มันเป็การต่อสู้ที่เอาชนะอยู่ฝ่ายเดียว ซุนเฟยสามารถทำให้คู่ต่อสู้ทุกคนยอมจำนนแต่โดยดี ซุนเฟยหัวเราะร่าออกมาเสียงดังในขณะที่เดินจากไป
เสียงหัวเราะของเขาไม่มีส่วนไหนที่ดูเหมือนเชื้อพระวงศ์ผู้ดีเลยสักนิด ไม่ว่าใครก็ฟังออกว่ามันเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและภาคภูมิใจ เสียงหัวเราะนี้เหมือนกับฝ่ามือที่ตบลงบนใบหน้าของเหล่าขุนนางชั้นสูงจากเมืองหลวง สำหรับพวกขุนนางชั้นสูงที่เคยชินกับการทำตัวราวกับเป็พระเ้าปกครองอาณาจักรบริวาร เสียงหัวเราะนี้เป็การดูถูกและเหยียดหยามพวกเขามาก ฆ่ากันให้ตายยังดีเสียกว่า สีหน้าของพวกเขาแต่ละคนต่างบิดเบี้ยวเหมือนกับมีคนเอาขี้หมามาป้ายหน้า แม้จะโมโหมากแค่ไหน แต่พวกเขาก็ไม่สามารถทำอะไรซุนเฟยได้
อย่างน้อยๆ ก็ตอนนี้ที่พวกเขาไม่สามารถจัดการซุนเฟยได้
ซุนเฟยะโลงมาจากสนามประลองราวกับเป็นกั์ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของเหล่านับรบจากทุกอาณาจักร ซุนเฟยโบกไม้โบกมือให้กับพวกเขาในขณะที่เดินออกจากสนามประลอง ก่อนหน้านี้ซุนเฟยได้ลองใคร่ครวญอะไรหลายๆ อย่างดูแล้ว เขาตัดสินใจไม่นำทหารติดตามมาด้วย ร่างของชุนเฟยกะพริบไม่กี่ครั้งก็หายไปจากสายตาของผู้คน
……
……
ค่ายทหารเมืองแซมบอร์ด
แองเจล่ารู้สึกจิตใจไม่สงบมาั้แ่เช้าแล้ว
ถึงแม้ว่านางจะเชื่อมั่นในตัวชายคนรัก แต่สนามประลองดาบก็เป็สถานที่ที่โหดร้ายมาก มีแต่เสียงประดาบและเืเนื้อที่กระเด็นไปทั่วสนาม ในทุกๆ วันจะต้องมีศพถูกโยนลงมาจากสนามประลองไม่ขาดสาย โดยเฉพาะการต่อสู้ในครั้งนี้ อีกฝ่ายเป็ถึงอัศวินผู้ตัดสินที่ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าต่อกรด้วย แองเจล่าเคยแอบดูรายงานเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่เจ็ด 'อัศวินโลหิต' ที่ท่านผู้เฒ่าโซล่าและลูก้าน้อยสืบหามาให้ ยิ่งได้อ่าน แองเจล่าก็ยิ่งใจเสีย
แต่ในใจของสาวน้อยก็รู้ดีว่า ต่อให้การต่อสู้ในครั้งนี้จะอันตรายมากแค่ไหน อเล็กซานเดอร์ก็ไม่มีวันถอยหนีเป็อันขาด
ั้แ่ต้นจนถึงตอนนี้ แม้ว่าใบหน้างามจะยังคงมีรอยยิ้มน้อยๆ แต่ใครจะรู้ว่าในใจของนางกลับมีแต่ความกังวลผุดขึ้นมาไม่ขาดสาย นางไม่อยากให้อเล็กซานเดอร์มองเห็นถึงความกังวลที่อยู่ในใจของนาง เพราะนางกลัวว่าจะทำให้อเล็กซานเดอร์เสียสมาธิจนส่งผลต่อการต่อสู้ ั้แ่การต่อสู้ได้เริ่มต้นขึ้น แองเจล่าก็พยายามอย่างมากที่จะทำให้คนอื่นเห็นว่านางไม่เป็ไร นางหวังว่าความดีและความเชื่อมั่นของตัวเองจะสามารถนำพาความโชคดีมาสู่ซุนเฟย
หนึ่งชั่วโมงก่อน นางเห็นซุนเฟยผลุนผลันออกไปจากค่ายอย่างเร่งรีบ
วินาทีนั้น นางรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก
ั้แ่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ นางไม่อาจรู้สึกผ่อนคลายได้เลย ทุกวินาทีที่ผ่านไป สำหรับนางคือ่เวลาแห่งความทรมานและความกลัว นางนั่งไม่เป็สุขเลยสักครั้ง จิตใจของนางว้าวุ่นอยู่ตลอด...
