สิ้นประโยค เฉินเฟิงปลดปล่อยพลังออกมาอย่างเต็มที่เป็ครั้งแรก ระดับการบำเพ็ญของเขาในตอนนี้คืออาณาจักรกลั่นลมปราณขั้นสิบ เขาได้บรรลุถึงขั้นสูงสุดของอาณาจักรกลั่นลมปราณอย่างสมบูรณ์แล้ว
เขายังได้ปลดปล่อยพลังอำนาจจากส่วนลึกก้นบึ้งแห่งจิติญญาของผู้เป็กึ่งปราชญ์ กวงเฉิงจือ และบรรพชนั จิ๋นซีฮ่องเต้ จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงอันทรงพลัง
"ข้ากวงเฉิงจือผู้บรรลุกึ่งปราชญ์ เฉินเฟิง เล่าจื๊อหลี่เอ๋อ จิ๋นซีฮ่องเต้อิ้งเจิ้ง ถังไท่จงหลี่สือหมิน!
ด้วยอานุภาพแห่งสององค์ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งใหญ่และตำแหน่งจักรพรรดิ ขอป่าวประกาศบอกกล่าวแด่์ว่าตระกูลหลิน ตระกูลผู้พิทักษ์สุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้ตลอดสองพันกว่าปีที่ผ่านมา ให้กลับคืนสู่แซ่เดิมเป็ตระกูลป๋ายตามเดิมและปลดปล่อยสายเืนี้จากคำสาป
แต่งตั้งนายพลป๋ายฉี่ เป็เทพาปกปักฉิน หากยังรับโทษอยู่ในยมโลกขอจงกลับมายังโลกมนุษย์เพื่อรับใช้ข้า
หากกลับสู่การเวียนว่ายตายเกิดเป็มนุษย์แล้ว ขอจงรีบตื่นรู้ความทรงจำแต่ชาติปางก่อนโดยพลัน แล้วกลับมารับใช้ข้า!"
ภพที่ยี่สิบห้าของเฉินเฟิง คือเล่าจื๊อหลี่เอ่อผู้เป็กึ่งเทวะอันยิ่งใหญ่!
ภพที่สามสิบหกคือถังไท่จงหลี่สือหมินผู้ทรงอำนาจ!
หลินว่านชิงถูกเฉินเฟิงโอบกอดไว้แแ่ นางฟังถ้อยคำของเขาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกลึกซึ้งและหนักแน่นพลางสูดกลิ่นหอมแปลกประหลาดจากบรรพชนัเบื้องหน้า ปล่อยตัวปล่อยใจไปอย่างเคลิบเคลิ้มหลงใหล
ใน่ขณะนั้น หลินว่านชิงรู้สึกราวกับกำลังจมดิ่งลงสู่ห้วงรักอันลึกล้ำ!
แม้ความทรงจำจากชาติภพเมิ่งตงเสวียยังไม่ตื่นขึ้น อีกทั้งยิ่งไม่ต้องพูดถึงความทรงจำในภพที่เก่าแก่ยิ่งกว่านั้นอย่างซูต๋าจี
แต่ในห้วงเวลานี้ หลินว่านชิงตระหนักดีว่าตนได้ตกหลุมรักเฉินเฟิง ชายผู้อ้างตนเป็กวงเฉิงจือ เล่าจื๊อ และถังไท่จงอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
เพื่อนตำรวจชายทั้งสามที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ด้านข้างต่างพากันตกตะลึงกับท่าทีของหัวหน้าหน่วยหลินว่านชิงที่มีต่อโจรปล้นสุสานเบื้องหน้า
แม้พวกเขาจะรู้มาก่อนแล้วว่าหัวหน้าหน่วยของตนเป็ผู้นำรุ่นปัจจุบันของตระกูลหลิน ตระกูลผู้พิทักษ์สุสาน
แม้เป็เพียงหญิงสาว แต่หลินว่านชิงก็ถือเป็ดอกไม้ที่งดงามเพียบพร้อมไปด้วยความสามารถคนหนึ่งในกรมตำรวจกองพิทักษ์ทั้งหมดของเมืองฉางอาน แต่ก็น่าจะจำกัดอยู่แค่ความสามารถด้านการต่อสู้ประชิดตัวและการใช้อาวุธปืนเท่านั้น
พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าตระกูลที่ถูกเรียกว่าผู้พิทักษ์สุสานจะเป็ผู้ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้โบราณและมีพลังอำนาจสูงล้ำเช่นนี้
เมื่อเฉินเฟิงประกาศต่อสรวง์แล้ว เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตำรวจทั้งสามคนกำลังมองเขาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ทันใดนั้นเอง ดวงตาของเขาก็เปล่งแสงประหลาด ก่อนที่เขาจะหัวเราะเบาๆ และกล่าวกับตำรวจทั้งสามว่า "จงหลับใหลเสียเถิด เมื่อตื่นขึ้นมา พวกเ้าจะลืมทุกอย่างที่ได้เห็นและได้ยินเมื่อครู่เอง"
ชั่วพริบตานั้น ตำรวจทั้งสามนายต่างก็รู้สึกง่วงจนแทบจะหลับใหลด้วยผลของแสงประหลาดจากดวงตาเฉินเฟิง พวกเขาล้มตัวลงนอนกับพื้นในทันที
จากนั้น สายตาของเฉินเฟิงจึงหันกลับไปมองหลินว่านชิงในอ้อมอกของตน ก่อนจะถามนางด้วยรอยยิ้มว่า
"ถ้าเ้ายังคงเคารพและปฏิบัติต่อข้าเสมือนว่าข้าเป็จิ๋นซีฮ่องเต้ ข้าก็คงต้องลบความทรงจำใน่นี้ของเ้าทิ้งไปด้วย..."
ทางด้านหลินว่านชิงที่ได้ยินดังนั้น เธอรีบร้องออดอ้อนด้วยเสียงหวาน "ไม่เอานะ ใน่เวลาที่คุณประกาศคำสาบานนั้น ฉันก็ตกหลุมรักด้านเฉินเฟิงของคุณไปแล้ว จิ๋นซีฮ่องเต้เป็ใคร? ไม่เกี่ยวกับฉันสักนิด"
พูดยังไม่ทันจบดี หลินว่านชิงก็รีบประทับรอยจูบแรกอันหอมหวานลงบนริมฝีปากเฉินเฟิง ก่อนจะผละตัวออก
"แบบนี้ก็ใช้ได้ อย่าลืมนะว่าพวกเราต้องสงวนท่าที ไม่ทำตัวโดดเด่น"
เฉินเฟิงหยอกล้อยิ้มๆ พลางยื่นมือไปบีบจมูกเล็กของหลินว่านชิงเบาๆ
ในฐานะผู้นำรุ่นปัจจุบันของตระกูลผู้พิทักษ์สุสาน หลินว่านชิงมีสิทธิ์เก็บความทรงจำเกี่ยวกับสิ่งที่ได้เห็นและได้ยินเมื่อครู่ได้
แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือเฉินเฟิงรักหลินว่านชิงอย่างสุดหัวใจ โดยเฉพาะิญญาดั้งเดิมซูต๋าจีภายในร่างเธอ
ใครจะคิดล่ะว่าใน่าผนึกเทพ เฉินเฟิงได้เข้าร่วมสนามรบด้วยร่างจริงซึ่งก็คือกวงเฉิงจือ จนได้รับสมญานามว่าเป็ผู้ปลิดชีพพระมารดา
ยิ่งไปกว่านั้น ิญญาส่วนหนึ่งของเฉินเฟิงได้ไปเกิดเป็โจวอู๋หวังจีฟ่า หรือพระเ้าโจวอู่ ซึ่งเป็จุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์ที่เกี่ยวพันกันมาถึงในชาติภพของซูต๋าจี พระสนมคนโปรดของกษัตริย์โจว
ั้แ่นั้นมา ในแต่ละชาติภพ ิญญาส่วนอื่นๆ ของเฉินเฟิงที่ไปเกิดใหม่มักจะมีเหตุให้ต้องข้องเกี่ยวกับชาติภพใหม่ของซูต๋าจีเสมอ ไม่ว่าจะในรูปแบบของคนรักหรือศัตรู
จู่ๆ เฉินเฟิงก็เอ่ยปากถามหลินว่านชิงที่กำลังซุกซ่อนใบหน้าอยู่ในอ้อมอกของเขา "หลังจากที่ตระกูลหลินคงอยู่และเติบโตมากว่าสองพันปี พวกเขาน่าจะเป็ตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองฉางอานแล้วละมั้ง มีเครื่องบินส่วนตัวไหม?"
