพิรุธ ชาร์ลส์ขมวดคิ้ว รู้ทันทีว่าชายคนนี้กำลัง สะกดรอยตามโจเซฟ
ชาร์ลส์หยุดเดินทันทีและปรับเส้นทาง เขารู้ดีว่าถ้าเดินตรงไปหาโจเซฟตอนนี้ ชายผู้สะกดรอยตามจะรู้ตัวและอาจหนีไป หรือแย่กว่านั้นคือเข้าทำร้ายโจเซฟ ชาร์ลส์จึงตัดสินใจเลี้ยวเข้าทางเดินด้านข้างอย่างรวดเร็ว เลี่ยงเส้นทางปกติและอ้อมไปอีกด้าน
ขณะเดินอ้อม เขารักษาระยะห่างและก้าวเท้าเบา ๆ ไม่ให้มีเสียงฝีเท้าแว่วไปถึงชายผู้ต้องสงสัย แผนของเขาคือโผล่ไปหาโจเซฟอย่างแเีที่สุด โดยไม่ให้ชายที่สะกดรอยตามรู้ตัวว่าถูกจับตามองแล้ว
ชาร์ลส์เดินอ้อมไปตามซอกหลืบของตลาดมืด ขณะเดียวกันสายตาของเขาก็ไม่ละจากชายที่สะกดรอยตามโจเซฟ ชายคนนั้นทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ เดินเก็บระยะห่างอย่างชำนาญ ไม่เข้าประชิดมากเกินไปแต่ก็คงระยะไว้ได้ดี จนกระทั่งเขามาหยุดในจุดที่สามารถมองเห็นโจเซฟได้ชัดเจน
โจเซฟยืนอยู่ใกล้ ๆ ไม่ไกลนัก ดูเหมือนเขากำลังรอเพื่อนของตนอย่างไร้ความกังวล โดยไม่รู้ตัวเลยว่ามีใครบางคนกำลังติดตามเขามาอยู่เงียบ ๆ
ชาร์ลส์ปรับท่าทางให้เป็ปกติ เขาก้าวออกจากมุมที่เขาซ่อนตัวไว้ ปล่อยให้ฝีเท้าเดินไปตามทางเหมือนคนที่กำลังเดินเล่นในตลาดทั่วไป โจเซฟมองเห็นเขาในทันที และเมื่อสบตากัน ชาร์ลส์ยิ้มเล็กน้อยเป็สัญญาณว่าทุกอย่างดูเหมือนปกติ
"ไปกันเถอะ" ชาร์ลส์เอ่ยอย่างเป็กันเอง ขณะที่เขาเดินมาหาโจเซฟ "เดินไปคุยไปดีกว่า"
โจเซฟพยักหน้า ตอบรับโดยไม่คิดอะไรและเริ่มเดินไปพร้อมชาร์ลส์ ทั้งสองเดินไปตามทางตลาด ชาร์ลส์ใช้จังหวะนี้กระซิบเบา ๆ ให้เพื่อนของเขาโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็น
"มีคนกำลังสะกดรอยตามนาย" ชาร์ลส์พูดเบา ๆ แต่หนักแน่นพอที่โจเซฟจะได้ยิน
โจเซฟแปลกใจเล็กน้อย แต่เขาก็ปรับสีหน้าให้เป็ปกติโดยไม่แสดงท่าทางว่าได้รับรู้ถึงอันตราย "อยู่ที่ไหน?" เขากระซิบตอบ
"อยู่ด้านหลังเราไม่ไกลมาก" ชาร์ลส์บอก "อย่าแสดงพิรุธ เราต้องเดินต่อไปให้เหมือนปกติ"
ทั้งสองคนเดินต่อไปอย่างสงบ ไม่เร่งรีบหรือแสดงความกังวลใด ๆ พวกเขารู้ดีว่าการเคลื่อนไหวผิดพลาดหรือเร่งรัดอาจทำให้คนที่กำลังตามพวกเขาอยู่รู้ตัวว่าถูกจับตา ชาร์ลส์และโจเซฟต่างรู้ว่าเวลานี้ต้องใช้ทั้งความนิ่งและไหวพริบในการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้
