มือขวาไป๋หยุนเฟยที่กุมมีดจันทร์เสี้ยวอีกเล่มสะบัดอย่างแ่เบา มีดจันทร์เสี้ยวที่อยู่ข้างลำคอของเฉินหวงฮัวก็หมุนควงกลับมา ได้ยินเสียงดังฉับ แล้วมีดทั้งสองเล่มก็รวมเป็หนึ่งเดียวกัน
หลังจากพลิกฝ่ามือ มีดจันทร์เสี้ยวก็หายวับไป จากนั้นประทับพลิกฟ้าก็ลอยกลับเข้าสู่มือ แล้วก็เช่นเดียวกับเมื่อครู่ ถูกเก็บกลับเข้าแหวนช่องมิติไป
--- ั้แ่ต้นจนจบ กลับไม่มีผู้ใดมองออกว่าวัตถุิญญาที่ถูกห่อหุ้มด้วยแสงเจิดจ้านั้นมีรูปทรงเช่นใด
--- ั้แ่ต้นจนจบ ไป๋หยุนเฟยกลับไม่ได้ขยับเท้าแม้แต่ก้าวเดียว!!
หลังจากพยักหน้าให้แก่เฉินหวงฮัวที่ยังคงเหม่อลอยไร้ความเคลื่อนไหว ไป๋หยุนเฟยก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ศิษย์น้องเฉิน เ้าออมมือให้ข้าแล้ว”
“……”
ทั่วบริเวณเงียบสนิทไม่มีแม้แต่เสียงวิหค ทุกคนต่างตะลึงงันอ้าปากค้างมองดูไป๋หยุนเฟยที่หันหลังเดินกลับไปหาถังซินหยุนกับพวก
เมื่อครู่…...เกิดอะไรขึ้น?
ศิษย์สายในแถวหน้าแห่งยอดเขาประจิมซึ่งเป็บรรพิญญาอย่างเฉินหวงฮัว กลับพ่ายแพ้ง่ายดายเช่นนี้!!
กระทั่งการต่อสู้จบลง ก็ยังไม่มีใครคาดคิดหรือกล้าเชื่อถือว่าจะเป็เช่นนี้ได้...
……
ไป๋หยุนเฟยเดินไปถึงเบื้องหน้าของเหล่าสหาย จากนั้นก็หันไปมองยังเฟยเหนียนที่อยู่ด้านซ้ายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะกล่าวว่า “ศิษย์พี่เฟยเหนียน พวกเรายังต้องประลองกันอีกรอบหรือไม่?”
“เอ่อ...” เฟยเหนียนเรียกสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ดวงตามันทอประกายวูบวาบ จากนั้นจึงหัวเราะพลางกล่าวว่า “ฮ่า ฮ่า เมื่อครู่เ้าว่าอะไร ศิษย์น้องไป๋ การประชุมใหญ่ของสำนักใกล้จะเริ่มแล้ว พวกเรารีบไปกันเถอะ... จริงสิ จู่ๆข้าก็นึกเื่หนึ่งขึ้นมาได้ ข้าต้องรีบล่วงหน้าไปหาศิษย์พี่ใหญ่ก่อน ศิษย์น้องไป๋ ข้าไปก่อนก็แล้วกัน!”
กล่าวจบก็ไม่รอให้ไป๋หยุนเฟยตอบคำ รีบพลิ้วร่างพุ่งกายออกไปในทันที
“……”
ไป๋หยุนเฟยงงงันวูบ จากนั้นจึงส่ายหน้าเล็กน้อยให้แก่ถังซินหยุนกับพวกพร้อมกับกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น พวกเราไปต่อเถอะ...”
กระทั่งไป๋หยุนเฟยกับพวกเดินจากไปไกล บรรดาศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์โดยรอบค่อยได้สติกลับคืนมา พวกมันจึงเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงการต่อสู้เมื่อครู่กันไปต่างๆนานา
“ช่างน่าเหลือเชื่อนัก! ศิษย์พี่ไป๋เพิ่งบรรลุด่านบรรพิญญาอย่างที่ร่ำลือจริงหรือ? ไฉนจึงรู้สึกราวกับว่าเป็บรรพิญญาระดับปลายไม่มีผิด!”
