“ท่านอาจารย์ใหญ่ การศึกษาทางธรรมได้ซ่อนตัวออกจากโลกมานานหลายปีแล้วท่านเคยคิดอยากจะกลับไปปรากฏตัวสู่โลกอีกครั้งบ้างหรือไม่?”
...
“ท่านองค์ศาสดามีความเมตตากรุณามาก ในทุกวันนี้มีบุญความดีอันยิ่งใหญ่การศึกษาทางธรรมจะยังคงตัดออกจากโลกต่อไปหรือไม่ต่างก็ขึ้นอยู่กับการเลือกของท่านอาจารย์ใหญ่”
...
“ที่ผู้น้อยมาในวันนี้ เป็เพราะเื่ส่วนตัวจึงเลี่ยงที่จะไม่สบายใจไปไม่ได้”
...
หลินลั่วหรานเปิดใจพูดกับผู่จี้อยู่ในห้องชาใบหน้าของนักบวชชราเต็มไปด้วยความอบอุ่นใจดีเธอไม่คิดว่าผู่จี้จะไม่รู้อะไรกับทุกอย่างที่เธอพูดออกไปเลยแม้แต่น้อยศาสนานั้นเคยรุ่งเรืองมากในอดีต วันวานทั่วทั้งประเทศมีวัดวาอารามตั้งไม่รู้เท่าไรในตอนนั้นเป็่เวลาแห่งการศึกษาธรรมที่แท้จริง
เธอเป็นักฝึกศาสตร์มือใหม่ การต่อสู้ทางธรรมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเธอการฝึกศาสตร์้าการรับรู้ัั และพลังในขณะที่การศึกษาศาสตร์้าความเชื่อ และความปรารถนาทั้งสองไม่ได้เดินอยู่บนทางเส้นเดียวกัน แล้วทำไมเธอถึงจะต้องมากดดันอีกฝ่ายด้วย?
ตอนนี้ โลกแห่งการฝึกศาสตร์ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ พลังบนโลกก็ต่างก็ลดน้อยลงหลินลั่วหรานไม่รู้ว่าทำไมพวกนักศึกษาธรรมถึงได้ยังคงเก็บตัวศึกษาอยู่แบบนี้ถ้าหากว่า้าแรงปรารถนา แต่ตนเองไม่เป็ผู้นำเสียก่อน แล้วจะหาความเชื่อมาได้จากที่ไหน?
ชาก็ดื่มไปแล้ว เื่ความสามารถก็วิเคราะห์กันไปแล้วจื้อซิวพาหลินลั่วหรานออกมาส่ง ในตอนที่ประตูกำแพงนั้นปิดลงอีกครั้งพูดกันตามความจริงแล้ว หลินลั่วหรานเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองทำสำเร็จหรือเปล่า
ภายใต้ต้นโพธิ์ ไม่รู้ว่าผู่จี้โผล่มาจากทางไหน แต่เขากลับให้ความเคารพกับนักบวชอย่างจื้อซิวเป็อย่างมาก
จีวรบนตัวของจื้อซิวสะบัดพัดไปตามสายลมเขาััรับใบโพธิ์ที่ร่วงหล่นลงมาใบหนึ่ง ก่อนจะมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“ผู่จี้ ที่เธอพูดก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล พวกเราทำเหมือนเดิมก็พอแล้ว”
ดูราวกับว่าผู้จี้้าจะพูดอะไรออกมา แต่ก็ไม่ได้พูดเมื่อผ่านไปสักพักเขาก็พยักหน้าตอบรับกลับไป