หลินว่านชิงรีบตอบกลับด้วยท่าทางที่แลดูภูมิใจเมื่อได้ยินคำถาม แม้จะมีความงุนงงสงสัยอยู่บ้าง "มีสิ! ธุรกิจตระกูลหลินมุ่งเน้นเกี่ยวกับด้านการรักษาความปลอดภัยเป็หลัก
ในฐานะเมืองหลวงแห่งหกราชวงศ์ในอดีต เมืองฉางอานมีโบราณสถานและสถานที่สำคัญมากมาย จำเป็ต้องใช้กำลังรักษาความปลอดภัยของพวกเราตระกูลหลินเข้าไปป้องกันดูแล
ว่าแต่คุณอยากนั่งเครื่องไปไหนล่ะ? ไม่พาฉันบินทะยานผ่านเมฆไปเองเหรอ?"
เพราะในความคิดของเธอ ด้วยพลังระดับจินเซียนของเฉินเฟิงที่เป็กวงเฉิงจือ อย่างไรเสียก็น่าจะสามารถขี่เมฆทะยานฟ้าท่องโลกได้ในครึ่งวันอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ
ทำไมถึงต้องนั่งเครื่องบินแบบคนธรรมดาด้วยเล่า?!
เฉินเฟิงยิ้มและอธิบายให้เธอฟังอย่างไม่ยี่หระ "เพราะว่าข้าเพิ่งเริ่มฝึกตนใหม่ั้แ่ต้น ขัดเกลาตนมาตลอดเจ็ดสิบปี แต่ตอนนี้ข้าอยู่เพียงแค่อาณาจักรกลั่นลมปราณขั้นสิบ เป็เพียงผู้บรรลุกลั่นลมปราณสมบูรณ์เท่านั้น
เ้าฝึกวิชาเกราะนวัพิทักษ์สุสานราวยี่สิบกว่าปี ตอนนี้อยู่ในอาณาจักรกลั่นลมปราณขั้นสอง่ปลาย นับว่ามีพร์ไม่เลวเลยทีเดียว
เฮ้อ... ั้แ่สมัยราชวงศ์ชิงที่ตัดขาดเส้นชะตาลมปราณัของชาวฮั่น ทำให้ยุคสิ้นธรรมมาเยือน ลมปราณเสื่อมถอย เส้นทางการฝึกตนจึงยากลำบากยิ่ง...
