เ็ป
เป็ความเ็ปที่บิดหัวใจกระชากกล้ามเนื้อ
ทั้งร่างของมันท่วมท้นด้วยความเ็ปที่แผดเผาราวกับอยู่ในทะเลเพลิง เป็ความเ็ปที่ให้ความรู้สึกราวกับแช่ในบ่อลาวา
ไป๋หยุนเฟยรู้สึกราวกับร่างกายถูกเผาทั้งเป็ และ‘ความรู้สึก’นี้ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าใดก็ไม่จางหายไป
สุดท้ายทุกอย่างก็จบสิ้นลง เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป ร่างไป๋หยุนเฟยที่ถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีแดงฉานไปทั้งร่างก็ยังคงไร้ความเคลื่อนไหว เสียงสุดท้ายจากไป๋หยุนเฟยเป็เสียงกรีดร้องอย่างต่อเนื่องซึ่งดังขึ้นั้แ่ชั่วก้านธูปก่อนกระทั่งหยุดลงเมื่อชั่วน้ำเดือดที่ผ่านมาหลังจากลำคอมันแหบแห้ง
หลังจากถูกพลังธาตุไฟฝืนแทรกเข้าสู่ร่างจนหมด สติของไป๋หยุนเฟยก็ล่องลอยพร่าเลือน
แต่ทว่ามันกลับสามารถััถึงความรู้สึกที่ไม่เคยรับรู้มาก่อนได้อย่างเลือนราง
หลังจากพลังธาตุไฟแทรกซึมเข้ามาไป๋หยุนเฟยก็รู้สึกราวกับอุณหภูมิภายในร่างพุ่งสูงขึ้นจนถึงขีดจำกัด แต่หลังจากที่พลังธาตุไฟสะสมในร่างมากขึ้น เพียงผ่านไปไม่นานมันกลับรู้สึกว่าทั้งร่างเริ่มทนทานต่อความร้อนที่เกิดขึ้นได้!
แล้วความเ็ปไร้ที่สิ้นสุดซึ่งไป๋หยุนเฟยััได้ก็เริ่มทุเลาลงทีละน้อย สุดท้ายก็กลายเป็ความสุขสบายจนไป๋หยุนเฟยแทบจะครวญครางออกมา กระแสความร้อนที่พลุ่งพล่านอยู่ในร่างเริ่มชะลอลงกลายเป็ไหลเคลื่อนอย่างแช่มช้าผ่านทุกตารางนิ้วของกระดูก เส้นเืและจุดชีพจร...
หลังจากได้รับการชำระจากพลังธาตุไฟ ร่างกายไป๋หยุนเฟยก็กลับสู่สภาวะปกติ แม้แต่ความเ็ปสุดทนทานเมื่อครู่ก็แปรเปลี่ยนเป็สุขสบายเข้ามาแทน
พลังธาตุไฟทั้งมวลเคลื่อนไปรวมอยู่ที่‘ทวารแก่นพลัง’ซึ่งเป็ที่อยู่ของแก่นพลังธาตุไฟ แล้วพลังธาตุไฟก็เริ่มบีบอัดกันมากขึ้นและมากขึ้นก่อนจะเข้าไปกับแก่นพลังธาตุไฟ จากนั้นทั้งสองสิ่งก็คล้ายน้ำแข็งกับหิมะผสานรวมเข้าด้วยกัน หลงเหลือไว้แต่เพียงรอยเส้นสีแดงที่ตวัดอ้อมอยู่รอบแก่นพลังธาตุไฟ แล้วทั้งหมดนั้นก็ควบรวมกัน --- เป็แก่นพลังธาตุไฟ!
