ณ จวนสกุลจิ้ง
ในเวลานี้ ทางต้าเซี่ยนก็กำลังมองหาคุณชายใหญ่อย่างร้อนรนใจ เกือบสามวันที่คุณชายกักตัวอยู่ในห้อง แต่หากวันนี้ยังไม่เห็นหรือออกมา เขาก็คงได้แต่สั่งให้บ่าวพังประตูบุกเข้าไป
โชคดีที่เขาได้ยินจากคนรับใช้ว่าเห็นคุณชายใหญ่ออกมาจากห้องแล้ว ต้าเซี่ยนก็รีบวิ่งเหยาะๆ แบกร่างอ้วนๆ เข้าไปหาด้วยสีหน้าที่ไม่ดี
“คุณชาย พระสนมอู่เฟยกับองค์ชายสามมาพบท่านขอรับ ตอนนี้กำลังรออยู่ที่ห้องโถงใหญ่ของจวนสกุลจิ้ง”
พระสนมอู่เฟยเป็น้องสาวฝั่งมารดาของจิ้งหยวนที่ได้แต่งเข้าวังกับองค์จักรพรรดิอู่เิหลี่ มีฐานะเป็น้าสาวของจิ้งหยวน ดังนั้นเมื่อเขาได้ยินเช่นนี้ จิ้งหยวนที่พึ่งจะเปลี่ยนชุดก็ไม่กล้าที่ชักช้าขอให้ต้าเซี่ยนนำทาง
เมื่อเดินไปถึงห้องโถงด้านหน้าแล้วเห็นสาวใช้ในวังและขันทีหลายคนยืนรออยู่หน้าประตูเต็มไปหมด จิ้งหยวนก็อดไม่ได้ที่จะไม่รู้สึกประหม่า เพราะนับั้แ่เกิดมาหากไม่นับคุณปู่จากโลกอนาคต นี่ก็เป็ครั้งแรกที่เขาจะได้ญาติของตัวเอง แม้ว่าญาติคนนี้จะเป็น้าสาวของเ้าของร่างที่เขามาสิงอยู่ก็ตาม
“ถวายบังคมพระสนมอู่เฟยพ่ะย่ะค่ะ ขอให้พระมาตุจฉาอายุยืนนานพันปีพันๆ ปี”
“...”
ณ ห้องโถงใหญ่ของจวนสกุลจิ้ง ทุกคนที่ได้ยินคำพูดแรกของจิ้งหยวนก็ใทำตัวล๊กลัก แต่เดิมต่อให้จักรพรรดิหรือพระสนมจะยืนต่อหน้า ท่านโหวก็เอาแต่ยืนหันข้างให้ด้วยใบหน้าที่บึ้งตึง มันไม่มีโอกาสเห็นได้ง่ายๆ ที่เขาจะกล่าวทักทายออกมาก่อนด้วยตัวเอง
โดยเฉพาะตอนที่ได้ยินคำพูดที่ชื่นชมเกริกฟ้า อวยพรให้อายุยืนนานอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน มันก็เลยทำเอาเหล่าขันทีและนางในที่ติดตามขบวนมามองหน้ากันทำตัวไม่ถูก
โลกนี้ยังไม่มีคำพูดกับจักรพรรดิหรือพระสนมอย่างเป็พิธีทางการมากนัก จิ้งหยวนเองก็ไม่มีความจำที่เกี่ยวกับพิธีการของโลกนี้มาก่อน เพราะเ้าของร่างคนเดิมทำตัวเหลวแหลกไม่สนใจอะไร เขาจึงนึกถึงคำพูดจากบทละครเก่าๆ แล้วพูดออกมาเท่าที่เขาเคยเห็นและได้ยิน ยกมือป้องหมัดแล้วโน้มตัวไปข้างหน้า
พระสนมอู่เฟยได้ยินจากองค์ชายสามมาก่อนมาแล้ว ว่าจิ้งหยวนได้ประสบอุบัติเหตุล้มจนได้รับาเ็ทางศีรษะ นางจึงขออนุญาตฝ่าาออกจากวังหลวงตรงมาที่จวนสกุลจิ้งเพื่อดูอาการ
สำหรับพระสนมอู่เฟย พระนางมีบุตรชายแค่คนเดียวอย่างองค์ชายอู่เค่อ และญาติอีกคนแค่จิ้งหยวนเท่านั้น
โชคดีที่นางให้กำเนิดบุตรที่รู้หน้าที่ ตัวขององค์ชายอู่เค่อนั้นขยัน และทำงานหนักมาั้แ่เด็กๆ เต็มไปด้วยคำชื่นชมและความสามารถในการอ่านบทกวี ถือได้ว่าเป็คนฉลาดที่ใครๆ ต่างก็ยกย่อง แต่บุตรชายของพี่สาวนางกลับมีบุคลิกที่ตรงกันข้าม ต่างจากจิ้งเหวิ่นผู้เป็พ่อหรือแม่ที่ให้กำเนิดไปอย่างสิ้นเชิง