“จริงด้วย หากเป็บรรพิญญาระดับต้นเช่นเดียวกันแล้ว ไฉนศิษย์พี่เฉินจึงไม่อาจััถูกตัวได้แม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังพ่ายแพ้อย่างราบคาบ!”
“วัตถุิญญาภายใต้การควบคุมนั้นเป็วัตถุิญญาประเภทใดกัน? ไฉนจึงร้ายกาจถึงเพียงนั้น? การควบคุมวัตถุให้แหวกว่ายในอากาศนั้น ไม่ใช่ว่าต้องเป็เอกะิญญาก่อนจึงจะทำได้หรอกหรือ?”
“ข้าว่า คงต้องเป็เพราะวัตถุิญญาชิ้นนั้นแน่...”
“ข้าเคยเห็นทั้งคู่ต่อสู้กันครั้งก่อน ยามนั้นทั้งสองคนยังเป็ภูติญญาระดับปลายอยู่ ครั้งนั้นศิษย์พี่ไป๋ใช้ปลอกแขนขวากับทวนยาวสีแดงก็เอาชนะศิษย์พี่เฉินได้อย่างง่ายดายเช่นเดียวกัน อีกอย่างแม้วัตถุิญญาที่ใช้ในครั้งนี้จะแตกต่างไปจากครั้งก่อน แต่ผลลัพธ์ก็ยังเป็เช่นเดิม มิหนำซ้ำยังรวบรัดหมดจดยิ่งกว่า...”
“สมแล้วที่เ้าสำนักยกเว้นกฎเกณฑ์และรับเข้าเป็ศิษย์สายตรง ความสามารถช่างเหนือธรรมดานัก...”
“……”
จากนั้นบรรดาศิษย์ก็เริ่มทยอยกันขึ้นสู่ยอดเขาประมุขพลางพูดคุยถึงเื่ที่เกิดขึ้น คนกลุ่มหลังที่เดินผ่านมาถึงก็สอบถามด้วยความสงสัย เหล่าผู้ที่มุงดูเหตุการณ์จึงบอกเล่าการต่อสู้อย่างออกรส พวกมันบอกเล่าจนผู้ถามแสดงสีหน้าตกตะลึง ขณะเดียวกันก็รู้สึกเสียดายที่ไม่มาให้เช้ากว่านี้จึงพลาดโอกาสได้ชมการต่อสู้อันน่าตื่นตาเช่นนี้ไป
แล้วผู้คนก็ทยอยเดินจากไป เหลือไว้เพียงเฉินหวงฮัวที่ยังคงตกตะลึงไม่หายอยู่เพียงลำพัง ความรู้สึกเสียใจ ตกตะลึง โกรธแค้น ไม่ยินยอม ผสมปนเปอยู่ในจิตใจ จนมันรู้สึกราวกับตนเองกำลังอยู่ในความฝัน
กระทั่งสายลมเย็นโชยพัด มันจึงค่อยรู้ตัวว่าไม่ได้ฝันไป จู่ๆเฉินหวงฮัวก็ทอดถอนใจ หลังจากเก็บกระบี่ตัดศิลาก็เดินคอตกขึ้นเขาไป
…………
“พี่ไป๋ ท่าน... ช่างร้ายกาจนัก ศิษย์พี่เฉินเป็ถึงบรรพิญญา แต่ท่านกลับเอาชนะได้อย่างง่ายดาย ขอถามท่านตามตรงว่าทำได้อย่างไร? ท่านใช้วัตถุิญญาอะไร จึงได้ร้ายกาจถึงเพียงนี้!”
ตลอดทาง ม่อเสี่ยวเซียนพูดคุยกับซือคงเสียนกับพวกไม่หยุดปาก ระหว่างที่สนทนาถึงการต่อสู้เมื่อครู่สายตามันก็มองไปที่ไป๋หยุนเฟยด้วยความนับถือเลื่อมใส.... ส่วนคนอื่นๆก็ล้วนรู้สึกเช่นเดียวกัน
ไป๋หยุนเฟยยิ้มพลางกล่าวว่า “สรุปแล้วเ้ากำลังจะบอกว่าข้าร้ายกาจหรือจะบอกว่าวัตถุิญญาข้าร้ายกาจกันแน่?”