ยิ่งผ่านไปไป๋หยุนเฟยก็ยิ่งรู้สึกสุขสบายจนความคิดเคลิบเคลิ้ม ความรู้สึกนี้ราวกับว่าิญญาของมันถูกชะล้างและทำให้บริสุทธิ์... ภายใต้ความเคลิบเคลิ้มสติเลือนราง จู่ๆแถบข้อมูลก็วาบผ่านจิตใจสร้างความตระหนกแก่ไป๋หยุนเฟยจนได้สติ มันได้แต่ประหลาดใจต่อสิ่งที่ปรากฏขึ้นทักทาย
อัพเกรดสำเร็จ
“……”
“...”
ผ่านไปชั่วอึดใจ ไป๋หยุนเฟยไม่ทราบจะทำเช่นไรจึงได้แต่เหม่อมอง สองตามันเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงแต่ก็แฝงไว้ด้วยความยินดี
“ข้าจำความรู้สึกเช่นนี้ได้แล้ว! นี่... นี่เป็ความรู้สึกเช่นเดียวกับครั้งนั้น... เป็เช่นครั้งนั้นไม่มีผิด!!”
มันคาดเดาไม่ผิด ความรู้สึกที่ไป๋หยุนเฟยััได้ในยามนี้เป็เช่นเดียวกับเมื่อครั้งแรกที่มันควบแน่นสร้างแก่นพลังธาตุไฟขึ้น
แล้วพลังที่่ชิงการเคลื่อนไหวไปจากไป๋หยุนเฟยก็สาบสูญไปทิ้งร่างของมันร่วงลงสู่พื้น ไป๋หยุนเฟยพลิกร่างหยั่งเท้าลงพื้นเสียงดัง‘ตุบ’ หลังจากยืนขึ้นได้ไป๋หยุนเฟยก็ไม่นำพาต่อความเปลี่ยนแปลงของแก่นพลังธาตุไฟ เพียงรีบสำรวจดูทวนเปลวอัคคีในมือด้วยความตื่นเต้น
“ระดับไอเทม: สมบัติตกทอดระดับสูง”
“ระดับการอัพเกรด: +12”
“พลังโจมตี: 1380”
“พลังโจมตีเพิ่มเติม: 1300”
“ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10: เมื่อแทงถูกเป้าหมายมีโอกาส 20% ที่จะะเิเปลวเพลิงออก”
“ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +12: สร้างร่างลวงขึ้นได้สองร่างโดยที่มีพลังเท่ากับ 50% ของพลังผู้สร้างเป็เวลา 3 วินาที ระยะเวลาก่อนใช้งานครั้งถัดไป 1 ชั่วโมง”
“สิ่งจำเป็ในการอัพเกรด: แต้มิญญา 96 แต้ม”
เป็ดังที่คาด!!
สองตาไป๋หยุนเฟยจับจ้องที่ทวนเปลวอัคคีในขณะที่ส่วนอื่นของร่างกายกลับสั่นสะท้าน จากนั้นดวงตามันก็เป็ประกายด้วยความปลาบปลื้ม
แม้จะต้องผ่านความเ็ปอันทารุณ แต่หากเทียบกับผลลัพธ์เช่นนี้เล่า?
คุ้มค่า!
เป็เื่ที่คุ้มค่าอย่างแน่นอน!
ความเ็ปอันเลวร้ายนั้นทำให้ไป๋หยุนเฟยทรมานแทบเป็แทบตาย แต่ผลตอบแทนเช่นนี้นับว่าใจกว้างเกินไปแล้ว!