อาจเพราะเขาต้องอยู่เพียงลำพังั้แ่เด็กไม่เคยเห็นหน้าพ่อและแม่ นิสัยของเขาเลยออกนอกลู่นอกทางไม่มีใครคุมได้ ซึ่งจะโทษจิ้งเหวิ่นผู้เป็บิดาก็ยากจะกล่าว
ด้วยความวุ่นวายของแผ่นดิน ในฐานะแม่ทัพใหญ่ผู้ชำนาญกลศึก เขาจึงต้องกลายเป็หัวหอกนำทัพใหญ่ออกบัญชาการ ก่อนจะเสียชีวิตในาแทบจะไม่ได้กลับมาหรือมีโอกาสได้เห็นหน้าลูกของตัวเองในตอนที่เกิดเลย
มิหนำซ้ำมารดาที่ให้กำเนิดจิ้งหยวนก็ตกเืตรอมใจตามผู้เป็สามี หลงเหลือให้หลานชายของนางเติบโตขึ้นที่จวนสกุลจิ้งเพียงลำพัง ความเหงาและความโดดเดี่ยวนี้จึงไม่มีใครเข้าใจเขาได้นอกจากตัวนาง
“อาการเป็อย่างไร ยังเจ็บอยู่หรือไม่ เหตุใดเ้าถึงยังคงมีกระจิตกระใจวิ่งไปรอบๆ ทั้งๆ ที่ยังาเ็อยู่ การพักผ่อนของผู้ป่วยเป็สิ่งสำคัญมิรู้หรือ?” พระสนมอู่เฟยไม่ได้ตำหนิติเตียนอย่างที่จิ้งหยวนคาดไว้ เพียงแต่พระมาตุจฉาเดินเข้ามาแล้วค่อยๆ ััศีรษะ เอ่ยถามบางอย่างออกมาอย่างแ่เบาด้วยความเป็ห่วง
จนการแสดงออกนี้จะทำให้จิ้งหยวนนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ความกังวลของพระสนมอู่เฟยไม่ใช่เื่โกหก แต่เป็การถามด้วยความห่วงใยจากใจจริง ซึ่งทำให้เขารู้สึกแปลกๆ ไม่ใช่น้อย
แม้ว่าจะรู้ว่าพระสนมอู่เฟยไม่ทราบว่าเขามิใช่จิ้งหยวนคนเดิม แต่เขาก็ััได้ถึงความห่วงใยของครอบครัว ซึ่งเป็ความรู้สึกที่เขาไม่เคยััมันมาก่อน
พระสนมอู่เฟยเกิดมาพร้อมกับใบหน้ารูปไข่ผิวขาวนวลราวกับหิมะ แต่อาจเป็เพราะยังคงใ ถึงจะเช็ดน้ำตาออกไปแล้วก่อนที่เขามาถึง แต่จิ้งหยวนก็ััได้ ว่ามันมีคราบน้ำตาที่เปื้อนติดอยู่ เห็นได้ชัดว่าพระสนมอู่เฟยต้องร้องไห้ก่อนที่จะมาพบเขา จนทำเอาจิ้งหยวนรู้สึกผิดในใจแทนเ้าของร่างเดิม
บิดาสละชีพเพื่อแผ่นดิน แลกมากับความสงบของอาณาจักร มารดาก็แลกชีวิตเพื่อให้จิ้งหยวนได้เกิด ไม่สนความเ็ปหรือการตกเื แล้วตอนนี้ยังทำตัวให้ญาติที่เหลือแค่สองคนเป็ห่วงอีก นับได้ว่าจิ้งหยวนคนเก่าเป็พวกไม่เอาอ่าวอะไรเลยจริงๆ มีน้าและญาติผู้น้องดีๆ แบบนี้ แต่เขาก็ยังมองข้ามไม่คิดถึงจิตใจของผู้อื่น
“หลานผู้นี้คงทำให้พระมาตุจฉากังวลแล้ว”
พระสนมอู่เฟยที่ได้ยินก็เกิดอาการอึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นท่าทางของพระสนมอู่เฟยจะเต็มไปด้วยความยินดี
เนื่องในอดีต กว่าจิ้งหยวนจะพูดคำที่นุ่มนวลเช่นนี้ออกมาได้ มันก็ช่างหาได้ยากยิ่งกว่าตามล่าทองคำในเหมือง แม้อู่เค่อที่อยู่ข้างๆ จะบอกมาก่อนแล้ว ว่าจิ้งหยวนมีใจที่สำนึกผิดในสิ่งที่เคยทำลงไปจริงๆ ถึงในตอนแรกพระสนมอู่เฟยจะไม่เชื่อ แต่ดูเหมือนว่ามันจะเป็ไปตามคำที่บุตรของนางกล่าว
