ฝนตกติดต่อกันสามวัน ทุกคนทำได้แค่อยู่ในหอพักไปไหนไม่ค่อยได้ จนในที่สุด ดวงอาทิตย์ก็ส่องแสงท้องฟ้าเปิด
ตอนนี้ครอบครัวของเฉินอวี๋และครอบครัวแซ่หยู่ ต่างสวมเสื้อผ้าลินินและรองเท้าใหม่เอี่ยม ดูสดใสเป็ผู้เป็คนมากขึ้น
ต่างจากครั้งก่อน ครั้งนี้พวกเขาได้ติดต่อคาราวานที่มุ่งหน้าไปทางเหนือ โดยขอให้พวกเขาร่วมเดินทางติดตามคาราวานไปด้วย
ตอนนี้ทุกคนมีพาหนะกันแล้ว แม้ว่าเกวียนเทียมวัวอาจจะกระแทกกระทั้นบ้าง แต่มันก็ดีกว่าสมัยที่ทุกคนต้องเดินทางด้วยเท้าเหมือนแต่ก่อน
โชคร้าย ที่จุดหมายปลายทางของขบวนคาราวานนั้นแตกต่างจากของพวกเขา ดังนั้นจึงสามารถพาพวกเขาไปถึงแค่ทางแยกระหว่างอำเภอ
อย่างไรก็ตาม การเดินทางก็นับว่าเร็วมากๆ ปกติใช้เวลาเจ็ดหรือแปดวัน แต่ด้วยวัวเทียมเกวียน จึงสามารถเดินทางข้ามเมืองระวางอำเภอได้ในวันเดียว
“หากพวกเ้าเดินทางต่อไปตามเส้นทางหลักระหว่างเมือง จะถึงเขตอำเภอเหอเจี้ยนในอีกยี่สิบลี้ ระหว่างทางมีโจรมาก แต่พวกมันมุ่งหวังเพียงเงิน หากยอมจ่ายไปเล็กน้อย ก็ยังสามารถรักษาชีวิตไว้ได้อยู่”
หลังจากให้คำแนะนำแล้ว หัวหน้าคาราวานก็เร่งม้าและนำคาราวานของเขาไปในทิศทางอื่น
เฉินอ่าวกล่าวขอบคุณ จากนั้นก็ออกเดินทางขึ้นเหนือไปตามถนนสายหลัก
แต่ที่ทำให้ทุกคนพูดไม่ออก คือวันที่สองหลังเดินทาง แทนที่จะเผชิญหน้ากับโจร พวกเขากลับมาอยู่ที่กึ่งกลางการสู้รบขนาดใหญ่ที่มีผู้คนนับหมื่น
มีลูกศรนับพันพุ่งเฉียดหน้า เฉินอวี๋โชคร้ายอย่างเหลือเชื่อ เขาเห็นลูกธนูพุ่งตรงจนทำให้ตัวแข็งทื่อด้วยความกลัว
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนเขาไม่มีโอกาสได้ตอบสนอง ดีหน่อยที่พ่อไหวตัวทันและคว้าธนูดอกนั้นที่กลางอากาศด้วยมือเปล่า
โฮ้!!~
กลุ่มคนที่แต่งกายด้วยเครื่องแบบทหาร ถืออาวุธนานาชนิดพุ่งลงมาจากเนินเขา!
“หาที่หลบเร็วเข้า”
เมื่อรู้ตัวว่าหลงทางมาอยู่ใจกลางา เฉินถั่วถงและเฉินอ่าวก็แบกลูกๆ ขึ้นไปหลบที่หลังต้นไม้และโขดหิน รีบซ้อนตัวนอนไปกับพงหญ้าไม่สนเกวียนและวัว โดยทั้งคู่ต่างอุ้มลูกคนละคน แล้วไปซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ค่อยๆ ถอยหลังออกจากสมรภูมิรบ ไปอยู่ในจุดสูงที่คิดว่าปลอดภัย
เมื่อยืนอยู่บนที่สูง จากจุดที่ยืนอยู่ สามารถมองเห็นการสู้รบอันดุเดือดที่อยู่ไม่ไกลทางด้านล่างได้อย่างชัดเจน
นี่เป็การรบที่โหดร้ายและรุนแรงมาก ทั้งสองฝ่ายมีกำลังพลที่สูสี พวกเขาสู้รบกันไปมาในที่โล่ง คนตายล้มลงและถูกแทนใหม่จากคนด้านหลัง
เมื่อเวลาผ่านไป กลุ่มทหารที่สวมเครื่องแบบทหารปกติ นำโดยขุนพลผู้กล้าหาญ ก็ฝ่าแนวรบของศัตรูได้สำเร็จ ขวัญกำลังใจของพวกเขาพุ่งสูง จากนั้นก็ปราบศัตรูและเริ่มวิ่งไล่ลากันนานนับครั้งชั่วยาม