แล้วไป๋หยุนเฟยเลิกคิ้วขึ้นเมื่อพบว่ายังมีบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน เมื่อมองไปยังปลอกแขนมีดเพลิงบนแขนไป๋หยุนเฟยก็รอให้แผงข้อมูลปรากฏขึ้น
“ระดับไอเทม: สมบัติตกทอดระดับต่ำ”
“ระดับการอัพเกรด: +12”
“พลังป้องกัน: 753”
“พลังป้องกันเพิ่มเติม: 706”
“ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10: เมื่อรับการโจมตี มีโอกาส 9% ที่จะดูดซับพลังโจมตีบางส่วนและเปลี่ยนเป็พลังโจมตีให้แก่ผู้สวมใส่ในการโจมตีครั้งต่อไป สามารถรักษาพลังโจมตีที่เพิ่มขึ้นไว้ได้สามวินาที เมื่อเปลี่ยนเป็พลังโจมตีจะไม่เกินพลังป้องกันของอุปกรณ์ชิ้นนี้”
“ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +12: สามารถใช้แต้มิญญาเพื่ออัญเชิญมีดปีกเพลิงออกมาได้ ขณะใช้งานต้องจะสูญเสียแต้มิญญา พลังโจมตีของมีดปีกเพลิงขึ้นอยู่กับแต้มิญญาที่จ่ายให้”
“สิ่งจำเป็ในการอัพเกรด: แต้มิญญา 91 แต้ม”
ไป๋หยุนเฟยกลับต้องสลดต่อความเปลี่ยนแปลงนี้ ไฉนจึงเพิ่มพลังป้องกันขึ้นเพียงสองร้อยหน่วยเท่านั้นเล่า?
แต่พริบตาต่อมาไป๋หยุนเฟยก็เริ่มด่าทอตนเองด้วยความเหยียดหยาม --- มันเริ่มละโมบขึ้นมาอีกแล้ว
หลังจากสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ไป๋หยุนเฟยก็เริ่มสำรวจดูรอบกาย บริเวณโดยรอบกลับคืนสู่สภาพเช่นเดียวกับยามที่มันเข้ามาในถ้ำคือพลังธาตุไฟแทรกซึมอยู่ทุกหนแห่ง เพียงแต่พลังถดถอยลงจากการที่ถูกมันดูดซับเข้าไปบางส่วน เมื่อสังเกตอย่างใกล้ชิดไป๋หยุนเฟยก็ยืนยันได้ว่าจะไม่มีเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้นอีกจึงค่อยคลายใจและทรุดนั่งลงกับพื้น
ระหว่างที่ถูกพลังธาตุไฟแทรกซึมเข้าสู่ร่างไป๋หยุนเฟยก็ต้องทนทุกข์จากความเหนื่อยล้าที่เกิดในห้วงสมอง นี่เป็ความอ่อนล้าของจิตและิญญา
ไป๋หยุนเฟยไม่อยู่อารมณ์จะศึกษาผลกระทบที่ได้รับมาใหม่ของทวนเปลวอัคคีที่ยกระดับขึ้น จึงขยับตัวนั่งขัดสมาธิพร้อมกับวางทวนเปลวอัคคีขวางบนหน้าตัก จากนั้นก็หลับตาลงพร้อมกับรวบรวมสมาธิ
พลังธาตุไฟในร่างไหลเวียนร่วมกับพลังิญญาในร่างอย่างราบรื่น เมื่อเทียบกับที่ผ่านมาแล้วปริมาณของพลังธาตุไฟกลับเพิ่มพูนขึ้นกว่าสองเท่า! แม้แต่ภายใน‘ทวารแก่นพลัง’ซึ่งอยู่ที่หัวใจ แก่นพลังธาตุไฟก็ขยายขนาดขึ้นกว่าเดิมร่วมสองเท่า!
