เด็กชายตัวน้อยยืนมองผู้ที่เดินเข้าเรือนมาด้วยแววตาหวาดระแวง ด้วยตอนนี้ไม่มีมารดาอยู่ด้วย ทำให้เขายิ่งขลาดกลัวคนตรงหน้าเพิ่มขึ้นเป็เท่าตัว
"นะ..นายท่าน" เกาฟางไม่รู้ว่าอันใดหอบคนผู้นี้มาที่เรือน ทั้งที่ปรกตินายท่านแทบไม่อยากจะเห็นหน้าเขาด้วยซ้ำ ตอนนี้จึงอดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนก
"อืม" จือหานส่งเสียงในลำคอตอบรับเด็กชายที่ยกมือประสานเคารพ ก่อนจะเดินไปนั่งยังเก้าอี้ประจำตำแหน่งเ้าของเรือน
ชายหนุ่มมองเด็กน้อยยืนตัวแข็งก็สะบัดมือส่งสัญญาณให้นั่งลง พรางมองสำรวจเรือนที่เขาเพิ่งได้เข้ามาเป็ครั้งที่สอง ั้แ่กลับมาจากชายแดน
เดิมเรือนซีฮันเป็เรือนของพี่ชาย เขามักมาวิ่งเล่นอยู่บ่อยครั้งั้แ่ยังเยาว์วัย จนกระทั่งก่อนไปชายแดน เขายังมาที่เรือนแห่งนี้
เพราะต่อไปต้องอยู่ไกลห่างจางลี่หลิน ไม่สามารถดูแลนางได้ ไม่อาจยื่นมือเข้าช่วยตอนที่เกิดปัญหา เขาจึงมาฝากนางไว้กับพี่ชาย หลังเขากลับมาจะต้องตอบแทนพระคุณในครั้งนี้อย่างแน่นอน
แต่ใครจะคาดคิดว่าการดูแลของพี่ชาย จะเป็การยกจางลี่หลินขึ้นเป็ภรรยา กระทั่งมีพยานรักออกมาด้วยกันหนึ่งคน ทำให้ั้แ่กลับมา เขาเลยไม่คิดมาเหยียบเรือนแห่งนี้
เพราะหัวใจเขาบอบช้ำเกินกว่าจะมาเห็น ว่านางใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับพี่ชายอย่างไร ในขณะที่เขาคิดถึงนางแทบเป็แทบตาย
ทว่าที่เขาต้องมาในวันนี้ เพราะ้ามาหาหลักฐานตามที่คนหักหลังกล่าวอ้าง ว่าคุณชายใหญ่เมิ่งในตอนนั้นได้เก็บซ้อนไว้ เพื่อใช้ต่อรองในการไว้ชีวิตจางลี่หลินที่เพิ่งแต่งเข้าเป็ภรรยา
หากหลักฐานชิ้นนี้มีจริง เขาเชื่อว่าต้องเกี่ยวพันธ์กับที่ใต้เท้าจางถูกใส่ร้ายอย่างแน่นอน
จื่อหานถือวิสาสะเดินไปทั่วเรือนใหญ่ โดยไม่ลืมชี้นิ้วสั่งเด็กน้อยให้นั่งรออยู่ที่เดิม
ชายหนุ่มเดินมองทุกอย่างด้วยแววตาเมินเฉย กระทั่งเห็นเข้ากับเครื่องเรือนที่เป็ของสตรีตั้งอยู่ แววตาจึงวาวโรจน์แข็งกร้าวขึ้น
นิ้วเรียวลูบผ่านโต๊ะเครื่องแป้งที่ถูกจัดวางไว้ ตัวไม้ถูกแกะสลักเป็ลายดอกเบญจมาสเสมือนจริง เข้าคู่แบบเดียวกันกับชั้นไม้เก็บของด้านข้าง แสดงให้เห็นว่าคนสั่งทำใส่ใจต่อผู้ใช้งานมากเพียงใด
"จิงชวน เข้ามา"
"ขอรับนายท่าน"
"ยกของพวกนี้ออกไปเผาทิ้งให้หมด"