การสู้รบซึ่งมีผู้เข้าร่วมเกือบหมื่นคนใช้เวลาครึ่งค่อนวันจึงสงบ
เมื่อพลบค่ำมาเยือน ขณะที่เฉินอวี๋กำลังสงสัยว่าคนมากขนาดนี้จะทำความสะอาดสนามรบกันอย่างไร ทหารฝ่ายชนะกลับรวบรวมศพของศัตรูและสร้างเป็หอคอยสูงด้วยศพ ไม่คิดที่จะเผาแต่นำมาใช้เป็การข่มขู่เชิงสัญลักษณ์แทน ก่อนจะออกจากสนามรบไปอย่างเร่งรีบโดยมีท่าทีของผู้ชนะไว้เื้ั
บางทีอาจมีค่ายทหารอยู่ไม่ไกลจากสมรภูมิ พวกเขาจึงพากันเดินทางกลับไปที่ค่าย หรือไม่ก็อาจไปสนามรบถัดไป
เฉินอวี๋ซึ่งเพิ่งเห็นการต่อสู้ที่นองเืมาหมาดๆ จึงรู้สึกงงเล็กน้อยไม่คิดว่าาจะต่างออกไปจากที่เห็นในทีวี
ไม่มีพิธีอำลาสหายที่เสียชีวิต ไม่มีใครเก็บศพคนของตัวเองที่ตายไปแล้วกลับ
ถูกทิ้งให้นอนแผ่ปล่อยกลิ่นฉุน จนส่งผลทำให้สัตว์ป่าส่งเสียงเพราะถูกกลิ่นเืดึงดูด
แต่ที่ระแวดระวังของผู้คนในกลุ่ม คือทุกคนรักษาระยะห่างออกจากเฉินต้า
กลิ่นเืที่รุนแรง และเสียงคำรามของสัตว์ จึงทำให้ท่าทางของเฉินต้ากระสับกระส่ายอยู่ตลอดเวลา
เขาเผลอกลืนน้ำลายลงไปหลายครั้ง ราวกับพยายามระงับพลังอันรุนแรงที่อยู่ข้างในอย่างสุดความสามารถ จนกระทั่งอิงเอ๋อสะกิด พี่ชายคนโจจึงดูเหมือนจะรู้สึกตัวและอาการที่ปั่นป่วนจะค่อยๆ สงบลง
“พี่ชาย เกิดอะไรขึ้นเหรอ?” เฉินอิงเอ๋อถามด้วยความไร้เดียงสา แต่ไม่มีใครรั้งไม่ให้นางเข้าใกล้พี่ชาย ตอนนี้ ทุกคนเหมือนจะรู้สึกได้ ว่าลูกสาวคนเล็กไม่ธรรมดา นางเป็ใจกลางของครอบครัว สามารถลดความกังวลให้กับทุกคนได้ แม้แต่อาการคลั่งที่ไร้ที่มาของเฉินต้าก็ยังถูกระงับลงอย่างไร้เงื่อนไขเมื่ออยู่ต่อหน้าอิงเอ๋อ
เฉินต้าสูดหายใจเข้าลึกๆ สองสามครั้งส่ายหัว ยิ้มอย่างอ่อนโยนให้น้องสาว
“มะ..ไม่”
“พี่เ้ายังสบายดี”
เฉินอวี๋ที่ได้ยินจากไกลๆ ก็รู้สึกโล่งอกที่ทุกอย่างเรียบร้อยดี แต่เมื่อเขานึกถึงถนนที่เต็มไปด้วยศพและต้องเดินผ่าน สีหน้าของเขาก็กลับมาเคร่งขรึมอีกครั้ง เพราะไม่รู้ว่าพี่ชายจะสามารถรับมือกับมันได้หรือเปล่า
“ทุกคนระวัง”
“พ่อััได้ว่ามีบางอย่างกำลังมาอยู่ใกล้ๆ”
ด้วยสถานการณ์ค่ำคืนที่ไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้ เฉินอ่าวจึงส่งััเซียนเพื่อดูรอบๆ ตัว ซึ่งสิ่งที่เขาพบก็ทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีสักเท่าไหร่ รวมถึงพลังปราณที่ใช้มีน้อยมากและยังไม่มีเวลากลั่นเพิ่ม เขาจึงรู้เพียงว่ามีบางอย่างกำลังวิ่งมาหาพวกเขาด้วยความเร็ว แต่ก็บอกและระบุได้ไม่ชัดเจนว่ามันคืออะไรที่กำลังตรงมา
คำเตือนนี้
ทำให้สองครอบครัวรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว ผู้ใหญ่คอยปกป้องด้านนอก เด็กๆ รวมอยู่ตรงกลาง ยกเคียวและมีดพร้าที่สามารถใช้เป็อาวุธขึ้นถือ