ไปกันเถอะ ข้าจะพาเ้าไปเยี่ยมชมเมืองหลักของข้า ไปดูโม๋ตูกันสักหน่อย"
เฉินเฟิงกล่าวจบก็พาหลินว่านชิงลอยตัวขึ้นไปบนท้องฟ้าพร้อมกัน
ตอนนี้บนท้องฟ้าเริ่มปรากฏแสงจางๆ ของรุ่งอรุณแล้ว เฉินเฟิงกอดเอวบางระหงของหลินว่านชิงและมุ่งหน้าสู่ดวงอาทิตย์ควบคุมลมปราณบินทะยานผ่านนภา มุ่งหน้าสู่สนามบินนานาชาติฉางอาน
เฉินเฟิงแทบอดใจรอไม่ไหวที่จะเดินทางจากฉางอานกลับไปโม๋ตูเพื่อไปเยี่ยมหลุมศพของเมิ่งตงเสวีย
ในระหว่างที่ควบคุมลมปราณเพื่อลอยตัวอยู่นั้น ในใจเฉินเฟิงผุดความรู้สึกหวนคิดถึงสลับกับความคิดอำมหิตภายในใจ
'ชาติก่อน ิญญาส่วนหนึ่งของข้าเกิดเป็ตู้เยว่ยง เ้าพ่อแห่งโม๋ตู ส่วนเมิ่งตงเสวียคืออนุภรรยาคนที่ห้าที่แต่งเข้ามาตอนบั้นปลายชีวิต
คงมีแต่การได้เห็นศพของนางเท่านั้น ข้าถึงจะสามารถตามหาอีกสองิญญาและห้าขวัญของนางได้โดยเร็วว่าไปเกิดอยู่ในร่างใคร เพื่อที่ให้ภพชาตินี้ของนางในร่างหลินว่านชิงสามารถมีชีวิตรอดพ้นวิบากกรรมไปได้อย่างราบรื่น'
"ข้าก็อยากจะรู้เช่นกัน หลังจากสูญเสียตู้เยว่ยงไปแล้ว ตระกูลตู้จะยังรักษาตำแหน่งาาผู้ปกครองโม๋ตูเอาไว้ได้หรือไม่
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกหัวหน้าตระกูลรุ่นใหม่ของเก้าตระกูลใหญ่ที่เป็ผู้สนับสนุนพวกนั้น ผ่านมาหกสิบห้าปีแล้ว คงจะแก่ชราหรือเกษียณเป็ผู้าุโไปมากแล้ว
ข้าอยากจะดูเหมือนกันว่าไอ้เฒ่าชราทั้งเก้าพวกนี้จะเกิดความคิดเปลี่ยนใจไปเพียงเพราะข้าออกจากการบำเพ็ญตนช้าไปห้าปีหรือเปล่า"
หลังจากควบคุมลมปราณบินผ่านมาได้สิบนาที ในที่สุดเฉินเฟิงและหลินว่านชิงก็มาถึงลานจอดเครื่องบินส่วนตัวของตระกูลหลินที่สนามบินนานาชาติฉางอาน
ที่นี่มีเครื่องบินลำหนึ่งของอดีตประธานาธิบดีโอบามาแห่งประเทศมหาอำนาจ โบอิ้ง 747-200B (Air Force One) ซึ่งหลังจากที่เขาพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว เครื่องบินลำนี้ที่เป็สัญลักษณ์แห่งอำนาจของประเทศมหาอำนาจก็ถูกตระกูลหลินซื้อต่อมา
ในชาติก่อนตอนที่เฉินเฟิงเป็ตู้เยว่ยงเ้าพ่อแห่งโม๋ตู เขาเคยนั่งเครื่องบินส่วนตัวของเพื่อนชาวต่างชาติมาครั้งหนึ่ง
แต่เมื่อเทียบกับเครื่องบินส่วนตัวที่ทันสมัยที่สุดในโลกที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าเขาตอนนี้ เครื่องบินที่เคยนั่งมาในชาติก่อนๆ นั้นนับว่าล้าหลังไปมากโข
ระหว่างที่ถูกเฉินเฟิงโอบกอดพุ่งทะยานบนท้องฟ้าอยู่นั้น หลินว่านชิงก็ได้ต่อสายกับเ้าหน้าที่ประจำเครื่องบินส่วนตัวตระกูลหลินให้เตรียมตัวพร้อมสำหรับการออกเดินทางไว้ล่วงหน้าแล้ว
เมื่อพวกเขามาถึง ประตูเครื่องก็เปิดรอต้อนรับอยู่ ส่วนคนขับ ผู้ช่วยคนขับ และแอร์โฮสเตสสาวรูปร่างสูงเพรียวทั้งสี่คนต่างรอพวกเขาอยู่อย่างนิ่งเงียบ รอคอยการมาถึงของยานพาหนะผู้เป็เ้านายอย่างหลินว่านชิง
แต่พวกเขาไม่เคยคาดฝันเลยว่าหลินว่านชิงจะไม่ได้มาด้วยรถ แต่กลับร่อนลงจากท้องฟ้าและหยุดลงตรงด้านหน้าประตูเครื่องภายในอ้อมกอดของเฉินเฟิง
"ฉันมาแล้ว พวกเธอเข้าประจำที่ของตัวเองได้แล้ว ทำการออกบินไปยังโม๋ตูอย่างเร่งด่วน!"