"แต่...ของพวกนี้..ขอรับ พวกเ้า มาช่วยกันยกออกไปเร็ว" จิงชวนที่คิดอยากจะค้าน เพราะของที่นายท่านสั่งล้วนยังเป็ของดี ทั้งยังเป็ของฮูหยินทั้งสิ้น
แต่เมื่อสบประสานกับั์ตาสีนิลที่แสนน่ากลัว เขาก็เปลี่ยนเป็เรียกบ่าวชายข้างนอกเข้ามารีบยกของทั้งหมดแทน
จื่อหานไม่อยากเห็นว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา จางลี่หลินใช้ชีวิตอย่างไรกับพี่ชายตนบ้าง ในเมื่อนางเลือกที่จะลืมความทรงจำเกี่ยวกับเขา เขาก็จะทำให้ความทรงจำระหว่างนางกับพี่ชายหายไปด้วยเช่นกัน
"เดี๋ยว"
"ขะ ขอรับ"
"วางลง" มือเรียวหยิบกระดาษที่หล่นออกมาจากลิ้นชักขึ้นดู ก็พบกับเื่ที่ทำให้ต้องประหลาดใจ เมื่อตัวอักษรที่เขียนเป็ลายมือของตน ส่วนเนื้อหาด้านในล้วนเป็เื่ราวที่เขาเขียนถึงจางลี่หลินเมื่อครั้งอยู่ยังชายแดน
ชายหนุ่มสะบัดมือไล่บ่าวไพร่ รวมถึงเด็กน้อยที่เข้ามาพยายามยื้อยุดไม่ให้ยกของมารดา ให้ออกไปจากห้องทั้งหมด ก่อนเขาจะหันกลับมายืนมองลิ้นชักที่ถูกเปิดคาไว้ด้วยความชั่งใจ
จื่อหานเดินเข้าไปหยิบกระดาษหลายปึกที่ถูกมัดเก็บไว้ในนั้นออกมา กระดาษทุกใบล้วนเก็บรักษาไว้เป็อย่างดี จัดเรียงลำดับก่อนหลังตามวันเวลาที่ได้รับ จากแผ่นแรกกระทั่งถึงแผ่นสุดท้าย ในระยะเวลาห่างกันห้าปี ไม่มี่เวลาไหนขาดตกไปสักแผ่น
และที่นอกเหนือกว่านั้น ทั้งหมดไม่ได้มีเพียงแค่จดหมายของเขา แต่ด้านหลังยังมีจดหมายอีกฉบับแนบติดอยู่ด้วย
เป็จดหมายที่เขาไม่เคยรับรู้เลยว่ามันเคยมีอยู่
ชายหนุ่มนั่งอ่านเนื้อความในกระดาษ ที่ติดแนบด้านหลังจดหมายที่เขาส่งกลับมาทุกแผ่น อ่านทุกเื่ราวที่จางลี่หลินเขียนบรรยายให้เขารับรู้ระหว่างที่เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน
เขาอ่านอยู่เช่นนั้นั้แ่ตะวันแขวนอยู่กลางศีรษะจนพลบค่ำ ด้วยใบหน้าที่สลับผลัดเปลี่ยนจากเต็มไปด้วยรอยยิ้ม กระทั่งมีน้ำตาจนกลายเป็ความสะอื้นไห้ ที่ใครก็ต่างคาดไม่ถึง ว่าจะเห็นแม่ทัพน้อยเมิ่งมีมุมอ่อนแอเช่นนี้ได้
"ท่านมาทำอะไรที่นี่" ั้แ่เช้าไม่เห็นเมิ่งจื่อหาน ลี่หลินเลยคิดว่าเขาออกไปค่ายทหารอย่างเช่นทุกวัน กระทั่งบุตรชายมาขอความช่วยเหลือ ว่านายท่านบุกเรือนั้แ่่สาย จนป่านนี้ก็ยังไม่ยอมให้ใครเข้าไป นางถึงได้รู้ว่าเขามาอยู่ที่เรือนซีฮันมิใช่ค่ายทหาร