“ฮิฮิ ร้ายกาจทั้งคู่ ร้ายกาจทั้งคู่...”
“ไม่ได้ร้ายกาจอะไร ขอเพียงพวกเ้าตั้งใจฝึกปรือ สักวันก็จะไปถึงระดับนั้นได้เอง” ไป๋หยุนเฟยส่ายหน้าเล็กน้อย จากนั้นจึงหันไปหาถังซินหยุนที่อยู่ด้านข้าง หลังจากลังเลชั่วครู่จึงเอ่ยถามขึ้น “จริงสิซินหยุน เฉินหวงฮัวผู้นั้น...”
ถังซินหยุนทราบว่ามันคิดจะถามเื่อะไร จึงสั่นศีรษะเล็กน้อยก่อนจะอธิบาย “ข้ากับมันไม่ได้สนิทสนมกัน เพียงแต่เมื่อครั้งที่มาขอเข้าสำนัก พอดีกับที่มันรับผิดชอบเื่ทั่วไปของสำนัก ครั้งนั้นมันดูแลข้าเป็อย่างดี เมื่อข้าบอกว่ามาเพื่อขอเข้าเป็ศิษย์ในสำนักก็ยังบอกว่าสามารถช่วยได้ แต่ว่าหลังจากนั้นประจวบเหมาะกับที่ท่านอาจารย์เดินทางกลับมาถึงสำนัก ข้าจึงถูกท่านอาจารย์พาขึ้นเขามา ภายหลังก็บังเอิญได้พบกันอีกไม่กี่ครั้ง คิดไม่ถึงว่าการพบเจอในครั้งนี้ จะถูกมันตามพัวพันได้...”
“อ้อ ที่แท้ก็เป็เช่นนี้” ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าเข้าใจ ทุกคนย่อมต้องชื่นชมสิ่งสวยงาม เช่นเดียวกัน ย่อมเป็เื่ธรรมดาที่เฉินหวงฮัวจะรู้สึกชมชอบถังซินหยุน คาดว่าครั้งนี้เพราะพลังฝีมือมันเข้มแข็งขึ้น ความเชื่อมันและความกล้าจึงเพิ่มขึ้นเป็เท่าตัว จนกล้าแสดงความรู้สึกออกมา แต่กลับต้องพบว่าถังซินหยุนไม่ได้สนใจมันแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังบังเกิดความหึงหวงที่เห็นนางสนิทสนมกับไป๋หยุนเฟย จนสุดท้ายก็ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้
“เฮอะ เ้าศิษย์พี่เฉินแม้มีความสามารถไม่ด้อย ในบรรดาศิษย์สายในด้วยกันก็ถือว่าโดดเด่น แต่ว่ายังไม่คู่ควรกับญาติผู้พี่ของข้า” ม่อเสี่ยวเซียนเบะปาก จากนั้นจึงกล่าวต่อ “หากเทียบกันแล้วพี่ไป๋เหนือกว่ามันมากมายนัก”
“เอ่อ...” ไป๋หยุนเฟยพูดอะไรไม่ออก เ้าจะบอกว่าญาติผู้พี่ของเ้าดีงามก็กล่าวไป ไฉนประโยคท้ายต้องกล่าวกำกวมชวนให้ผู้คนเข้าใจผิดเช่นนั้นด้วย?
ซือคงเสียนกับพวกกลับพยักหน้าเห็นพ้องกับมัน จากนั้นจึงหันมามองไป๋หยุนเฟยกับถังซินหยุนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“เสี่ยวเซียน พูดอะไรของเ้า!” แม้ทั้งทั้งสองจะไม่ได้มีความคิดเกินเลย แต่ถังซินหยุนก็เป็หญิงสาว นางหน้าแดงฉานถลึงตามองม่อเสี่ยวเซียน จากนั้นจึงหันหน้าหลบสายตาของไป๋หยุนเฟย
ไป๋หยุนเฟยกระแอมคราหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้กล่าวอันใด...
