“องค์ชายสามเพคะ” ฮั่นหยูวิ่งมาหยุดหน้าวรกายขององค์ชายสาม ที่กำลังเก็บสมุนไพรด้วยท่าทางสงบนิ่ง พร้อมสายลมอ่อนพัดโชยมา มือหนาหยุดชะงัก แล้วหันยังผู้มาเยือน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุขุม
“เหตุใดจึงวิ่งหน้าตาตื่นมาเช่นนี้ เกิดเื่ใดขึ้นงั้นรึ”
“เกิดเื่ใหญ่แล้วเพคะ” เพียงแค่ฮั่นหยูพูดออกมาเท่านั้น เขารีบวางถาดสมุนไพรลง แล้วตั้งใจฟังสิ่งที่ฮั่นหยูเล่าทันที ไม่นานนักรายละเอียดทุกอย่างก็ถูกฮั่นหยูถ่ายทอดจนหมด ก่อนจ้าวซีเหรินจะกำมือแน่นด้วยความโกรธ
“จ้าวเฉินลู่!”
“พระองค์จะเสด็จไปไหนเพคะ” ฮั่นหยูเอ่ยเรียก เมื่อเห็นวรกายขององค์ชายสามเดินดุ่ม ๆ ออกจากตำหนักไผ่เขียวมุ่งหน้าไปยังตำหนักเฉียนกู่ เสียงของฮั่นหยูที่เอ่ยเรียกด้านหลังไม่เป็ผล เขามุ่งหน้า ด้วยฝีเท้าที่ก้าวเสมอกัน
ตามทางเดินเหล่าทหารและนางกำนัลทั้งหลาย พากันน้อมกายเคารพ หากแต่สายตามุ่งมั่นของจ้าวซีเหรินมุ่งตรงไปยังตำหนักเฉียนกู่โดยไม่หันมองผู้ใด
“ทูลองค์ชายสามเข้าไปไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ รัชทายาทเคยรับสั่งไม่ให้องค์ชายสามเข้าไป” ทหารนายหนึ่งวิ่งเข้ามาน้อมกายลงดักไว้ ก่อนจ้าวซีเหรินจะชักกระบี่ออกมาทาบที่คอของทหารผู้นั้น ด้วยแววตาโกรธแค้นอย่างถึงที่สุด
“หากเ้าไม่ถอย ข้าจะฆ่าเ้า” เขาพูดด้วยสายตาสั่นไหว ก่อนนายทหารผู้นั้น จะยอมหลีกทางให้ไม่กล้าขัดขวาง สองเท้าขององค์ชายสามเดินดุ่ม ๆ เข้าไป พบร่างของรัชทายาทนั่งดื่มชาและอ่านตำราอยู่ตามลำพัง ไม่มีท่าทีรู้สึกผิดใด ๆ กับการกักขังเยว่ซินไปไว้ที่ตำหนักเย็น
“จ้าวเฉินลู่!” เสียงขององค์ชายสามดังขึ้น ทำให้รัชทายาทหันมา แล้วค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ทั้งสองสบสายตากันอย่างรู้ความหมาย ก่อนทั้งคู่ จะพุ่งตัวเข้าหากัน พร้อมกระบี่คนละเล่มจี้ไปที่คอทั้งสองโดยพร้อมเพรียง สายตาจับจ้องมองกันต่างฝ่ายต่างไม่เกรงกลัว
“ข้ายอมเ้าทุกอย่าง ยอมที่จะแยกไปอยู่ที่ตำหนักไผ่เขียวตามลำพัง ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับงานราชการ คิดเพียงว่าให้วังหลวงสงบสุข นั่นคือจุดมุ่งหมายของข้า ไม่เคยคิดเอาชนะเ้า” องค์ชายสามกัดฟันพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ไยเ้าไม่อยู่ที่ตำหนักไผ่เขียวของเ้าไปจนตาย มาให้ข้าพบหน้าเ้าทำไมกัน” รัชทายาทตอบด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ข้ามา ก็เพราะเยว่ซิน”
“บังอาจ! เ้ากล้าดียังไงถึงถามถึงนาง” จ้าวเฉินลู่พยายามกลั้นความเ็ปไว้ ไม่แสดงออก ก่อนองค์ชายสามจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงแน่นิ่ง
“เพราะนางไม่ผิด นางไม่ได้ทำชั่วช้าอย่างที่เ้าคิด”