การที่ได้ยินชายหนุ่มมาที่เรือนนี้ทำให้นางรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เพราะั้แ่กลับมาจากชายแดน นอกจากคืนนั้นที่เขามาพานางกลับ ที่เหลือก็ไม่เคยเห็นเมิ่งจื่อหานมาเยือนที่เรือนซีฮันเลยสักครั้ง
ไม่รู้ว่าที่เขามาในวันนี้ ด้วยเพราะเหตุผลใด
"แล้วทำไมไม่จุดไฟ" ทั่วทั้งเรือนถูกปกคลุมไปด้วยความมืด ทั้งเต็มไปด้วยสิ่งของที่ถูกจัดวางไม่เป็ที่ ทำให้นางเสียเวลาไปไม่น้อย กว่าจะหาตัวร่างหนาเจอ
"ไม่ต้อง"
ฟังจากน้ำเสียงชายหนุ่ม ลี่หลินััได้ถึงความผิดปรกติบางอย่าง นางจึงเลือกที่จะยืนนิ่งจมอยู่ในความมืด ไม่ขัดกับความ้าของเขา
"หลินเอ๋อร์ มาหาข้า"
ลี่หลินอาศัยแสงจันทร์ที่รอดผ่านในการเดินไปหาชายหนุ่ม ก่อนจะถูกเขาจับรวบสวมกอดเอวไว้แน่น พร้อมกับซุกใบหน้าลงบริเวณทรวงอก
ท่าทีของเมิ่งจื่อหานยิ่งตอกย้ำความผิดปรกติ น้ำเสียงแหบพร่าฟังดูเหนื่อยล้า ลมหายใจร้อนรดผ่านเนื้อผ้าดูติดขัดไม่เป็จังหวะ
และท้ายที่สุด นางััได้ถึงหยดน้ำบริเวณลำแขน
เมิ่งจื่อหานกำลังร้องไห้
"เกิดอะไรขึ้น" มือเรียวข้างหนึ่งลูบแผ่นหลังกว้างขึ้นลงบางเบา ส่วนอีกข้างลูบเรือนผมนุ่มประหนึ่งกำลังช่วยปลอบประโลมชายหนุ่มอยู่
"เ้าเกลียดข้าหรือไม่"
"ไม่"
"เ้าโกรธข้าหรือไม่"
"ไม่"
"ทำไม"
ลี่หลินไม่ได้ตอบกลับชายหนุ่มในทันทีเหมือนสองคำถามแรก เพราะนางก็ให้คำตอบไม่ได้เหมือนกัน
อาจเป็เพราะนางไม่มีสิทธิ์ที่จะเกลียดหรือโกรธเขาั้แ่แรก ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนเป็ผลจากสิ่งที่เลือกเองทั้งนั้น หากเป็นาง ก็เลือกที่จะทำเช่นเดียวกับเขา
ถูกคนที่รักหักหลัง ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะยอมรับได้
เมื่อไร้คำตอบ คนถามจึงไม่ถามต่อ ทั้งสองคนจึงตกอยู่ในความเงียบทามกลางความมืดมิด มีเพียงเสียงลมหายใจ ที่บ่งบอกว่าเวลายังเคลื่อนผ่านไม่ได้หยุดนิ่ง
จื่อหานกอดกระชับร่างบางแน่นขึ้น จากนั้นถึงจับรวบให้นางลงนั่งบนตักแกร่ง ใช้ฝ่ามือเรียวลูบผ่านใบหน้าสวยด้วยความคนึงหา ดุจไม่ได้พบกับหญิงสาวมานานปี
"เด็กคนนั้น..."
ลี่หลินเอียงลำคอระหงให้เมิ่งจื่อหานได้อิงซบ โดยที่ฝ่ามือเล็กยังคงลูบแผ่นหลังกว้างแ่เบา ช่วยให้เขาได้รู้สึกสงบลง ก่อนฝ่ามือจะหยุดชะงัก เวลาเหมือนหยุดนิ่งไปชั่วขณะ หลังได้ยินประโยคต่อมาของชายหนุ่ม
"....เป็ลูกของข้า"