หากว่าหลินลั่วหรานอยู่ที่นี่เธอก็คงจะต้องใเสียจนลูกตาแทบจะกระเด็นออกมาผู่จี้คือนักบวชที่มีระดับเท่ากันกับพวกมู่เหล่า แต่กลับให้ความเคารพกับนักบวชอย่างจื้อซิวเป็อย่างมากเื่นี้ช่างน่าแปลกประหลาดเหลือเกิน
แต่แน่นอนว่าหลินลั่วหรานไม่ได้อยู่ที่นี่ในตอนนี้เธอได้บินผ่านป่าเขาอันมืดทึบไปยังแสงตะวันลับฟ้าแล้วที่เขาชู่ชานมีคนที่สามารถตรวจสอบระดับการฝึกศาสตร์ของเธอได้ไม่มากนักเธอจึงไม่จำเป็จะต้องสนใจเหมือนอย่างที่มาเขาอู่ไถ
หลินลั่วหรานยัง้าจะไปต่อที่ ผู่โถว และจิ่วหัว
พวกมันเป็หนึ่งในคือสถานที่แสวงบุญทั้งสี่ส่วนเอ๋อเหมยที่อยู่ใกล้กับเมืองหรงเฉิงที่สุดก็ถูกหลินลั่วหรานตัดทิ้งไปั้แ่ทีแรกแล้ว เอ๋อเหมยอยู่ใกล้กับชิงเฉิงมากเกินไปหลินลั่วหรานจึงไม่สบายใจเกี่ยวกับนักปราชญ์เวยจู๋นัก
“นี่คือเอกสารข้อมูลทั้งหมดครับรบกวนฝากคุณนำไปให้รุ่นพี่หลินแทนผมหน่อยนะครับ”
หรงตงหลินนำเอากองกระดาษจำนวนมากส่งให้ผู้เป็แม่ในแววตาของเขาอดที่จะปรากฏความเหนื่อยล้าออกมาไม่ได้
ทั้งผู้เป็พ่อและแม่ต่างก็รู้สึกว่า เด็กคนนี้มีนิสัยที่ดีมาก ในทุกๆวันต้องพูดบอกอยู่หลายครั้ง กว่าเขาจะยอมพัก เวลาทำอะไรก็ทั้งตั้งใจและพยายามอีกทั้งยังสามารถอยู่ร่วมกันกับลั่วตงได้ เมื่อเห็นแววตาแดงก่ำของเขาผู้เป็แม่ก็รู้ได้ในทันทีว่า วันนี้คงยังไม่ได้พักผ่อน หลินลั่วหรานเองก็ไม่อยู่ผู้เป็แม่จึงไม่สามารถจะดึงดันให้เขาอยู่ต่อได้ เธอรับเอกสารจากหรงตงหลินมาก่อนที่จะส่งเขากลับออกไป
หลังจากออกมาจากบ้านตระกูลหลินได้ไม่นานโทรศัพท์โนเกียเครื่องเก่าของเขาก็ส่งเสียงเรียกเข้าขึ้นมา คนที่โทรเข้ามาก็คือเพื่อนร่วมห้องของเขาอย่างเหยียนเฟิงเขาโทรมาชวนไปเยี่ยมแฟนสาวของช่ายเลี่ยงที่เป็เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่ง
แฟนสาวของเขาถูกงูกัดเมื่อหลายวันก่อนตอนนี้นอนพักอยู่ที่โรงพยาบาลและยังไม่ฟื้นหรงตงหลินเคยไปเยี่ยมเธอมาแล้วครั้งหนึ่ง สภาพหนวดเคราที่รกรุงรังของช่ายเลี่ยงช่างดูน่าสงสารจนหรงตงหลินไม่อาจจะทำใจมองต่อไปได้แม้ว่าตอนนี้เขาจะอยู่ในสถานการณ์ลำบากแต่ก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรที่จะต้องปฏิเสธคำชวนของเหยียนเฟิง
ในขณะที่เขากำลังคิดว่านั่งรถเมล์สายไหนไปจะใกล้กว่ากันอยู่นั้นหลินลั่วตงก็โผล่หัวออกมาจากขอบประตู
“พี่ตงหลิน พี่จะไปไหนเหรอ? ผมไปด้วยได้ไหมครับ”
หรงตงหลินตบลงที่บ่าของเขาเบาๆ “ทำการบ้านเสร็จแล้วเหรอ?”