นางคุกเข่าลงกลางเต็นท์ พลางหลับตาสวดอธิษฐานขอพรให้แก่ซุนเฟยอย่างเงียบๆ
“พระผู้เป็เ้าผู้ยิ่งใหญ่ ลูกขออ้อนวอน ได้โปรดนำซุนเฟยกลับมาอย่างปลอดภัยด้วย...”
คนที่อยู่ในเต็นท์ต่างพากันคุกเข่าลงเหมือนแองเจล่า รวมไปถึงเจ็มม่าด้วย
ด้านนอกเต็นท์ เนื่องจากซุนเฟยมีคำสั่งห้ามไม่ให้ใครออกไปจากค่าย ดังนั้นจึงไม่มีทหารเมืองแซมบอร์ดคนไหนออกไปดูการต่อสู้ที่สนามประลอง ทุกคนต่างอยู่ในค่ายอย่างสงบตามคำสั่ง พวกเขามองไปยังทิศที่ตั้งสนามประลองดาบหมายเลขหนึ่งด้วยสีหน้าเคร่งขรึม พวกเขากำลังรอให้การต่อสู้เริ่มต้นขึ้น
แปเตอร์ ตอร์เรส พัศดีโอเลเกร์และคนอื่นๆ ที่มีพลังเหนือกว่ารู้สึกได้ถึงความผันผวนของคลื่นพลังที่น่าเกรงขาม ซึ่งอยู่ไกลออกไปในทิศของสนามประลองดาบหมายเลขหนึ่ง โดยเฉพาะในคลื่นพลังที่น่ากลัวนั่นแฝงไปด้วยความกระหายเืและรังสีฆ่าฟันแปลกๆ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะอยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร แต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่น่าหวาดกลัวอย่างชัดเจน พวกเขาต้องเร่งโคจรคลื่นพลังของเองออกมาต้านทานด้วยความใ
กลิ่นอายนี้แข็งแกร่งมาก!
แต่พวกเขาไม่เหมือนแองเจล่า แม้ว่าพวกเขาจะถูกคลื่นพลังที่น่าเกรงขามทำให้ใ แต่ไม่รู้ว่าทำไม พวกเขากลับไม่รู้สึกกังวลใจอะไรเลย
มีเพียงคนที่เคยร่วมสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับซุนเฟยเท่านั้นถึงรู้ว่าาาของพวกเขาแข็งแกร่งมากเพียงใด ในากับพวกทหารเกราะดำที่มารุกรานเมืองแซมบอร์ดก่อนหน้านั้น พวกเขาส่วนใหญ่ต่างรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับฝ่าาและทุกครั้งที่อันตรายกำลังจะย่างกรายเข้ามาหา ฝ่าาก็จะใช้ความกล้าหาญและสติปัญญาอันยอดเยี่ยมแก้ไขปัญหาไปได้ทุกครั้ง ตอนนี้ความแข็งแกร่งของพวกเขาเพิ่มมากขึ้น ความสามารถในการรับรู้ถึงพลังที่แข็งแกร่งก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน พวกเขาค้นพบว่าความแข็งแกร่งของฝ่าาเริ่มลึกซึ้งมากขึ้นทุกที จนพวกเขาไม่อาจคาดเดาถึงพลังที่แท้จริงของฝ่าาได้ ทุกครั้งที่พวกเขาคิดว่าระยะห่างระหว่างาาและตัวเองกำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แต่ผ่านไปไม่กี่วัน พวกเขาก็ต้องแปลกใจอีกครั้งเมื่อพบว่า ระยะห่างระหว่างพวกเขากับาาเริ่มห่างออกไปอีก โดยเฉพาะหลังจากจบการต่อสู้กับอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่สิบ 'อัศวินพระอาทิตย์สีทอง' ในยอดเขาหอคอยคู่ พวกเขาถึงได้รู้สึกว่า บนเส้นทางของการฝึกฝน พวกเขาเริ่มมองไม่เห็นแผ่นหลังของฝ่าาแล้ว แม้แต่เงาก็เริ่มมองไม่ชัด
ความศรัทธาที่พวกเขามีให้ต่อฝ่าา มันใกล้เคียงกับพวกคลั่งศาสนา
ความศรัทธานี้ถูกสร้างขึ้นมาจากภาพลักษณ์ที่องอาจของฝ่าา
และภาพลักษณ์นั้นก็ถูกตราตรึงอยู่ในใจของเขาจนลึกเข้ากระดูกดำ และฝังแน่นอยู่ในจิติญญา
ในค่ายทหารเมืองแซมบอร์ด ทุกคนต่างมองไปยังทิศของสนามประลองดาบหมายเลขหนึ่งอย่างแน่วแน่ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เห็นฉากการต่อสู้ของฝ่าาด้วยตาของตัวเองแต่พวกเขาก็ไม่ยอมละสายตาจากทางทิศนั้นอย่างเด็ดขาด
ทันใดนั้น
“าาแซมบอร์ด! าาแซมบอร์ด! าาแซมบอร์ด! าาแซมบอร์ด! าาแซมบอร์ด!!!”