ยามไป๋หยุนเฟยลืมตาทั้งสองข้างขึ้นก็ฉายแสงราวกับมีเปลวไฟเต้นระริกอยู่ภายใน เป็แสงจ้าซึ่งพื้นที่ทั้งหมดของดวงตา แต่ก็เพียงกระพริบตาแสงก็ดับวูบพร้อมกับที่ดวงตากลับเป็ปกติ เหลือไว้เพียงรอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้า
“อีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น... ข้ายังไม่อาจทะลวงผ่าน แต่ก็เหลือกำแพงที่ต้องข้ามอีกเพียงชั้นเดียวเท่านั้น!” ไป๋หยุนเฟยถอนหายใจพร้อมกับกำหมัด
ก่อนมาถึงสำนักช่างประดิษฐ์มันก็บรรลุถึงด่านภูติญญาระดับสุดปลายแล้ว แม้เหตุการณ์พิสดารที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็ยังไม่เพียงพอจะยกระดับพลังไปสู่อีกขอบเขตได้ แต่ก็ช่วยให้ไป๋หยุนเฟยหยั่งรู้ต่อสิ่งใหม่ได้ เป็ความเข้าใจต่อพลังธาตุไฟในขอบเขตที่มันไม่เคยไปถึง มันไม่อาจอธิบายต่อสิ่งที่หยั่งรู้ได้นี้ออกมาเป็คำพูด แต่เป็สิ่งที่ได้รับมาหลังจากผ่านความเ็ปที่เกินทนทานมานั่นเอง
หลังจากตรวจสอบภายในร่างของตนเรียบร้อย ไป๋หยุนเฟยก็กวาดตาไปยังทวนเปลวอัคคีในมือ ยามัักับอาวุธเล่มนี้มันก็รู้สึกอย่างแจ่มชัดว่ามันเป็ส่วนหนึ่งของร่างกาย ก่อนหน้านี้ไป๋หยุนเฟยก็เคยมีความรู้สึกเช่นนี้ แต่ก็เป็ความรู้สึกที่เลือนรางจนไม่อาจเทียบกับยามนี้ได้
เมื่อนึกย้อนถึงเื่อันพิสดารที่ผ่านมา ไป๋หยุนเฟยก็ฉุกคิดขึ้น “ข้าเข้าใจแล้ว นี่คือ‘โอกาส’ที่ท่านเ้าสำนักกล่าวถึง! ข้าถึงกับไม่กล้าคาดเดาว่าที่แห่งนี้คืออะไรกันแน่ และก็ไม่อาจทำความเข้าใจต่อที่แห่งนี้ได้ แต่มีอย่างหนึ่งที่กระจ่างชัด สถานที่อันลี้ลับแห่งนี้เป็ที่ซึ่งสามารถใช้ควบแน่นสร้างแก่นพลังธาตุไฟได้! หรืออีกนัยหนึ่งก็คือสถานที่แห่งนี้ช่วยให้สามารถหวนกลับไปสู่เหตุการณ์เมื่อยามที่บรรลุถึงด่านภูติญญาเพื่อควบแน่นสร้างแก่นพลังธาตุไฟเป็ครั้งที่สองในชีวิตได้!”
“การโจมตีระลอกแรกก็เพื่อทดสอบความเข้มแข็งว่าข้าผ่านเกณฑ์ที่จะรับการโจมตีที่ร้ายกาจที่สุดได้หรือไม่ บางทีนี่อาจจะเป็วิธีที่จะพิสูจน์ว่าข้าสามารถดูดซับได้มากเพียงใด... และข้าก็ลงมือหนักเกินไป! ด้วยวัตถุิญญาที่ผ่านการอัพเกรดของข้า จึงทำให้‘การทดสอบ’ถึงกับรุนแรงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็จนแทบจะทำให้ข้าถูกยัดเยียดพลังธาตุไฟจนเกินขนาด...”
ไป๋หยุนเฟยสั่นศีรษะอย่างรันทด
“แม้ว่าความเ็ปจะมากมายกว่าที่ควรจะเป็ แต่ก็ให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมกลับคืนเช่นกัน ไม่เพียงแต่ทวนเปลวอัคคีจะยกระดับขึ้นอีกขั้น แม้แต่ระดับการอัพเกรดก็ยังเพิ่มขึ้น!”