หลินลั่วตงพยักหน้าลงตอบรับ หรงตงหลินมักจะตามใจเขาอยู่เสมอลั่วตงจึงมั่นใจว่า ‘พี่ตงหลิน’ จะต้องพาเขาออกไปเล่นด้วยอย่างแน่นอน
ทั้งสองเดินออกมาจากท้องถนน และตรงเข้าไปที่ป้ายรถเมล์
เงาร่างสีแดงที่หลบอยู่บริเวณข้างถนนปรากฏโผล่ออกมา เมื่อประตูของรถเมล์ปิดลงมันก็ะโขึ้นสูงสู่อากาศ และขึ้นไปพันติดอยู่บนหลังคารถแสงอาทิตย์ยามเที่ยงทำให้มันรู้สึกไม่สบายตัวนักงูสีแดงตัวน้อยแลบลิ้นออกมาก่อนที่จะขดตัวให้กลายเป็ก้อน
เสี่ยวจินมีพละกำลังที่แข็งแกร่งมากหากว่ามันเข้าใกล้บ้านตระกูลหลินมากเกินไปก็อาจจะถูกพบได้มันจึงหลบซ่อนตัวอยู่ที่ถนนใกล้ๆ นานแล้ว ในที่สุดมันก็ได้โอกาสเสียที
รถเมล์ถูกขับออกไปด้วยความเฉื่อยชาหลินลั่วตงและหรงตงหลินพากันพูดคุยสนุกสนาน
เมื่อผู้เป็พ่อขับรถกลับมาถึงบ้าน ก็ถามขึ้นด้วยความแปลกใจ“เ้าเด็กลั่วตงล่ะ เห็นร้องงอแงอยากจะออกไปเที่ยวอีกสักพักว่าจะพาไปเดินห้างสักหน่อย”
เมื่อผู้เป็แม่เดินไปเรียกเขาก็ได้พบว่าในห้องของลั่วตงนั้นไม่มีใครอยู่แล้ว แม้จะหาดูทั่วทั้งบ้านก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของเ้าเด็กน้อย ผู้เป็แม่จึงรู้สึกกังวลขึ้นมา
“ไม่ใช่ว่าไปกับหรงตงหลินแล้วใช่ไหม? ...่สองวันที่ผ่านมาข้างนอกวุ่นวายมาก เด็กโง่คนหนึ่งกับเด็กโง่ที่โตกว่าอีกคนหนึ่งไปด้วยกันแบบนั้นไม่รู้ว่าจะเป็อันตรายอะไรหรือเปล่า แล้วมันจะดีได้ยังไง? ไม่ได้ฉันต้องไปหาเขาให้พบ”
ผู้เป็พ่อเองก็รู้สึกกังวลใจ แต่เขาก็ยังคงปลอบใจผู้เป็แม่เอาไว้ “มันจะไปโชคร้ายอะไรขนาดนั้น เมืองหรงเฉิงใหญ่ตั้งขนาดนี้พวกเขาคงจะไม่ไปเจอกับงูประหลาดนั่นพอดีหรอก หรงตงหลินเองก็เป็เด็กที่รู้เื่ดีเขาจะต้องพาลั่วตงกลับมาแน่”
ผู้เป็แม่รู้สึกว่าที่ผู้เป็พ่อพูดออกมาก็มีเหตุผลอยู่เธอจึงลดความกังวลลง แต่ว่าเวลาผ่านไปสองชั่วโมงแล้วเธอยังคงรู้สึกสั่นสะท้านด้วยความกลัว และรู้สึกว่าเปลือกตากระตุกอยู่ตลอดเวลาราวกับว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอยู่เสมอ
หลินลั่วตงไม่ได้รู้ถึงความกังวลของผู้เป็พ่อและแม่เลยแม้แต่น้อยเขาเป็เด็กที่ฉลาดและรู้เื่มาก แม้ว่าจะไปเยี่ยมเพื่อนของหรงตงหลินแต่เขาก็ยังคงซื้อผลไม้และของบำรุงเพื่อที่จะเอาไปเยี่ยม ‘พี่สาวหร่วน’ ที่กำลังสลบอยู่
ได้ยินมาว่าเธอถูกงูกัด ทางโรงพยาบาลได้รับคนไข้แบบนี้มาจำนวนมากเมื่อเห็นใบหน้าของพี่หร่วนที่นอนอยู่บนเตียงปรากฏสีดำขึ้นมาเล็กน้อยหลินลั่วตงก็รู้สึกกลัวขึ้นมา
ทั่วทั้งโถงทางเดินของโรงพยาบาลเต็มไปด้วยเสียงร้องไห้เมื่อพูดอะไรออกมาพ่อและแม่ของพี่หร่วนก็มีน้ำตาไหลซึมออกมาตลอดหลินลั่วตงรู้สึกว่าพวกเขาร้องไห้เสียจนน่าสงสาร