เสียงดังกระหึ่มลอยมาทางทิศสนามประลองดาบไม่ขาดสาย ประหนึ่งคลื่นมหาสมุทรที่บ้าคลั่งกำลังซัดเข้าชายฝั่ง วินาทีนั้นทุกคนต่างรู้สึกเหมือนมีลมพายุกำลังโหมกระหน่ำอยู่ในหัวของพวกเขาอย่างบ้าคลั่ง ท่ามกลางเสียงโห่ร้องนี้ พวกเขาต่างรู้สึกแข้งขาอ่อนแรงจนแทบยืนไม่มั่นคง เหล่าทหารเมืองแซมบอร์ดต่างหันมาสบตากัน และมองเห็นรอยยิ้มดีใจอย่างบ้าคลั่งบนใบหน้าของแต่ละฝ่าย!
“หมายความว่า…ฝ่าาชนะ?” พัศดีโอเลเกร์เป็คนแรกที่รู้สึกตัว เ้าอ้วนสมควรตายโห่ร้องออกมาเสียงดังพลางะโโลดเต้นอย่างสะใจ สภาพของเขาดูไม่ต่างอะไรกับลูกบาสที่กำลังเด้งดึ๋งขึ้นลง เขามองไปยังสนามประลองดาบด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ!
มีเงาร่างมากมายพากันเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในค่ายทหารเมืองแซมบอร์ด ไม่ว่าจะเป็ผู้นำเหล่าอัศวินบรอนซ์เซนต์หรือแม้แต่พวกเทศกิจพวกเขาทุกคนพยายามปีนป่ายขึ้นไปยังที่สูงๆ อย่างมุ่งมั่น ในเมื่อฝ่าาจะมีรับสั่งว่าห้ามออกจากค่าย แต่ฝ่าาไม่ได้สั่งห้ามไม่ให้พวกเขาปีนที่สูงๆ เพื่อขึ้นไปดูนี่นา?
ได้ยินเสียงโห่ร้องประหนึ่งฟ้าจะถล่มแผ่นดินจะทลายแบบนี้ จะให้พวกเขาอดใจไหวได้อย่างไร
ในหัวของพวกเขากำลังจินตนาการถึงร่างอันองอาจของฝ่าาที่กำลังยืนอย่างสง่างามบนลานสนามประลอง ผมสีดำปลิวไสว มือที่กำดาบยาวไว้แน่น รอบด้านเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องและสรรเสริญบูชา ฝ่าากำลังใช้เท้าเหยียบไปที่ร่างของอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่เจ็ดที่กำลังนอนกองจมกองเืที่พื้น!
กร๊อบๆ!
บางที อาจจะเป็เพราะว่าพวกเขาหลายคนต่างเพลิดเพลินไปกับจินตนาการของตัวเอง จึงเผลอออกแรงหนักไปหน่อยจนเกิดเสียงแตกหักแบบนี้ขึ้น…
“ฝ่าา…ฝ่าาชนะ?” แองเจล่าวิ่งพรวดพราดออกมาจากเต็นท์ นางถามด้วยเสียงอันสั่นเทาว่า “แปเตอร์ ตอร์เรส ใครก็ได้บอกข้าที เสียงนี้หมายถึง...ฝ่าาชนะหรือ?”
มีเงาร่างหนึ่งกะพริบเข้ามา
ทันทีที่แปเตอร์และตอร์เรสได้ยินเสียงเรียก พวกเขาก็รีบทะยานลงมาคุกเข่าต่อหน้าแองเจล่า ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงนอบน้อมว่า “ทูลฝ่าา พวกข้าเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก แต่พวกเรามั่นใจว่าเป็องค์าาที่ได้รับชัยชนะอย่างแน่นอนขอรับ กลิ่นอายที่น่ากลัวก่อนหน้านี้ได้สลายไปแล้ว เหลือเพียงกลิ่นอายของฝ่าาคนเดียวที่เอยู่บนสนามประลองขอรับ”
“เยี่ยม! เยี่ยมไปเลย!” สาวน้อยไร้เดียงสาเผยรอยยิ้มกว้างออกมา “เร็วเข้า รีบเตรียมตัวต้อนรับการกลับมาของฝ่าากัน ครั้งนี้พวกเราจะจัดงานฉลองกัน!”
