สิบวันให้หลัง ณ เมืองเทียนซิน
ในที่สุดก็มาถึง หลิ่วเหอมองเด็กๆ ที่เหน็ดเหนื่อยก็รับปากให้พวกเขาพักผ่อนอยู่ที่เมืองเทียนซินได้สามวัน เมื่อได้รับคำอนุญาต ทั้งห้าคนพลันดีใจเป็อย่างยิ่ง
พอหลับสนิทในโรงเตี๊ยมหนึ่งตื่น วันรุ่งขึ้นรับประทานอาหารเช้าเสร็จ เฉียวรุ่ยกับหลิ่วเทียนฉีก็ออกจากโรงเตี๊ยมที่พัก
“เทียนฉี ดูเหมือนเมืองเทียนซินจะใหญ่กว่าหมู่บ้านเฟิงเยี่ยมากเลย!” เฉียวรุ่ยเดินบนถนน มองสินค้าที่วางอยู่บนร้านรวงสองฝั่งถนนอย่างสนอกสนใจพลางคุยกับคนข้างกาย
“ใช่แล้ว เมืองเทียนซินแห่งนี้เป็เมืองใหญ่ เหมือนจะใหญ่กว่าเมืองฝูเฉิงที่พวกเราอยู่นิดหน่อยนะ!”
เมืองเทียนซินพบคนงาม แรกเห็นมักตกหลุมรัก หลิ่วเทียนฉีนึกถึงคำสารภาพยามพระเอกจีบหลิ่วซานก็เบะปาก คำพูดนี้พาลให้รู้สึกปวดฟันนัก พระเอกนี่ก็ช่างอุตส่าห์คิด
“ที่นี่มีอะไรสนุกไหม?” เฉียวรุ่ยกะพริบตาแล้วถาม
ก่อนหน้านี้ที่หมู่บ้านเฟิงเยี่ย ที่นั่นกิจการสัตว์อสูรรุ่งเรือง ผู้ควบคุมสัตว์อสูร ร้านขายสัตว์อสูรและสัตว์อสูรที่ตายทั้งหมดล้วนมีอยู่มากนัก แต่เมืองเทียนซินใหญ่กว่าหมู่บ้านนั้นอีกนะ? ต้องมีจุดเด่นอะไรอยู่แน่!
“เมื่อคืนวาน ข้าถามลูกจ้างในโรงเตี๊ยมมานิดหน่อย เมืองเทียนซินแห่งนี้ผลิตหินแร่จำนวนมาก ได้ยินว่าช่างหลอมอุปกรณ์หลายคนชอบมาซื้อหินแร่ที่นี่กลับไปหลอมอุปกรณ์กัน”
“หินแร่หรือ! แต่พวกเราไม่ใช่ช่างหลอมอุปกรณ์นี่ คงใช้ประโยชน์ไม่ได้หรอก!” พูดจบ ความกระตือรือร้นของเฉียวรุ่ยพลันหดหาย
“ฮ่าๆๆ หินแร่เ้าอาจไม่ชอบ แต่หินพนันข้าว่าเ้าต้องชอบแน่!” พูดถึงตรงนี้ หลิ่วเทียนฉีก็ยกมุมปาก
“หินพนัน? อะไรคือหินพนันหรือ? ฟังดูไม่เลวเลยนะ?” เฉียวรุ่ยกะพริบตาปริบๆ สีหน้าสงสัยใคร่รู้เอ่ยถาม
“หินพนันคือหินที่คนงานขุดกลับมาจากูเาแร่ หินชนิดนี้ ภายนอกดูเหมือนหินธรรมดา แต่บางก้อนภายในอาจมีสมบัติวิเศษอยู่ แต่ไม่ว่ามีหรือไม่ ราคาของหินทุกก้อนล้วนเท่ากัน เพราะอย่างนั้นก็แล้วแต่โชคล่ะนะ คนที่โชคดีซื้อก้อนหินที่มีสมบัติวิเศษก็ได้เงินก้อนใหญ่ แต่คนโชคร้ายซื้อก้อนหินที่ไม่มีสิ่งใดก็ขาดทุน สิ่งนี้จึงเรียกว่าหินพนันไงล่ะ!” หลิ่วเทียนฉีมองคนรัก ค่อยๆ อธิบายอย่างตั้งใจ
ที่จริง เขารู้สึกว่าหินพนันนี่ก็เหมือนพนันหินที่เขาเคยเล่นในชีวิตก่อน เพียงแต่ชีวิตก่อนพนันคือรัตนชาติ แต่ชีวิตนี้พนันคือสมบัติวิเศษ
