ครั้นหลี่เยวี่ยซือได้ยินว่าเขามาจากเมืองหลวงก็ยิ่งตื่นเต้นหนักกว่าเดิม “บ้านท่านอยู่ส่วนใดของเมืองหลวงหรือเ้าคะ?”
นึกย้อนถึงอดีต ครั้งหนึ่งหลี่เยวี่ยซือก็ตกต่ำจากเมืองหลวงมาอยู่ที่นี่เช่นกัน จนถึงบัดนี้ นางก็ยังไม่ลืมความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวง นางถึงขั้นคิดด้วยซ้ำว่าสักวันจะกลับไปที่นั่น
จังหวะที่เจียงเฉิงกำลังจะถามซ้ำนี่เอง หลี่อันหรานก็ก้าวพรวดมาถึงประตูกะทันหัน “ฉางควน ท่านลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับข้าเมื่อคืนวานไปแล้วหรือไร ข้างานยุ่งจะตายอยู่แล้ว แต่ท่านกลับมาคุยเล่นกับผู้อื่นอยู่ที่นี่”
เจียงเฉิงสะดุ้งโหยงก่อนจะมองตามสายตาเกลียดชังของหลี่เยวี่ยซือไปยังหลี่อันหราน
“เ้าอย่ามาสั่งท่านพี่ฉางตามใจชอบเพราะอาศัยว่าตัวเองช่วยชีวิตเขาไว้นะ คิดว่าตัวเองมีสิทธิ์อันใดกัน? ไม่ดูท่านพี่ฉางเสียบ้าง เขาไม่ได้เหมาะกับงานใช้แรงงานเช่นเ้านะ” หลี่เยวี่ยซือถลึงตาใส่หลี่อันหรานอย่างไม่ลดละ
“ข้าพูดกับเ้าหรือ? เื่นี้ไม่เกี่ยวกับเ้า ไม่ต้องมายุ่ง” คำพูดเพียงประโยคเดียวทำให้หลี่เยวี่ยซือถึงกับไปต่อไม่ถูก
หลี่อันหรานหันไปมองเจียงเฉิงต่อ “พริกยังเตรียมไม่เสร็จ มาช่วยข้าหน่อย”
พูดจบแล้วจึงหันตัวเดินกลับเข้าลานบ้าน
หลี่อันหรานเดินไปด้วย ตั้งใจฟังเสียงความเคลื่อนไหวด้านหลังไปด้วย นางถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อได้ยินเสียงเจียงเฉิงตามมา
หลี่เยวี่ยซือรู้สึกไม่ชอบใจ นางะโไล่หลังเจียงเฉิง “ท่านพี่ฉาง วันหน้าข้าจะมาหาใหม่ บทสนทนาของพวกเรายังไม่จบ ค่อยมาต่อกันวันหลัง!”
เจียงเฉิงอยากรู้จากใจจริงว่าผู้ใดคือคนร้าย แต่เขาััได้ชัดเจนว่าตอนนี้หลี่อันหรานโมโหแล้ว เขาพยักหน้าให้หลี่เยวี่ยซือแล้วตามหลี่อันหรานกลับเข้าไปในลานบ้านโดยไม่ได้พูดอะไรอีก
ยามนี้หลี่เยวี่ยซืออารมณ์ดีนัก นางเร่งฝีเท้าจากไปพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า กระทั่งเมื่อใกล้กลับถึงบ้านจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าท่านแม่ให้ตัวเองไปเอาเครื่องมือชิ้นนั้นคืนมา นางมัวแต่คิดเื่เจียงเฉิงจนลืมเื่นั้นเสียสนิท
แต่ลองคิดดูอีกที เดิมทีพวกหลี่อันหรานก็ไม่คิดจะคืนเครื่องมือให้นางอยู่แล้ว เช่นนั้นก็บอกท่านแม่ไปตามความจริงก็แล้วกัน ให้ท่านแม่เป็คนไปจัดการเอง ตอนนี้นางมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกเมื่อนึกถึงคำพูดที่เขาบอกกับนาง รวมถึงเื่ที่เขามาจากเมืองหลวง ทั้งยังไม่มีภรรยาอีกด้วย
นั่นทำให้หลี่เยวี่ยซือยิ้มระรื่นกลับบ้าน
อีกด้านหนึ่ง หลี่อันหรานเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างหงุดหงิดหลังจากตามตัวเจียงเฉิงมาจากหลี่เยวี่ยซือได้แล้ว
ยามที่เจียงเฉิงเอ่ยถามนางเมื่อมีจุดที่ไม่เข้าใจ หลี่อันหรานจะชำเลืองตามองเขาแต่ไม่พูดอะไรทั้งนั้น สุดท้ายเจียงเฉิงต้องยอมเดินไปหานางอย่างจนปัญญา “เหตุใดต้องขุ่นเคืองปานนี้”
หลี่อันหรานเหน็บแนมเสียงเย็นเยียบ “ผู้ใดขุ่นเคืองกัน? ดวงตาข้างใดของท่านเห็นว่าข้าขุ่นเคือง?”