“ฮ่า ๆ เ้าจะแก้ตัวแทนนางงั้นรึ” จ้าวเฉินลู่พูดพลางดึงกระบี่กลับมา แล้วเดินวนพร้อมหัวเราะกลบเกลื่อนความรู้สึกเ็ปไว้
“ต่อให้เ้าแก้ตัวแทนนางสักกี่ครั้ง ข้าก็จะไม่มีวันหลงเชื่อพวกเ้าอีก ต่อให้นางคุกเข่าต่อหน้าข้าเป็เดือน เป็ปี ข้าก็จะไม่มีวันใจอ่อน ยอมไว้ใจ ให้นางหักหลังข้าซ้ำแล้วซ้ำเหมือนที่ผ่านมา”
“ใจเ้ามันมืดบอดยิ่งกว่าสิ่งใด จ้าวเฉิ่นลู่!” พูดจบทั้งคู่กับใช้กระบี่ปะทะกันอย่างไม่มีผู้ใดยอม
พร้อมกันนั้น ร่างของพระชายาฟางเหลียนและหลินหยางก็เดินเข้าไปยังตำหนักเย็น ทหารที่เฝ้าหน้าตำหนักพร้อมใจกันน้อมกายเคารพ แล้วปล่อยให้พวกนางเข้าไปยังตำหนักได้อย่างง่ายดาย
“หม่อมฉันวางยาไว้ตรงนี้นะเพคะ” หลินหยางถามพระชายา ก่อนจะวางถ้วยยาไว้บนโต๊ะ แล้วหันไปยังเยว่ซิน พร้อมรอยยิ้มเ้าเล่ห์เผยออกมาในเวลาเดียวกัน ฟางเหลียนมองยาที่หลินหยางวางครู่หนึ่ง ก่อนจะปรายตามองมายังเยว่ซินแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“รัชทายาท ให้ข้านำยามาให้” เยว่ซินในเวลานี้ซูบผอมลงไปมาก ค่อย ๆ ย่างเท้าเข้ามาช้า ๆ พลางเลื่อนสายตาไปยังถ้วยยาสีดำที่หลินหยางนำมาวาง
“ยาอันใด” นางถามอีกฝ่ายด้วยสายตาหวาดหวั่น ก่อนรอยยิ้มของพระชายาจะเผยออกมา
“เมื่อเด็กในท้องของเ้า มิใช่ลูกของรัชทายาท พระองค์จึงรับสั่งให้ข้านำยาขับมาให้เ้ากิน” สิ้นเสียงของพระชายาเพียงเท่านั้น เยว่ซินถึงกับยืนไม่อยู่ นางส่ายศีรษะไปมาพร้อมน้ำตาเอ่อขึ้น คล้ายตกจากที่สูง แล้วพยายามเบี่ยงตัววิ่งหนี หากแต่หลินหยางรีบคว้ากายเยว่ซินไว้ได้ทัน
“จะหนีไปไหน นี่เป็คำสั่งของรัชทายาท เ้ากล้าฝืนงั้นเหรอ”
“ปล่อยข้า ข้าไม่กิน” เยว่ซินพยายามดิ้นสุดแรง หากแต่กำลังของนางไม่มากพอ ที่จะหนีจากเงื้อมมือของหลินหยางได้
“พระชายาปล่อยหม่อมฉันไปเถิดเพคะ หม่อมฉันยอมทุกอย่าง ขอเพียงอย่าให้หม่อมฉันกินยาขับนี้เลย” เยว่ซินยกมือผสานกันขอร้องอ้อนวอนพร้อมน้ำตานองหน้า ทั้งหวาดกลัวและหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน
“ต่อให้เ้าไม่อยากกิน เ้าก็ต้องกิน เพราะนี่เป็คำสั่งของรัชทายาท” ดวงตาขมึงของพระชายาพูดกับเยว่ซิน ก่อนจะหันไปหยิบถ้วยยาแล้วกำชับหลินหยาง
“จับนางให้แน่น อย่าให้หลุดมือ”
“นางไม่หลุดมือแน่เพคะ” หลินหยางพูดพร้อมรอยยิ้มมีความสุข
“ไม่เพคะ ปล่อยหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันขอร้อง พระชายามีเมตตาต่อหม่อมฉันด้วยเพคะ อย่าทำร้ายลูกของหม่อมฉันเลย” สิ้นเสียงอ้อนวอนนั้น พระชายาก็ยัดยาใส่ปากนางให้ได้มากที่สุด เยว่ซินพยายามที่จะคายออก หากแต่ไม่อาจสู้แรงของพระชายาได้ สุดท้ายยาจำนวนมากก็ไหลลงคอในที่สุด เมื่อยาหมดถ้วยแล้วหลินหยางจึงปล่อยร่างของเยว่ซิน ก่อนนางจะทรุดลงกองกับพื้นพร้อมเสียงร้องไห้ปล่อยโฮออกมาด้วยความเสียใจ นางค่อย ๆ เงยหน้ามองพระชายาฟางเหลียนด้วยความผิดหวัง