“ฮ่าๆๆ ดีจริงเชียว ข้าชอบ!” เฉียวรุ่ยได้ฟังเื่หินพนันก็ตื่นเต้น เขามีตาทิพย์หยั่งรู้ ต้องซื้อหินพนันที่มีสมบัติได้แน่ ไม่มีทางขาดทุนศิลาทิพย์หรอก
“จะไปลองดูไหม?” เห็นเฉียวรุ่ยกระตือรือร้นอยากลอง ใบหน้ายิ้มจึงเอ่ยถาม
“อืม ไปสิ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้ารัว เขาไม่มีทางพลาดเื่น่าสนุกเช่นนี้
“ไปเถอะ ทิศตะวันตกของเมืองมีโรงหินพนันที่ใหญ่ที่สุดอยู่ พวกเราไปด้านนั้นกัน”
“อืม!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าอีกครั้ง เดินไปทางฝั่งตะวันตกของเมืองด้วยกัน
หลิ่วเทียนฉีออกจากถนนเส้นนี้ก็พาเฉียวรุ่ยเลี้ยวมาถนนเส้นต่อไป
“เอ๋ แผงด้านหน้าขายอะไรกันนะ? คนล้อมเยอะเชียว!” เมื่อเฉียวรุ่ยเดินมาถึงหัวถนนก็มองเห็นแผงเล็กๆ ร้านหนึ่ง ข้างทางมีคนมากมายรายล้อม พวกเขาชี้มือชี้ไม้เอียงศีรษะไปมา ไม่รู้ว่าซื้ออะไร
“เข้าไปดูกันเถอะ!” หลิ่วเทียนฉีเห็นสีหน้าอยากรู้นั่นก็พาเดินไปทางแผง
“ขายตัวฝังศพบิดาหรือ? จริงหรือหลอกกัน?”
“ใครจะรู้เล่า?”
“บุรุษสองเพศคนนี้ดูไม่เลวเลยนี่? ซื้อกลับไปน่าจะใช้ได้นะ?”
“ช่างเถอะ คนเช่นนี้น่ะ ซื้อกลับไปก็เลี้ยงไม่ได้ ไม่แน่วันใดวันหนึ่งคงคิดหนี!”
“ก็จริง!”
หลิ่วเทียนฉีเดินมาถึงหน้าแผงก็ได้ยินคำถกเถียงต่างๆ นานาของผู้คน ขายตัวฝังศพบิดา? หรือจะเป็หวังอันหยางกัน?
หวังอันหยางผู้นี้ก็เป็ตัวประกอบในนิยายต้นฉบับ เพราะบิดาผู้ตั้งครรภ์เสียชีวิตแต่เขาไม่มีศิลาทิพย์ฝังศพ ด้วยเหตุนี้ หวังอันหยางจึงมาขายตัวบนถนนใหญ่เพื่อฝังศพบิดา ผลปรากฏว่าพระเอกบังเอิญพบเข้าและช่วยเหลือไว้ นับแต่นั้นหวังอันหยางก็ชอบพระเอก แต่เพราะชีพจรทิพย์ของหวังอันหยางอุดตัน ไม่อาจฝึกฝนพระเอกย่อมไม่มีทางชอบเขา หวังอันหยางจึงได้แต่ติดตามอยู่ข้างกาย แอบชอบอีกฝ่ายอยู่เงียบๆ
ต่อมา หวังอันหยางถูกบิดาอีกคนหนึ่งของเขาพบเข้า คนผู้นั้นเป็เ้าสำนักแห่งหนึ่งของจิ่นโจวอันทรงพลัง พระเอกจึงได้รับความช่วยเหลือและการคุ้มครองมากมายจากเ้าสำนักใหญ่ผู้นั้นเพราะความสัมพันธ์กับเขา
แม้ท้ายที่สุด จุดจบของหวังอันหยางคือถูกบิดาพากลับ แต่งภรรยาให้กำเนิดบุตรสืบทอดสำนัก แต่หวังอันหยางก็ช่วยเหลือพระเอกมากมายจากการถูกช่วยในครั้งนั้น