“อารมณ์ของเ้าผิดปกติั้แ่ตอนที่หลี่เยวี่ยซือกลับไป”
สิ้นเสียง หลี่อันหรานขว้างพริกในมือตัวเองทิ้งแล้วหันไปถลึงตาใส่เจียงเฉิงทันที “ท่านสนิทกับหลี่เยวี่ยซือั้แ่เมื่อใด? ข้าไม่เห็นจะรู้มาก่อน”
เจียงเฉิงรู้ว่าปมปัญหาต้องอยู่ที่หลี่เยวี่ยซือแน่นอน เขารู้ว่าหลี่อันหรานกับหลี่เยวี่ยซือมีปัญหากัน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงเอ่ยอย่างใจเย็นอยู่ดีว่า “ข้ากับนางมิได้มีความแค้นต่อกัน! ความสัมพันธ์ย่อมต่างจากเ้าอยู่แล้ว”
หลี่อันหรานแค่นเสียงเบา “ถ้าเช่นนั้นท่านก็ไปหานางเถอะ ความเป็อยู่ที่บ้านพวกนางดีกว่าบ้านพวกข้า อาหารการกินก็ดีกว่าเช่นกัน ไม่ต้องมาลำบากอยู่ที่นี่หรอก”
คำพูดของนางทำให้เจียงเฉิงไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร เขาเห็นนางกำลังโมโหจึงไม่ได้คุยอะไรด้วยอีก ทำเพียงช่วยนางเตรียมพริกพวกนั้นตามวิธีที่นางทำ
แต่เดิมหลี่อันหรานก็ไม่สบอารมณ์อยู่แล้ว คิดว่าทะเลาะกับเจียงเฉิงแล้วจะรู้สึกดีขึ้น ทว่าเจียงเฉิงกลับไม่พูดอะไรทั้งนั้น นี่ทำให้นางหงุดหงิดกว่าเดิม
นางตัดสินใจลุกไปหาเจียงเฉิงและตีมือเขา “ไม่ใช่ทำแบบนี้ ตั้งใจดูละ”
หลี่อันหรานสาธิตให้เขาทำตามก่อนจะเดินกลับไปที่เดิม นางไม่ได้ประชดหรือพูดอะไรอีกเมื่อเห็นเขาทำได้ถูกต้อง
ทว่าหลังจากที่นางเตรียมพริกเสร็จและไปล้างมือข้างบ่อน้ำ เจียงเฉิงกลับเดินมายืนด้านข้าง
หลี่อันหรานหันไปมองเขาแวบหนึ่งพลางล้างมือไปด้วย “ดวงตาท่านเลอะ เช็ดก่อนเถิด”
เจียงเฉิงชะงักเล็กน้อยก่อนจะแบมือทั้งสองข้าง “มือข้าเลอะอยู่ ค่อยเช็ดก็แล้วกัน”
สีหน้าของหลี่อันหรานพลันจริงจังขึ้น “รีบเช็ดเถอะ น่าเกลียดชะมัด”
เจียงเฉิงไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางจึงทำเช่นนี้ แต่เขาเห็นนางยืนกรานเช่นนี้ก็ยื่นมือไปขยี้ตาตัวเอง
หลี่อันหรานหัวเราะเบาๆ และเดินจากไปหลังจากล้างมือเสร็จ
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ความรู้สึกแสบร้อนส่งผ่านมาทางดวงตาของเจียงเฉิง น้ำตารินไหลไม่หยุด ทั้งยังลืมตาไม่ขึ้น “อันหราน ดวงตาข้า ข้าแสบตาเหลือเกิน!”
หลี่อันหรานเดินไปหยิบผลไม้ป่าในตะกร้าด้านข้างขึ้นมากิน นางมองเจียงเฉิงอย่างเฉยชา “อ้อ แสบตาหรือ? แสบอย่างไร”
“รู้สึกแสบมาก ข้าอธิบายไม่ถูก เ้าอยู่ที่ใด? เ้ารีบดูให้ข้าที มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
“อื้ม” หลี่อันหรานขานรับหนึ่งคำรบ แต่กลับยืนกินผลไม้ป่าอยู่ที่เดิม “แต่ตอนนี้ข้ากำลังยุ่งน่ะสิ ไม่ว่างดูให้ เมื่อครู่ดวงตายังปกติอยู่เลยไม่ใช่หรือ? เหตุใดอยู่ๆ จึงมีปัญหาขึ้นมาได้เล่า?”