เ้างูประหลาดนั่นมาจากที่ไหน ทำไมถึงได้น่ากลัวถึงขนาดนี้ถ้าหากว่าพี่สาวอยู่ก็คงจะรับมือกับมันได้ใช่ไหม? เขาอยากจะโทรไปหาหลินลั่วหรานเพื่อเรียกให้เธอมาช่วยพี่หร่วนคนนี้หรืออาจจะไปจับงูประหลาดนั่นเลยแต่เขาเองก็กังวลว่าหลินลั่วหรานอาจจะทำเื่ที่สำคัญอยู่ เมื่อไม่มีความมั่นใจเขาก็ไม่อยากจะทำให้พ่อแม่ของพี่หร่วนและพี่ตงหลินต้องมีความหวังขึ้นมาเสียเปล่าหลินลั่วหรานจึงเก็บความคิดนี้เอาไว้และไม่ได้พูดออกมา
หรงตงหลินและเหยียนเฟิงต่างก็ทำได้เพียงแค่พูดปลอบใจเมื่อเห็นสีหน้าที่เลื่อนลอยของช่านเลี่ยงพวกเขาก็ไม่รู้ว่าเขาจะได้ยินเข้าไปบ้างหรือเปล่าในตอนที่ทั้งสองพาหลินลั่วตงเดินออกมาจากโรงพยาบาลต่างก็รู้สึกได้รู้สึกแย่อยู่ไม่น้อย
“เฮ้อ ถ้าอาหร่วนเป็อะไรไปอีก ไม่รู้ว่าเลี่ยงจึจะเสียใจขนาดไหนนะ!” เมื่อได้ยินว่าทางโรงพยาบาลไม่สามารถรับมืออะไรกับพิษงูนี่ได้เลยการที่สามารถควบคุมไม่ให้สถานการณ์แย่ลงไปกว่าเดิมได้ก็นับได้ว่าดีมากแล้วเหยียนเฟิงจึงรู้สึกไม่ค่อยดีกับสถานการณ์แบบนี้นัก
หัวข้อนี้ชวนให้คิดมากเสียเกินไป หรงตงหลินจึงได้เพียงแค่ถอนหายใจออกมา
เหยียนเฟิงเปลี่ยนไปทำหน้าตายิ้มแย้มขึ้นมา “เด็กน้อย ไปเถอะเดี๋ยวพี่เฟิงจะพาไปจีบสาว” สนิทกับน้องชายก็ไม่ใช่ว่าเหมือนสนิทกับพี่สาวเหรอเหยียนเฟิงคิดวางแผนขึ้นมาเป็อย่างดี เขาจึงใจดีกับหลินลั่วตงมากเป็พิเศษ
หรงตงหลินไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรดีเหยียนเฟิง้าจะพาหลินลั่วตงไปเที่ยว เขาจึงเรียกรถแท็กซี่มาและนำเอาเด็กโง่ตัวใหญ่และตัวเล็กยัดใส่เข้าไปในรถก่อนที่ตัวเองจะไปนั่งอยู่ที่ด้านหน้า
เงาสีแดงะโขึ้นไปพันรัดอยู่บนหลังคาของรถแท็กซี่อีกครั้ง แสงอาทิตย์ไม่ร้อนแรงเหมือนอย่างเก่าแล้วทำให้เ้างูสีแดงมีชีวิตชีวาขึ้นมา มันยืดตัวแลบลิ้นออกมาบนหลังคารถแท็กซี่แต่คนที่นั่งอยู่ในรถไม่ได้รับรู้เลยแม้แต่น้อยแต่บรรดาผู้คนที่ร่วมเดินทางเส้นเดียวกัน และคนขับรถทั้งหลายต่างก็พากันใแทบตาย
ในระหว่างที่เหยียนเฟิงยังคงพูดถึงความร้อนในฤดูใบไม้ผลิและซูชิร้านไหนอร่อยอยู่นั้นอาการใของผู้คนบนท้องถนนที่พากันชี้นิ้วมายังรถของพวกเขาทำให้คนที่อยู่ในรถเริ่มััได้ถึงความผิดปกติ
คนขับรถคิดว่าบางทีรถของตัวเองอาจจะมีปัญหาจึงคุยกับพวกเหยียนเฟิงว่าจะเลี้ยวรถเข้าไปที่ลานหน้าห้างแล้วจอดดูก่อนจะได้ไม่เป็อันตราย ในระหว่างที่อยู่ห่างจากหน้าห้างประมาณสิบเมตร เรือนหางสีแดงก็ยื่นลงมาจากหลังคารถลั่วตงใสะดุ้งขึ้น
“พี่ตงหลิน ดูสิ!”