เมื่อหลินว่านชิงเห็นเ้าหน้าที่บนเครื่องทั้งหกคนอยู่ด้านล่าง จึงเอ่ยปากสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
ได้ยินแบบนั้น คนเ่าั้ต่างตกตะลึงหันกลับมามองเป็ตาเดียว แล้วจึงเงยหน้ามองขึ้นไป เห็นผู้เป็นายอย่างหลินว่านชิงในชุดเครื่องแบบ กำลังถูกชายแปลกหน้าคนหนึ่งโอบเอวไว้
"ครับ เ้านาย"
เ้าหน้าที่ทั้งหกคนต่างก้มศีรษะให้หลินว่านชิงด้วยความเคารพ ก่อนจะเดินขึ้นเครื่องตามกันไป
เมื่อได้ยินแบบนั้น ส่วนเฉินเฟิงก็รู้สึกได้ถึงบางอย่างในใจ เขาจ้องมองแอร์โฮสเตสคนหนึ่งในกลุ่มสี่คนด้วยความสงสัยใคร่รู้อย่างฉับพลัน
เพราะเขาััได้ถึงคลื่นิญญาที่คล้ายกับหลินว่านชิงในร่างหญิงคนนั้น
"พบเจอเร็วขนาดนี้เลย? หนึ่งิญญาสองขวัญของเมิ่งตงเสวีย ใช้เวลาไม่นานก็พบเข้าให้ซะแล้ว!"
เฉินเฟิงอุทานกับตัวเองด้วยความรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
"คุณหมายความว่าหนึ่งในแอร์โฮสเตสทั้งสี่คนนี้ มีคนหนึ่งที่มีิญญาเดียวกับฉันเหรอ?"
หลินว่านชิงจับมือเฉินเฟิงเดินนำเข้าไปในห้องโดยสาร เมื่อเธอได้ยินเสียงพึมพำของเขาในระยะประชิดแบบนั้น ทำให้เธอรีบถามกลับด้วยเสียงแ่เบา
สายตาหลินว่านชิงจับจ้องใบหน้าเฉินเจียเหยา หัวหน้าแอร์โฮสเตสที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องโดยสารพอดิบพอดี
เฉินเจียเหยาคนนี้ แต่เดิมเป็หัวหน้าแอร์โฮสเตสประจำสนามบินนานาชาติฉางอาน มีประสบการณ์เป็พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมาแล้วถึงเจ็ดปี
หลินว่านชิงเพิ่งจะดึงตัวเธอมาเมื่อไม่นานมานี้ โดยจ่ายค่าจ้างในราคาสูงให้มาเป็หัวหน้าแอร์โฮสเตสบนเครื่องบินส่วนตัวของตระกูลหลิน
แต่สิ่งที่ดึงดูดใจหลินว่านชิงได้มากที่สุดก็คือใบหน้าของเฉินเจียเหยา เวลาที่ไม่ได้แต่งหน้าจะคล้ายคลึงกับเธอเองถึงเก้าส่วน มีเพียงบุคลิกของเธอนั่นแหละที่ทำให้ดูมีเสน่ห์แตกต่างออกไป
เชิงอรรถ
[1] ประเทศแสนสวย 漂亮国 เป็คำสแลงที่คนจีนใช้เรียกประเทศอื่น แต่โดยส่วนมากมักจะหมายถึงอเมริกา(United State of America) เป็คำที่เริ่มต้นจากชาวเน็ตจีนในยุค 2000 ถึงจะเรียกว่าประเทศแสนสวยแต่จริงๆ แล้วเป็การเสียดสีหรือประชดประชันมากกว่า เป็การเน้นย้ำความย้อนแย้งของสหรัฐ