“อิงเอ๋อ พี่เฉินต้ารีบเดินมาทางนี้เร็วเข้า”
เสียงของเฉินอวี๋ที่ะโขึ้น
ด้วยที่อาการของเฉินต้าไม่มั่นคง พวกเขาจึงรักษาระยะห่างไว้ ทำให้ตอนนี้อิงเอ๋อและเฉินต้าอยู่ห่างออกไปจากกลุ่ม
แต่ขณะที่เด็กๆ ทั้งสองกำลังวิ่งไปหา ฝูงหมาป่าที่ดุร้ายก็ก้าวออกมาจากป่ามืด
เฉินอวี๋คิดในใจว่าสถานการณ์แย่มาก เขาหลับตาและ้าจะแตะกล่องไม้ที่พ่อสะพายไว้บนหลังเพื่อเอาไปแลกเปลี่ยนกับระบบ ว่าเงินจำนวน 3 ตำลึงทองและม้วนผ้าไหมจะซื้อปืนให้แม่เอามายิ่งไล่ฝูงหมาป่าได้หรือเปล่า
แต่ยังไม่ทันที่เฉินอวี๋จะได้เข้าไปในห้องมิติแลกเปลี่ยน การเคลื่อนไหวอย่างกะทันหันและการอยู่อย่างโดดเดี่ยวของอิงเอ๋อ ดันไปปลุกสัญชาตญาณการเล็งเหยื่อที่อ่อนแอให้ฝูงหมาป่าะโเข้าโจมตี
ทุกคนต่างใ ไม่คิดว่าการขยับแค่เล็กน้อยของอิงเอ๋อจะทำให้หมาป่าเกือบสามสิบตัวเคลื่อนไหวแบบนี้!
แต่ทันใดนั้น แสงสีแดงประหลาดก็ปรากฏขึ้นในดวงตาของเฉินต้า เขาจ้องมองไปจ่าฝูงหมาป่าแล้วก็คำรามออกมาเสียงดัง
“กร๊าสสสสสส!!~~~~~”
เสียงคำรามนี้แฝงไปด้วยพลังคุกคามที่กระทบจิตใจ เขาแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจและความดูถูก ที่หมาป่าพวกนี้ประเมินความสามารถของตนเองสูงล่าเหยื่อไม่ถูกต้อง
ในขณะนั้น เฉินต้ายืนอยู่ต่อหน้าทุกคนราวกับาาอสูร ออร่าสีแดงสดที่เห็นได้ด้วยตาไหลออกมาจากร่าง
ฝูงหมาป่าที่เคยเดือนฮึกเหิมก็ถึงกับหางตกและหยุดฝีเท้า
แววตาหมาป่าที่น่าขนลุกฉายแววหวาดกลัว พวกมันหันศีรษะไปรอบๆ ราวกับกำลังค้นหาแหล่งที่มาของพลังลึกลับดังกล่าว
สัตว์เดรัจฉานที่ไม่ฉลาดก็เป็เช่นนี้ พอเห็นว่าพวกมันโง่งมเกินไป
เฉินต้าก็คำรามเสียงแหบห้าวเหมือนอสูรอีกรอบหนึ่ง ซึ่งครั้งนี้ก็ทำเอาจ่าฝูงถึงกับเยี่ยวแตกขี้ราด ขาและเท้าทั้งสี่ข้างของมันสั่นอย่างรุนแรงคล้ายจะยืนไม่ไหว ดูเหมือนว่ามันจะเห็นบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดเท่าที่มันเคยเจอมา จึงส่งเสียงหอนให้ฝูงรีบหันหลังวิ่งหนี
บรู๊วววววว!!~~~~
ฝูงหมาป่าปรากฏตัวเร็วแต่จากจากไปเร็วยิ่งกว่า ทุกตัวสับตีนแตกทิ้งของเสียเรี่ยราดไปตลาดทาง ราวกับกลัวว่าหากพวกมันช้าไปเพียงก้าวเดียว เผ่าพันธ์ุและทั้งฝูงจะหายสาบสูญไปจากโลก
“มะ...มะ...ไม่เป็ไร”
“เราปลอดภัยแล้ว”
เฉินต้าหันกลับมาลูบศรษะอิงเอ๋อที่ใอยู่เบาๆ พยายามปลอบโยนนางด้วยภาษาพูดที่ไม่คล่องนัก
“เอือก” "
เฉินอวี๋กลืนน้ำลายอย่างยากลำบากกับสิ่งที่เห็น ก่อนจะยกนิ้วโป้งให้พี่ชายแล้วชม
“พี่ชาย ท่านสุดยอดมาก”
“ฮิฮิ~” เฉินต้ารีบเกาหัวอย่างเขินอายแล้วหัวเราะคิกคัก ดูเหมือนคนโง่ที่มีความสุข ต่างจากเมื่อไม่กี่นาทีก่อนที่เต็มไปด้วยจิตสังหาร ให้บรรยากาศออกมาราวกับเป็คนละคน