“บุรุษสองเพศคนนั้นช่างน่าสงสารนัก!” เฉียวรุ่ยมองหนุ่มน้อยนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น บนร่างแขวนป้ายขายตัวฝังศพบิดาพลันขมวดคิ้ว
เฉียวรุ่ยเองก็เป็บุรุษสองเพศ เขาย่อมรู้ว่าฐานะบุรุษสองเพศต่ำต้อยนัก หากไร้พลังทิพย์จะมีชีวิตอยู่อย่างลำบากเพียงไร
“เ้าชื่ออะไรหรือ!” หลิ่วเทียนฉีก้าวเดินเข้าไป เอ่ยถามเสียงเบา
หวังอันหยางที่ก้มหน้าอยู่ตลอดได้ยินเข้าก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น
หลิ่วเทียนฉีเห็นใบหน้าเกลี้ยงเกลาของหวังอันหยางก็ยกมุมปาก เผยรอยยิ้มเล็กน้อย
เห็นหลิ่วเทียนฉียิ้มให้บุรุษผู้นั้น เฉียวรุ่ยที่ยืนอยู่ข้างกายขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว ในใจหงุดหงิดวูบหนึ่งอย่างไร้ที่มา
“หวังอันหยาง!” บุรุษสองเพศตอบด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
หลังได้รับคำตอบที่้า หลิ่วเทียนฉีก็พยักหน้าเล็กน้อยก่อนเอาศิลาทิพย์ยี่สิบก้อนออกมา เขานั่งยองๆ วางไว้ข้างกายเด็กหนุ่ม
“ศิลาทิพย์ยี่สิบก้อน พอฝังศพบิดาเ้าไหม?”
ได้ยินคำถาม หวังอันหยางตะลึงวูบหนึ่งก่อนรีบโขกศีรษะ “ขอบคุณนายน้อยท่านนี้! ศิลาทิพย์ยี่สิบก้อนก็พอขอรับ!”
“ข้าพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมเยวี่ยจวินที่ฝั่งใต้ของเมือง หลังเ้าฝังศพบิดาเรียบร้อยก็ไปหาข้าที่โรงเตี๊ยมได้ แน่นอน หากเ้าไม่ยินดีก็ไม่เป็ไร” หลังพูดจบ หลิ่วเทียนฉีลุกขึ้นยืน
“ขอบคุณนายน้อยยิ่งนัก ข้าฝังศพบิดาเสร็จจะรีบไปหาท่าน คอยเป็วัวเป็ม้า รับใช้ท่านทั้งชีวิตขอรับ!” หวังอันหยางก้มศีรษะโขกให้อีก
หลิ่วเทียนฉีมองหวังอันหยางทีหนึ่งก็จูงเฉียวรุ่ยเดินออกจากกลุ่มคน มุ่งหน้าเดินไปท้ายถนน
“มีนายท่านที่ไม่ขาดเงินจริงหรือ?”
“ใช่แล้ว ให้ศิลาทิพย์แต่ไม่พาไป เขาไม่กลัวหนีด้วย!”
“เป็ถึงนายน้อยตระกูลใหญ่ คงไม่ขาดแคลนศิลาทิพย์ยี่สิบก้อนนั่นหรอก!”
“นั่นก็ใช่ ดูจากเสื้อผ้าของพวกเขาคงเป็เช่นนั้น!”
ทั้งสองเดินจากไป ผู้คนก็พากันถกเถียงอีกพักหนึ่ง
เฉียวรุ่ยเดินอยู่ข้างกายหลิ่วเทียนฉี แอบลอบมองอีกฝ่ายเป็ระยะ สีหน้าเห็นชัดว่าแย่ลงทุกที
หลังเดินออกมาไกลมากแล้ว ทั้งสองคนก็มาถึงในซอยเล็กไร้ผู้คนเส้นหนึ่ง หลิ่วเทียนฉีหยุดเท้า มองไปทางเฉียวรุ่ยที่อยู่ข้างกาย “เป็อะไร หืม?”