“เห็นหรือไม่เสด็จแม่”
“ข้าบอกแล้วว่าพี่จิ้งกลายเป็คนใหม่แล้ว”
องค์ชายอู่เค่อก็ะโลงมาจากเก้าอี้ แล้วเดินมายิ้มให้ที่ข้างๆ ยืนยันว่าญาติผู้พี่เปลี่ยนไปแล้ว
พระสนมอู่เฟยพยักหน้า แล้วดึงจิ้งหยวนให้นั่งลงข้างๆ เพื่อพูดคุยกันต่อ
“ฝ่าาดุด่าเ้า จนทำให้เสียหน้าต่อขุนนางเก่าจำนวนมากใช่หรือไม่ เอาเช่นนี้เป็เช่นไร ในสองสามวันถ้าหากเ้ายอมรับความผิดพลาด ข้าจะไปหาฝ่าาเพื่อระงับความโกรธของจักรพรรดิเพื่อจบเื่ราว” จิ้งหยวนดูเหมือนเด็กดี พระสนมอู่เฟยก็เลยถือโอกาสในเวลานี้ขอร้องอีกฝ่ายให้ปฏิบัติตาม และก็ไม่ลืมจะส่งสัญญาณให้นางกำนัลสองสามคนที่ติดตามมา นำถุงเงินมาวางไว้บนโต๊ะเบื้องหน้าเพื่อให้จิ้งหยวนรับไป
“จักรพรรดิได้หักเงินเบี้ยหวัดตำแหน่งโหวแล้ว ค่าใช้จ่ายของจวนสกุลจิ้งในเดือนนี้คงไม่พอเป็แน่ แถมข้าได้ยินมาจากพ่อบ้านว่าจวนสกุลจิ้งเป็หนี้ ในถุงมีเงินอยู่ 5 ตำลึงทอง มันน่าจะช่วยผ่อนหนี้และเหลือเล็กน้อยให้จวนของเ้าได้ใช้จ่าย”
คำพูดของพระสนมก็ทำเอาจิ้งหยวนยิ้มแห้ง ที่เื่ที่จิ้งหยวนคนก่อนก่อไว้จะยังวนกลับมาจี้ใจดำให้เขารู้สึกแน่นอก
“พระมาตุจฉาอย่ากังวล ค่าใช้จ่ายในจวนของหลานมีเพียงพอ พระองค์ควรเก็บไว้ดีกว่า” จิ้งหยวนก็ขยับตัวแล้วผลักถุงเงินกลับ ในความคิดของเขามันน่าอายเกินไปหน่อย ที่โตขนาดนี้แล้วยังมาขอเงินของน้าสาวของตัวเอง
“พี่ใหญ่ เหตุใดถึงดื้อดึงมากนักเล่า เสด็จแม่ให้ไปท่านก็รับไปเลยสิ วันธรรมดาเสด็จแม่ก็ไม่ได้ใช้จับจ่ายสิ่งใดมากอยู่แล้ว ท่านควรเก็บไว้ใช้นั่นแหละดีที่สุด” องค์ชายอู่เค่อทนไม่ได้ เขาก็รีบแย่งถุงเงินแล้วโยนไปให้ต้าเซี่ยนที่ยืนอยู่ห่างๆ หยักหน้าสั่งให้เขาจัดการเงินนั้น ทำเอาต้าเซี่ยนได้แต่กะพริบตามองถุงเงินเล็กๆ ในมือ
เงิน 5 ตำลึงทองมีราคามาก แต่ก็ยังไม่พอสำหรับจ่ายหนี้จนเขาต้องมองไปที่จิ้งหยวน ว่าให้คุณชายใหญ่ขอเงินเพิ่มจากพระสนมอีกสักหน่อยสิ
“...”
“...”
“แม้ว่าวันนี้จะยืมมาจากพระมาตุจฉา แต่สักวันหนึ่งกระหม่อมจะคืนให้เป็เท่าตัว” จิ้งหยวนไม่สนใจสายตาของต้าเซี่ยนแต่หันไปพูดกับพระสนม
“ปากเ้าคารมนัก ผู้ใดอยากให้เ้านำมาคืน” พระสนมหัวล่อกับท่าทางของจิ้งหยวน
ทั้งสามพูดคุยกันอยู่กันนานมาก กว่าทั้งคู่จะรู้ตัวก็เกือบจะถึง่เย็นของวันประตูวังใกล้ปิด เมื่อขบวนเสด็จที่รายล้อมไปด้วยนางกำนัลและขันทีค่อยๆ จากไปโดยที่จิ้งหยวนออกไปส่งที่หน้าประตู
จวนสกุลจิ้งที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะใน่บ่ายก็กลับมาสงบเช่นเดิม มีเพียงเสียงฝีเท้าของข้ารับใช้ของจวนเท่านั้น ที่ยังคงเดินไปมาจุดไฟเพื่อเพิ่มความสว่างของทางเดิน