นางเอ่ยเสียงเบา ก่อนว่าต่อเมื่อเห็นเจียงเฉิงยังคงหลับตา ทั้งยังยื่นมือเดินสะเปะสะปะ “คงมิใช่ว่าตาบอดหรอกกระมัง”
เจียงเฉิงตื่นใทันที “ดวงตาข้าปกติดีมาโดยตลอด เหตุใดอยู่ๆ จึงเป็เช่นนี้ไปได้?”
เจียงเฉิงนึกได้ว่าเมื่อครู่หลี่อันหรานให้เขาขยี้ตา นอกจากนี้มือเขายังัักับพริกพวกนั้นมาก่อน เดิมทีเขาก็มองว่าสิ่งที่เรียกว่าพริกมีพิษอยู่แล้ว ชายหนุ่มจึงเข้าใจขึ้นมาอย่างฉับพลันทันใด “คงจะเพราะพริกพวกนั้น พวกมันมีพิษ ข้าจะตาบอดหรือไม่?”
เจียงเฉิงอดตื่นตระหนกนิดๆ ไม่ได้ ทว่าหลี่อันหรานกลับมีสีหน้าไม่ยี่หระ “ข้าเองก็ไม่รู้ ไม่แน่ว่าจะมีพิษจริงๆ และทำให้ท่านตาบอด แต่ถึงแม้จะตาบอดก็คงไม่เป็ไร เพราะแม้แต่คนเช่นหลี่เยวี่ยซือยังไปชอบลง ท่านก็ไม่ต่างกับคนตาบอดนักหรอก”
ระหว่างที่กำลังพูด เสิ่นอิ๋นหวนเดินออกมาจากบ้านพอดีเพราะได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวาย นางเห็นเจียงเฉิงตาแดงก่ำและมีน้ำตาไหลก็ตื่นใก่อนจะรีบเดินมาจับมือเขาไว้ “เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดจึงเป็เช่นนี้?”
“ท่านป้า ดวงตาข้าน่าจะบอดแล้วขอรับ” เจียงเฉิงไม่ได้ลนลานแบบก่อนหน้านี้
เสิ่นอิ๋นหวนไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น “เมื่อครู่ยังดีๆ อยู่เลย อยู่ๆ จะตาบอดได้อย่างไร เ้ารอที่นี่ ข้าจะไปตามหมอ!”
เสิ่นอิ๋นหวนพูดพร้อมทำท่าจะเดินออกไป แต่ถูกหลี่อันหรานวิ่งมาขวาง “ท่านแม่ เขาไม่เป็อะไรเ้าค่ะ ตาไม่บอดหรอก ไม่ต้องตามหมอ ตามหมอมาก็ต้องเสียเงิน พวกเรามีเงินขนาดนั้นที่ใดกัน”
เสิ่นอิ๋นหวนสะบัดมือหลี่อันหรานทิ้งเพราะคิดว่านางกำลังประชด “เ้าดูสภาพเขาสิ จะไม่ตามหมอได้เยี่ยงไร?” พูดจบแล้วก็จากไปทันที หลี่อันหรานห้ามไว้ไม่ทัน ต้องยอมปล่อยให้เสิ่นอิ๋นหวนไปตามหมอ
เจียงเฉิงไม่ใช่คนโง่ เขาจำได้ว่าหลี่อันหรานให้ตัวเองจับพริกพวกนั้นแล้วบอกให้เขาใช้มือขยี้ตาต่อ หลี่อันหรานจงใจให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ น้ำเสียงของเจียงเฉิงเ็าขึ้นมาเฉียบพลัน “เ้าจงใจ!?”
ตอนแรกหลี่อันหรานจะไปนั่งที่ขั้นบันไดหน้าบ้าน ทว่าก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนี้ “จงใจอะไร?”
“เ้าให้ข้าเตรียมพริก จากนั้นให้ข้าใช้มือขยี้ตา จงใจใช้พิษจากพริกมาทำให้ข้าตาบอดใช่หรือไม่?”
หลี่อันหรานนึกไม่ถึงว่าเจียงเฉิงจะพูดแบบนี้ นางแค่นเสียงเบาแล้วกัดผิงกั่วในมือตัวเอง จากนั้นเดินไปทิ้งตัวนั่งที่ขั้นบันไดพร้อมกับมองเขา “ถ้าใช่ แล้วอย่างไรต่อ?”