นี่มันงู!
พวกเขาเพิ่งจะกลับมาจากโรงพยาบาล เหยียนเฟิงจึงนึกถึงเื่งูประหลาดที่ทำร้ายคนในเมืองหลวงถึงใน่นี้ขึ้นมาทันที
“พี่คนขับ อย่าหยุดรถนะครับ รีบขับให้เร็วเลย สะบัดมันให้ตกลงไป!” ในรถนั้นมีเด็กอยู่เหยียนเฟิงและหรงตงหลินต่างก็พากันร้อนใจแต่คนขับรถแท็กซี่กลับไม่ได้มีความกล้าเหมือนกับพวกเขา เมื่อเห็นเรือนหางสีแดงเขาก็ใเสียสติ ตอนนี้เขาไม่สนใจกฎจราจรใดๆ อีกต่อไปแล้วเขารีบเลี้ยวรถเข้าที่ข้างทางในห้าง ก่อนที่จะเหยียบเบรกในทันที
ในระหว่างที่เหยียนเฟิงยังคงสับสนอยู่ คนขับก็เตรียมเปิดประตูรถและวิ่งหนีแต่ทันทีที่เขายื่นหัวออกไป งูสีแดงตัวเล็กก็พุ่งลงมากัดที่ใบหน้าของเขาก่อนที่ร่างของคนขับจะล้มลงต่อหน้า เหยียนเฟิงสูดลมหายใจเข้าด้วยความใ “พวกเรารีบหนีเร็ว!”
หรงตงหลินเปิดประตูรถออก ก่อนที่จะพาลั่วตงออกมาจากรถ เหยียนเฟิงตามมาติดๆที่ด้านหลัง เ้างูสีแดงใช้แววตาที่เย็นะเืมองมาที่พวกเขาทั้งสามก่อนที่มันจะหยุดการพันรัดตัวคนขับรถแท็กซี่ที่ไม่รู้เป็รู้ตาย
คนที่อยู่บริเวณลานหน้าห้างต่างก็ใที่รถแท็กซี่คันนี้พุ่งเข้ามาตอนนี้เมื่อได้เห็นงูสีแดงตัวเล็กที่อยู่บนพื้นต่างก็พากันกรีดร้องพร้อมกับวิ่งหนีกระจายไปทั่ว ่หลายวันที่ผ่านมานี้คนในเมืองหรงเฉิงถูกงูกัดกันมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีคนพูดถึงงูขึ้นมา ใครๆต่างก็พากันใ ยิ่งเมื่อเห็นว่าเ้างูตัวสีแดงเล็กกัดคนขับรถแท็กซี่จนล้มสลบลงไปแล้วพวกเขาก็ยิ่งกลัวมากขึ้น
หลินลั่วตงถูกหรงตงหลินและเหยียนเฟิงปกป้องเอาไว้ก่อนที่จะวิ่งผสมเข้าไปกับกลุ่มฝูงคนเด็กชายตัวน้อยััได้ถึงสายลมที่พัดผ่านข้างหู และเสียงหัวใจที่เต้นระรัวเ้างูสีแดงเลือกกัดคนที่ลงจากรถเป็คนแรกอย่างคนขับรถทำให้พวกเขารอดมาได้แล้วรอบหนึ่ง หลินลั่วตงเป็เพียงเด็กอายุสิบสองปีแม้ว่าเขาจะพบเจอกับเื่ราวมามากมาย แต่เมื่อถึงเวลาแบบนี้ เขาก็ยังกลัวอยู่ดี
“ให้ตายเถอะ ทำไมเ้างูนั่นถึงเล็งมาที่พวกเรา!”