“ไม่ ไม่ได้เป็อะไรนี่?” เฉียวรุ่ยส่ายศีรษะ ย่นจมูกบอก
เห็นสีหน้าไม่พอใจชัดเจนแต่บอกว่าไม่เป็ไร เขาส่ายศีรษะอย่างจนปัญญา
‘หึงแล้วน่ะสิ เห็นเ้าซื้อบุรุษสองเพศ ไอ้หนูจะไม่หึงได้ไงกัน?’
ได้ยินเสียงผ่านกระแสจิตของจิ้งจอกน้อย หลิ่วเทียนฉีก็หัวเราะอย่างอ่อนใจ ‘ดูเ้าจะเข้าใจเ้านายดีเอาเื่นะ!’
‘แน่นอนสิ พวกเรามีพันธสัญญากันอยู่ ข้าย่อมเข้าใจเขา’
‘จิ้งจอกตัวเหม็น เ้าอย่าพูดส่งเดชนะ!’ เฉียวรุ่ยได้ยินจิ้งจอกน้อยพูดก็ตบถุงเลี้ยงอสูรข้างเอวอย่างไม่พอใจทีหนึ่ง
‘โอ๊ย ข้าเจ็บนะไอ้หนู! เ้าเบาหน่อยไม่เป็หรือไง? าแข้ายังไม่หายดีนะ!’
‘ถ้าเ้าพูดจาส่งเดชอีก ข้าจะเย็บปากเ้าซะ!’ เฉียวรุ่ยถลึงตาจ้องถุงเลี้ยงอสูรพลางเอ่ยเสียงเหี้ยม
“ฮ่าๆๆ ถ้าโกรธก็น่าจะลงกับข้าสิ? โมโหอะไรจิ้งจอกน้อยเล่า?” หลิ่วเทียนฉีบอกเสียงเบา มองไปทางคนรักตัวน้อย
เฉียวรุ่ยเงยหน้าขึ้น เห็นใบหน้าอ่อนโยนของเขายิ่งรู้สึกน้อยใจกว่าเดิม “เทียนฉี!”
“โมโหข้าหรือ?” มองท่าทางน้อยใจอันน่ารักนั่นพลางถาม
“เ้า ทำไมเ้าไม่คุยกับข้าสักคำ ซื้อคนผู้นั้นไปก่อนเล่า?” บุรุษสองเพศเชียว เป็บุรุษสองเพศเชียวนะ
“ขอโทษ ข้าเห็นว่าเขาไม่เลวเลยถือโอกาสซื้อมาเสีย!” เห็นคนรักสีหน้าขุ่นเคืองจึงรีบอธิบายอย่างใจเย็น
“ไม่เลว? อะไรเรียกไม่เลวกัน? เ้า เ้าถูกใจเขางั้นหรือ?” ได้ยินหลิ่วเทียนฉีตอบกลับ เฉียวรุ่ยยิ่งโมโห
พวกเขาเพิ่งอยู่ด้วยกันเพียงครึ่งปี เทียนฉีก็ชอบคนอื่นแล้วหรือ? ทำไมเร็วปานนี้ ทำไมหันไปชอบคนอื่นแล้วเล่า?
หลิ่วเทียนฉีเห็นเฉียวรุ่ยโกรธขึ้ง ใบหน้าน้อยแดงก่ำ ดวงตาโตมีหยาดน้ำคลอเขียนว่าน้อยเนื้อต่ำใจอยู่เต็มก็ปวดใจยิ่งนัก ยื่นมือไปโอบเข้ามาในอ้อมแขน
“เ้าทำอะไร ปล่อยข้านะ!” ยิ่งผลักออกยิ่งถูกกอดแน่น เทียนฉีไม่ให้โอกาสเขาดิ้นหลุดสักนิด
“อื้อๆ...”
เฉียวรุ่ยดิ้นจะออกจากอ้อมกอดเขา ไม่เพียงไม่ปล่อย เขารีบทาบทับจูบรุนแรงลงไปทันที
“เ้า อื้อๆ...” เฉียวรุ่ยเบิกตาโต ถูกจูบจนอึ้งงัน นี่มันบนถนนใหญ่นะ เขา เขาถึงกับจูบกับเทียนฉีบนถนนใหญ่เลยหรือ???