“หากเป็ผู้อื่น อย่างมากวัตถุิญญาของพวกมันก็ยกระดับขึ้นเพียงเล็กน้อยหรือไม่ก็เพิ่มพลังโจมตีอีกเล็กน้อย แต่สำหรับข้าที่มีกระบวนการอัพเกรดอยู่... นี่จึงเป็การบังคับให้อัพเกรด! ครั้งนี้ก็เป็ครั้งที่สองแล้ว! น่าสงสัยนักว่าเมื่อใดข้าจึงจะสามารถไขปริศนาที่อยู่เื้ัเื่นี้ได้... หรืออาจจะเป็เมื่อข้าได้รับโอกาสที่จะเข้ามาที่นี่อีกครั้ง...”
“ปลอกแขนมีดเพลิงก็เพิ่มพลังโจมตีขึ้นอีกสองร้อยหน่วยเช่นกัน แต่สำหรับวัตถุิญญาอื่นกลับยังคงเป็เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง นี่ก็หมายความว่า... ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าข้า‘ใช้งาน’วัตถุิญญาอยู่เท่าใดกระมัง?” ไป๋หยุนเฟยครุ่นคิดขึ้น
แล้วความคิดอย่างหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวของไป๋หยุนเฟย “หรือนี่จะเป็สาเหตุว่าไฉนเ้าสำนักจึงไม่บอกกล่าวอันใด? หรือท่านเกรงว่าจะส่งผลต่อการตัดสินใจของข้า? หากว่าข้าใช้อาวุธธรรมดาเล่า?”
หลังจากใคร่ครวญถึงปัญหาข้อนี้อีกชั่วครู่ ไป๋หยุนเฟยก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย “เป็ไปไม่ได้...” มันสั่นศีรษะ “ในสถานการณ์เช่นนั้น ไม่ว่าเป็ผู้ใดก็ต้องใช้ออกด้วยอาวุธิญญาที่ร้ายกาจที่สุดของตน ด้วยวัตถุิญญาที่พวกเราได้รับมาจากถ้ำ มีเพียงข้าเท่านั้นที่จะสามารถ‘มีทางเลือก’”
เย่จือชิวเลือกได้กระบี่คู่มือมาใช้งาน และหากว่ายังจะใช้อาวุธธรรมดาอยู่อีกโอกาสที่จะเอาตัวรอดในที่แห่งนี้ก็ย่อมมีอยู่ไม่มากนัก
“หากข้าใช้ถุงมือแผดสุริยันเพื่อป้องกันตนเอง ก็มีโอกาสที่มันจะกลายเป็วัตถุิญญาเฉพาะตัวได้ แต่การใช้ทวนเปลวอัคคีก็ไม่เลวเช่นกัน... ไม่ว่าจะได้รับหรือสูญเสีย... ตราบใดที่ได้รับมากกว่าที่มอบออกไป ก็ย่อมคุ้มค่าเสมอ!”
“ยามนี้คงไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอีกแล้ว ถ้าเช่นนั้น... สมควรกลับออกไปแล้วหรือไม่? ข้ากลับไม่อาจทราบได้ว่าเข้ามานานเท่าใดแล้ว...” ไป๋หยุนเฟยครุ่นคิดขณะเก็บทวนเข้าไว้และเตรียมจะจากไป
ชั่วขณะที่ยืนขึ้น จู่ๆก็พลันมีความคิดอย่างหนึ่งแวบขึ้นในสมอง ไป๋หยุนเฟยจึงนั่งลงพร้อมกับดวงตาทอประกายความคิด
“โอกาสเช่นนี้ยากจะพบพาน ในเมื่อข้าอยู่ที่นี่แล้ว ใยต้องย่ำยีโอกาสด้วยเล่า... แม้จะเพียงเล็กน้อย แต่ก็สมควรช่วยประหยัดเวลาได้ หากสามารถทำให้ท่านเ้าสำนักบังเกิดความชื่นชมได้ ข้าก็สมควรทดลองดู!”
ด้วยแผนการที่มีในหัว ไป๋หยุนเฟยก็ฉีกยิ้มกว้างพร้อมกับโบกมือเรียกถุงมือแผดสุริยันออกมา
“อัพเกรด!”
