"แม่จ๋า! อร่อยที่สุดในโลกเลย!" เสี่ยวเถาเคี้ยวหัวจักรพรรดิจนตุ่ย "มันนุ่มๆ หนึบๆ เหมือนเกาลัดจริงๆ ด้วย"
ซูเหยานั่งมองลูกสาวกินอย่างมีความสุข เธอมองมือของตัวเองที่ยังเปื้อนคราบดิน ความหิวในกระเพาะถูกเติมเต็มแล้ว แต่ความท้าทายต่อไปคือการทำให้สวนผักที่เธอปรุงดินไว้ เริ่มผลิตอาหารให้ได้จริงๆ
"กินให้อิ่มนะเสี่ยวเถา พรุ่งนี้เรายังมีงานใหญ่ต้องทำ...เราจะเอาสมุนไพรไปแลกไข่ไก่ที่ตลาดมืดในเมืองกัน"
ในค่ำคืนนั้น ภายใต้แสงตะเกียงน้ำมันริบหรี่ ซูเหยาเริ่มจดบันทึกการสำรวจพืชลงในเศษกระดาษเก่าๆ ความเป็นักวิทยาศาสตร์ของเธอกำลังสั่นสะพานข้ามกาลเวลา เพื่อสร้างชีวิตใหม่ที่มั่นคงให้แก่ตัวเองและเด็กหญิงที่เธอเริ่มจะเรียกว่าลูกได้อย่างเต็มปากเต็มคำ
เช้าวันรุ่งขึ้น กลิ่นหอมจางๆ ของเนื้อกระต่ายรมควันที่ยังหลงเหลืออยู่ในบ้านดินหลังเล็ก เป็หลักฐานของความอิ่มหนำที่ เสี่ยวเถา ไม่เคยััมานาน เด็กน้อยตื่นมาด้วยความสดใส เธอช่วยแม่เก็บกวาดลานบ้านอย่างขยันขันแข็ง ทว่าความสงบสุขนั้นดำรงอยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อเสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนเดินตรงมายังรั้วบ้าน พร้อมกับเสียงแหลมที่แสบแก้วหูอันเป็เอกลักษณ์
"นังซูเหยา! ออกมาเดี๋ยวนี้! ฉันรู้ว่าแกซ่อนอะไรไว้!"
สะใภ้ใหญ่บ้านตระกูลหลิน หรือ นางหวัง เดินนำขบวนมาพร้อมกับสะใภ้รอง และชาวบ้านอีกสองสามคนที่ขี้สอดรู้สอดเห็น นางหวังมีใบหน้าบึ้งตึง ดวงตาเล็กหยีนั้นจ้องมองเข้ามาในบ้านอย่างหิวกระหาย
หลินซูเหยา เดินออกมาจากประตูบ้านด้วยท่าทางสงบนิ่ง มือของเธอเช็ดคราบน้ำจากผักที่เพิ่งล้างเสร็จ
"มีธุระอะไรหรือคะพี่สะใภ้ใหญ่? มาแต่เช้าเชียว หรือว่าที่บ้านไม่มีข้าวจะกินจนต้องมาขอแบ่งจากแม่ม่ายอย่างฉัน?"
นางหวังชะงักไปครู่หนึ่งกับคำย้อนที่เจ็บแสบ ก่อนจะแหวขึ้น "ปากดีนักนะ! ฉันได้กลิ่นเนื้อที่นี่ แกไปเอาเนื้อมาจากไหน? แม่ม่ายจนๆ อย่างแก ไม่มีแต้มสะสมอาหารพอจะแลกเนื้อได้แน่ๆ แกไปขโมยของใครมา หรือว่าไปทำเื่บัดสีแลกเนื้อมากันแน่!"
ชาวบ้านเริ่มกระซิบกระซาบ สายตาที่มองซูเหยาเต็มไปด้วยความดูแคลน ในยุค 70 นี้ การถูกกล่าวหาว่าขโมยของหรือมีความประพฤติผิดศีลธรรมถือเป็เื่ใหญ่ที่อาจทำให้ถูกตราหน้าไปตลอดชีวิต
"เนื้อกระต่ายนั่นฉันได้มาอย่างถูกต้อง" ซูเหยาตอบเสียงเรียบ "และถ้าพี่สะใภ้ใหญ่จะกรุณาใช้จมูกดมกลิ่นเพื่อหาเื่คนอื่น ฉันแนะนำให้ใช้สมองคิดด้วยว่าการกล่าวหาคนอื่นลอยๆ โดยไม่มีหลักฐาน มันมีความผิดทางวินัยคอมมูนนะคะ"
"หลักฐานอย่างนั้นเหรอ? ก็ความจนของแกไงคือหลักฐาน!" นางหวังแผดเสียง พลางชี้นิ้วไปที่สวนผักหลังบ้าน "แล้วอีกอย่าง ที่ดินตรงนี้เดิมทีมันเป็ที่ของตระกูลหลิน ในเมื่อสามีแกตายไปแล้ว แกก็เป็แค่คนนอก แถมยังทำตัวเหลวไหล ที่ดินตรงนี้ควรคืนให้บ้านใหญ่ ฉันจะเอาไปปลูกมันเทศเลี้ยงหลานชายฉัน!"
เสี่ยวเถาตัวสั่นน้อยๆ วิ่งมาเกาะชายเสื้อซูเหยา "แม่จ๋า... ป้าสะใภ้จะมายึดสวนของเราเหรอจ๊ะ?"