“รู้สึกได้ไหม? ในใจข้ามีเพียงเ้าคนเดียว” หลังหนึ่งจูบ หลิ่วเทียนฉีผละออกเบาๆ จ้องคนรักที่อึ้งอยู่ในอ้อมแขนพลางเอ่ยขึ้น
“ปล่อย นี่มันบนถนนใหญ่เชียวนะ!” เฉียวรุ่ยดึงมือที่เกาะติดบนเอวออก เขินอายจนหน้าแดงก่ำ
“ข้าไม่ได้รักเ้ามานานหรือ เ้าถึงได้เริ่มสงสัยว่าข้าชอบคนอื่นเสียแล้ว!” พูดถึงตรงนี้ หลิ่วเทียนฉีทำหน้าเหมือนไม่ได้รับความเป็ธรรม มองมาทางเฉียวรุ่ยอย่างน่าสงสาร
ั้แ่เฉียวรุ่ยเก็บตัวฝึกฝนจนพวกเขาออกจากเมืองฝูเฉิง ผ่านมาสามเดือนกว่าที่ไม่ได้แสดงความรักกัน ไม่แปลกที่อีกฝ่ายจะคิดฟุ้งซ่าน
“เ้า เ้าพูดส่งเดชอะไรเล่า?” คราวนี้ไม่ใช่แค่หน้า กระทั่งคอกับหูของคนรักก็แดงไปด้วย
“อย่าคิดฟุ้งซ่านน่า หวังอันหยางน่ะข้าซื้อกลับไปมอบให้ท่านพ่อต่างหาก!” หลิ่วเทียนฉีพรมจูบใบหน้าน้อยอย่างรักใคร่ อธิบายอย่างตั้งใจ
“มอบให้? มอบให้ท่านอาหลิ่ว? นี่ มันจะดีหรือ?” เฉียวรุ่ยมองหลิ่วเทียนฉีอย่างตะลึงก่อนถาม
เห็นท่าทางไม่อยากเชื่อนั่น เขาเคาะหน้าผากอีกฝ่ายอย่างจนปัญญา “ในสมองน้อยๆ ของเ้าคิดเลอะเทอะอะไรอยู่ฮึ? ข้าจะมอบเขาให้เป็คนรับใช้ของท่านพ่อ ไม่ใช่อนุภรรยา”
“เป็ เป็คนรับใช้หรือ?” ได้ยินถึงตรงนี้ สีหน้าจึงสงบลง
“ท่านพ่อเป็ผู้ครองตนอยู่ในความดีงาม เขาไม่เคยเลี้ยงอนุภรรยา”
“อา! ใช่ ข้าคงคิดมากเกินไป!” อันที่จริง จะโทษเฉียวรุ่ยก็ไม่ได้ เพราะคนส่วนใหญ่ล้วนซื้อบุรุษสองเพศกลับไปเป็อนุภรรยานี่! เอาเป็ข้ารับใช้น่ะไม่ค่อยมีนักหรอกนะ!
“เ้านี่นะ!” หลิ่วเทียนฉีลูบจมูกน้อยอย่างเอ็นดู เดินจูงมือไปยังปากซอย
“ฮ่าๆๆ...” เมื่อรู้ว่าตนเข้าใจอีกฝ่ายผิดก็รีบร้อนยิ้มประจบอย่างขัดเขิน
“ไปเถอะ ไปโรงหินพนันกัน!”
“อืม!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าอย่างมีความสุข ความทุกข์ใจก่อนหน้าหายไปสิ้น
“เ้าไหน้ำส้มน้อย!1” หลิ่วเทียนฉีมองอีกฝ่ายด้วยความรัก ยิ้มด้วยสีหน้าอ่อนใจเล็กน้อยแต่กลับดีใจเป็อย่างยิ่ง เสี่ยวรุ่ยเริ่มหึงเขาแล้วล่ะ!
--------------------------------------------------------------
1 ภาษาจีนเปรียบเปรยความหึงกับการกินน้ำส้มสายชู ดังนั้น การแซวว่าเป็ไหน้ำส้มคือแซวว่าเป็คนขี้หึงมาก