เหยียนเฟิงหันกลับไปมอง ก่อนจะเห็นว่าเ้างูตัวเล็กสีแดงกำลังตามมาและก็บังเอิญเป็ทางทิศเดียวกันกับที่พวกเขาวิ่งมาด้วย
“ลั่วตง เราแยกกันวิ่งล่อมัน”
เดิมทีเหยียนเฟิงนั้นก็ไม่ได้มีความกล้าอะไรมากมายเขาเป็เพียงแค่นักศึกษาที่พูดจาลื่นไหลทั่วไปคนหนึ่ง แต่ในตอนนี้เขาก็ต้องเป็ผู้นำให้กับเ้าเด็กพวกนี้
หรงตงหลินพยักหน้าตอบรับ ก่อนที่ทั้งสามจะแยกกันวิ่งไปคนละทางแต่พวกเขาก็พบว่าเ้างูสีแดงตัวนั้นตามไปทางตัวของหลินลั่วตงเพียงคนเดียวหรงตงหลินจึงได้แต่หันตัวกลับมา เหยียนเฟิงถ่มน้ำลายลงที่พื้น ก่อนจะพูดบ่นพร้อมกับวิ่งกลับมาลากตัวของลั่วตงให้วิ่งเร็วขึ้น
เ้างูประหลาดตัวนี้มีเป้าหมายที่ชัดเจนเห็นได้ชัดว่ามันตั้งใจเพ่งเล็งไปที่หลินลั่วตง ทั้งสองลากให้ลั่วตงวิ่งตามมาผู้คนที่หนีเอาชีวิตรอดต่างก็รู้สึกได้ และวิ่งหนีออกจากพวกเขาไปอีกทางจนมีเพียงพวกเขาแค่สามคนเท่านั้นที่วิ่งมาทางเดียวกันทางด้านหลังนั้นเป็กำแพงสูง ตอนนี้พวกเขาไร้ซึ่งหนทางหนีแล้ว
“แย่แล้ว เ้าเด็กน้อย นี่นายไปทำลายรังมันมาหรือไงทำไมมันถึงตามพวกเรามาไม่ปล่อยแบบนี้เนี่ย?” เหยียนเฟิงหันไปมองรอบๆอย่างคิดพิจารณา เมื่อเห็นต้นไม้ต้นเล็กในแปลงดอกไม้ แววตาของเขาก็ประกายขึ้นมาเขารีบดึงเอากิ่งไม้มาถือไว้เป็กระบองป้องกันตัว
ใบหน้าของหลินลั่วตงซีดเซียวเขาไม่รู้ว่าทำไมเ้างูตัวนี้ถึงตามเขามาไม่ปล่อย เขาจึงถือกระบองไม้ขึ้นมาเช่นกันหรงตงหลินมองไปที่เ้างูสีแดงที่หยุดการเคลื่อนไหวด้วยสายตาหวาดระแวงทั้งสามต่างก็ถือกระบองไม้เอาไว้ในมือ และมีความมั่นใจขึ้นมาเล็กน้อย
เ้างูสีแดงแลบลิ้นอยู่ที่บริเวณด้านหน้าของพวกเขาหลังของทั้งสามชนกับกำแพง มือถือกระบองไม้เอาไว้พวกเขารู้สึกว่าจิตใจสงบลงมาไม่น้อยแล้ว
เหยียนเฟิงพูดปลอบประโลมหลินลั่วตงขึ้นมา “ไม่ต้องกลัว...ก็แค่ก็แค่งูตัวเล็กนิดเดียวเอง พวกเรารวมพลังกันสามคนจะต้องรับมือกับมันได้แน่”
ดูราวกับเ้างูนั่นจะฟังคำพูดของเขาออก อยู่ๆเสียงดังกรอบแกรบของการขยายกระดูกก็ดังขึ้นเ้างูตัวน้อยสีแดงขยายใหญ่ขึ้นมาเรื่อยๆด้วยความเร็วที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จนมันมีขนาดใหญ่เท่ากับกระป๋องน้ำ
มันก้มหัวสามเหลี่ยมของมันลงมาจ้องมองไปที่ทั้งสามเมื่อเมือกที่มีกลิ่นเหม็นคาวของมันหยดลงไปบนพื้นดิน มันก็ปรากฏควันขึ้นมา
คนที่กล้าๆ หน่อยเริ่มวิ่งกลับมาดู เมื่อเห็นร่างของงูั์สีแดงขนาดใหญ่ก็กลืนน้ำลาย “นี่มันกำลังถ่ายหนังไซไฟแฟนตาซีของอเมริกากันอยู่หรือไง?”