ซูเหยาก้มลงมองลูกสาวแล้วหันไปสบตานางหวังด้วยแววตาที่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง "คืนให้บ้านใหญ่? พี่สะใภ้ใหญ่คงลืมไปว่า ที่ดินผืนนี้หัวหน้าคอมมูนเป็คนจัดสรรให้ฉันและลูกในฐานะครอบครัววีรชนที่เสียสละในสนามรบ ถ้าพี่อยากได้ พี่ต้องไปคุยกับทางการเอาเองนะคะ ไม่ใช่มาข่มขู่แม่ม่ายลูกติดแบบนี้"
"แกอย่ามาอ้างทหาร! แกมันตัวซวยที่ทำให้เขาตาย!" นางหวังพยายามจะเดินข้ามรั้วเข้ามา "ฉันจะเข้าตรวจสอบในบ้านแก ถ้าเจอเนื้อขโมยมา ฉันจะลากแกไปที่ศาลาหมู่บ้าน!"
"หยุดอยู่ตรงนั้นแหละค่ะ" ซูเหยายกมือห้าม "ถ้าก้าวเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียว อย่าหาว่าฉันไม่เตือน"
"ทำไม? แกจะทำอะไรฉัน? นังม่ายกระจอก!" นางหวังถ่มน้ำลายลงพื้นแล้วก้าวพรวดเข้าไปในเขตรั้ว
ทันใดนั้นเอง ซูเหยาไม่ได้ใช้กำลังเข้าปะทะ แต่เธอกลับหยิบถังน้ำไม้ใบหนึ่งที่วางอยู่ข้างประตูขึ้นมา แล้วสะบัดน้ำในถังใส่เท้าของนางหวังอย่างแรง
"ว้าย! นังบ้า! แกเอาน้ำอะไรมาสาดฉัน!" นางหวังะโเหยงๆ
"น้ำล้าง ต้นเจียจู๋เถาค่ะ" ซูเหยาพูดเสียงนิ่ง พลางชี้ไปที่กองพืชที่เธอขุดมาเมื่อวาน "พี่สะใภ้ใหญ่คงไม่รู้ว่าพืชชนิดนี้มีพิษร้ายแรง ถ้าน้ำที่โดนิัซึมเข้าสู่าแ หรือพี่เผลอเอามือไปป้ายตา ป้ายปาก พี่อาจจะหัวใจวายตายได้ในสิบนาที"
นางหวังหน้าซีดเผือดทันทีที่ได้ยินคำว่าตาย เธอรีบถอยกรูดออกมาจากรั้ว พยายามเช็ดน้ำออกจากขากางเกงอย่างลุกลี้ลุกลน "แก... แกวางยาฉันเหรอ! ทุกคนดูสิ! มันจะฆ่าคน!"
"ฉันไม่ได้วางยา" ซูเหยาขยับเข้าไปใกล้รั้ว ท่าทางของเธอตอนนี้ดูทรงอำนาจอย่างประหลาด "ฉันแค่เตรียมสกัดสารจากพืชเพื่อทำยาไล่แมลงในสวนของฉัน พี่ทะเล่อทะล่าเข้ามาเอง และถ้าพี่อยากจะยึดสวนผักผืนนี้ พี่รู้ไหมว่าดินตรงนี้ฉันโรยสารสกัดจากพืชที่มีฤทธิ์ทำให้ระคายเคืองิัไว้ทั่ว ใครที่มาขโมยผักหรือบุกรุกโดยไม่ได้รับอนุญาต จะต้องคันไปทั้งตัวจนหนังลอกแน่นอน"
ชาวบ้านที่ยืนมุงอยู่ถอยหลังหนีกันเป็แถบๆ ความรู้เื่พืชที่ซูเหยาพ่นออกมานั้น ฟังดูขลังและน่ากลัวเกินกว่าที่พวกเขาจะกล้าเสี่ยง
"นอกจากนี้..." ซูเหยาหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ซึ่งจริงๆ คือเศษกระดาษที่เธอจดบันทึกไว้ แต่เธอใช้จิตวิทยาหลอกให้คนอื่นเชื่อก้เท่านั้นวึ่งมันก็ได้ผลจริงๆ
"ฉันได้บันทึกพฤติกรรมของพี่สะใภ้ใหญ่ที่พยายามขัดขวางการผลิตของครอบครัววีรชนไว้หมดแล้ว ถ้าพี่ไม่เลิกวุ่นวาย ฉันจะส่งบันทึกนี้ให้ ผู้กองลู่เฉิง ที่เพิ่งกลับมาถึงหมู่บ้าน ให้เขาเป็คนตัดสินว่าใครกันแน่ที่ทำตัวเป็ 'ปลิง' กัดกินเกียรติของทหารที่เสียสละ!"
ชื่อของ "ผู้กองลู่เฉิง" ทำให้ทุกคนเงียบกริบ เขาคือทหารยศสูงที่ชาวบ้านทั้งเกรงใจและยำเกรง
นางหวังโกรธจนตัวสั่นแต่ทำอะไรไม่ได้ "แก...แกจำไว้เถอะนังซูเหยา! แกไปรอดไม่นานหรอก ดินอาถรรพ์แบบนี้ ต่อให้แกมีพืชพิษร้อยชนิด แกก็ไม่มีทางปลูกอะไรขึ้น!"