“รับพระบัญชาฝ่าา!”
เมื่อได้รับคำสั่งจากว่าที่ราชินีในอนาคตแล้ว เหล่าทหารเมืองแซมบอร์ดต่างพากันเตรียมตัวกันอย่างคึกคัก
แองเจล่ากลับเข้าไปในเต็นท์ด้วยความยินดี นางรีบกลับมาคุกเข่าเพื่อขอบคุณพระเ้าที่คุ้มครองคนรักของนาง…
“ข้าจะรอต้อนรับอเล็กซานเดอร์กลับมาด้วยรอยยิ้ม!”
……
……
หลังจากที่ซุนเฟยออกมาจากสนามประลองดาบแล้ว เขาก็หยิบชุดคลุมหัวออกมาสวม จากนั้นก็เดินทอดน่องเที่ยวชมรอบๆ
ค่ายทหารบริวารไปเรื่อยๆ
เขาไม่สนใจพวกนักรบหรือพวกทาสที่ยังคงสนทนาเกี่ยวกับผลการต่อสู้ของเขาเมื่อครู่นี้ ในใจของเขายังหวนนึกถึงกระบวนท่าทางต่างๆ ที่ใช้ในการต่อสู้กับอัศวินผู้ตัดสินทั้งสี่คนเมื่อครู่นี้
ซุนเฟยค้นพบว่าตัวเองมีพร์ในการเข้าใจและการเรียนรู้ที่น่ากลัวมาก ทุกครั้งหลังจากที่การต่อสู้กับพวกยอดฝีมือจบลง ในใจของเขาสามารถทำความเข้าใจในบางสิ่งบางอย่างที่ตัวเองไม่เคยรู้มาก่อนได้อย่างท่องแท้ หลังจากผ่านการต่อสู้ที่โหดร้ายกับอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่เจ็ด 'อัศวินโลหิต' อัศวินผู้ตัดสินลำดับที่สอง 'อัศวินแห่งการสังหาร' อัศวินผู้ตัดสินลำดับที่สี่ 'อัศวินศาสตราวุธ' และอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่ห้า 'อัศวินแห่งความโหดร้าย' ซุนเฟยก็ค้นพบว่า เส้นทางการฝึกฝนของเขาที่เต็มไปด้วยเมฆหมอกก่อนหน้านี้ค่อยๆ เริ่มหายไป!
“หรือว่า นี่คือผลของทักษะ 'การเรียนรู้'? ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้บิดาจะฉลาดมาก แต่ก็ไม่ถึงขั้นฉลาดเป็กรดแบบนี้!”
แม้แต่คนที่โคตรหลงตัวเองอย่างซุนเฟยก็ยังอดไม่ได้ที่จะแปลกใจกับความอัจฉริยะของตัวเอง
ในขณะที่เขากำลังทำการสรุปเื่ราวกั้งหมดอยู่ในหัว ทันใดนั้น...
“หือ?” ซุนเฟยหน้าเปลี่ยนสีขึ้นมาทันที
จู่ๆ เขาก็รู้สึกขนหัวลุกวาบทั้งตัวขึ้นมา ราวกับถูกสายตาของสัตว์อสูรที่น่ากลัวจ้องมองอยู่
“มีบางคนสะกดรอยตามา? ยอดฝีมือระดับสูง!”
ซุนเฟยไม่เคยสงสัยสัญชาตญาณอันตรายของคนเถื่อนเลเวล 40 สักครั้ง ตอนนี้ซุนเฟยมั่นใจเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วว่ามียอดฝีมือกำลังสะกดรอยตามเขาอยู่ ยอดฝีมือคนนี้กำลังจ้องมองเขาจากในมุมมืด ความแข็งแกร่งของคนคนนั้นเหนือกว่าตัวเองหลายเท่า ตอนนี้ซุนเฟยรู้สึกว่าตัวเองเป็แค่ทรายเม็ดเล็กๆ ที่ไม่อาจต้านทานมหาสมุทรได้
และเขาก็ไม่ปกปิดจิตสังหารที่แผ่พุ่งออกมาสักนิด ร่างของซุนเฟยแข็งทื่อเหมือนกับโดนบางอย่างตรึงร่างไว้
--------------------------------------