เมื่อเห็นว่าเ้างูั์นั้นดักทางทั้งสามเอาไว้ แต่กลับไม่โจมตีอะไรจึงมีคนจำนวนไม่น้อยที่เริ่มจะกล้าเข้ามามุงดูผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์เป็คนที่มีความกล้ามากที่สุดเขามาเร็วเสียยิ่งกว่ารถตำรวจเสียอีก
เรือนร่างของเ้างูสีแดงนั้นขยายใหญ่ขึ้นและดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่สามารถรับมืออะไรกับมันได้แล้วเมื่อััได้ถึงความโมโหร้ายของมันเสี่ยวจินที่นอนหลับพักกลางวันอยู่ที่เกาะกลางน้ำก็ลืมตาขึ้นในทันทีมันจับทิศทางให้กับตัวเอง ก่อนที่จะขยับปีกโบยบินขึ้นมาด้วยความรวดเร็วสลัดใบไผ่มากมายออกไป
ผู้เป็แม่เห็นท่าทางรีบร้อนของเสี่ยวจินผ่านทางหน้าต่างในระหว่างที่เธอกำลังคิดว่า วันนี้เ้าอินทรีนั่นเป็อะไรไปก็เห็นว่าละครที่ฉายอยู่ทางช่อง 2 ของสถานีเมืองหรงเฉิงถูกหยุดลงชั่วคราวภาพถูกเปลี่ยนตัดกลายเป็ผู้สื่อข่าวนอกสถานที่กำลังใช้น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความกลัวพูดขึ้น “ท่านผู้ชมทุกท่าน ตอนนี้ทุกท่านกำลังรับชมรายการช่อง 2 แห่งเมืองหรงเฉิง และสิ่งที่พวกเราจะถ่ายทอดให้กับทุกท่านได้รับชมก็คือ...”
กล้องถูกย้ายไปถ่ายที่ลานหน้าห้าง ผู้เป็แม่ใกับขนาดของเ้างูตัวั์เธอทาบฝ่ามือลงที่หน้าอกเพื่อลดความใและในระหว่างที่เ้างูั์ขยับตัวเผยให้เห็นเรือนร่างของคนที่อยู่ภายในมันช่างดูคุ้นตาเสียเหลือเกิน แย่แล้ว นั่นคือลั่วตงและหรงตงหลิน!
เพล้ง...ผู้เป็แม่ใเสียจนทำถาดผลไม้บนโต๊ะตกลงพื้นแตก
“พ่อ มานี่เร็ว มาดูทีวี!”
ผู้เป็พ่อมองไปยังโทรทัศน์ก่อนที่สีหน้าของเขาจะไม่ได้ต่างไปจากผู้เป็แม่มากนักเขาหมุนตัวก่อนที่จะรีบวิ่งออกไปข้างนอกทันที ผู้เป็แม่จับตัวของเขาเอาไว้ไม่ทันเธอทั้งร้อนใจทั้งโมโห เธอรีบโทรศัพท์ไปหาหลินลั่วหรานทันที
‘ตู๊ดๆ’ เสียงสายไม่ว่างที่ดังขึ้นทำให้รู้ได้ว่าลูกสาวนั้นปิดเครื่องไปแล้ว
ผู้เป็แม่เศร้าโศกเสียจนล้มลงไปที่พื้น
พระเ้า เธอควรจะทำอย่างไรดี?