……
เพียงไม่นาน ทุกคนก็มาถึงลานกว้างใหญ่หน้าห้องโถงบนยอดเขาประมุขของสำนักช่างประดิษฐ์
เมื่อทอดสายตามองไป ในลานยามนี้อย่างน้อยก็ต้องมีห้าหกพันคืนยืนอยู่ ทั้งหมดยืนกระจายเป็กลุ่มเล็กๆ กำลังคุยกันอย่างแ่เบา
ม่อเสี่ยวเซียนกับพวกแยกออกไปรวมกลุ่มกับผู้ที่ตนคุ้นเคย ส่วนไป๋หยุนเฟยและถังซินหยุนก็เดินตรงเข้าไปถังโถงใหญ่ของสำนัก
เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในห้องโถงก็ได้พบกับศิษย์พี่สามหลิงเอียนที่กำลังเดินสวนออกไป มันพยักหน้าให้แก่ทั้งคู่ก่อนจะกล่าวว่า “ศิษย์น้องไป๋ ศิษย์น้องถัง พวกเ้ามาแล้ว เข้าไปด้านในก่อนเถอะ ท่านอาจารย์และเหล่าผู้าุโก็มาแล้ว อีกสักครู่คงได้เวลาเริ่มประชุมใหญ่สำนัก”
“อืม” ไป๋หยุนเฟยพยักหน้ารับคำ จากนั้นจึงเดินผ่านหลิงเอียนเข้าไปด้านในห้องโถง
เ้าสำนักโค่วฉางคง ผู้าุโทั้งสามอยู่ในห้องโถงอยู่ก่อนแล้ว แต่ที่ทำให้ไป๋หยุนเฟยต้องตกตะลึงก็คือ แม้แต่อดีตเ้าสำนักจื่อจินก็อยู่ด้วย เมื่อกวาดตามองไปรอบหนึ่งก็เห็นบรรดาศิษย์สายตรงทั้งหลายที่ยืนรออยู่ทั้งสองฝั่ง ยังมีเด็กสาวหวงฝู่รุ่ยที่โอบกอดเ้าสุกรน้อยอยู่ข้างกายชางอวี่ด้วยใบหน้าเบื่อหน่าย แต่เมื่อได้เห็นไป๋หยุนเฟยกับถังซินหยุนเข้ามาสีหน้าก็เปลี่ยนเป็ยินดี มิหนำซ้ำยังแอบแลบลิ้นให้แก่ไป๋หยุนเฟยอีกด้วย
เฟยเหนียนที่ยืนอยู่ฝั่งขวา เมื่อพบเห็นไป๋หยุนเฟยก็มีทีท่าวางตัวไม่ถูกรีบเบือนหน้าหนีพร้อมกับแสร้งทำท่าเป็มีเื่ให้ครุ่นคิด
“หยุนเฟยคารวะท่านอาจารย์ อาจารย์ปู่และผู้าุโทุกท่าน” เมื่อไปหยุนเฟยเดินไปถึงกลางห้องโถง ก็คารวะพร้อมกับกล่าวอย่างนอบน้อม
ถังซินหยุนที่อยู่ข้างกายก็คารวะเช่นเดียวกัน
“อืม หยุนเฟย เ้ามานี่ ข้ามีเื่จะถามเ้า”
อดีตเ้าสำนักจื่อจินยิ้มเล็กน้อยก่อนจะกวักมือเรียกไป๋หยุนเฟย แววตาของชายชราเปี่ยมด้วยความเอ็นดูของผู้าุโที่มีต่อผู้เยาว์ ไป๋หยุนเฟยรู้สึกได้รับเกียรติจึงรีบเดินเข้าไปหา
ผู้าุโที่สามชางอวี่ก็ส่งสัญญาณให้ถังซินหยุนเดินมาหาตน ก่อนจะให้ไปยืนรวมกับบรรดาศิษย์พี่หญิงทั้งหลาย
หวงฝู่รุ่ยที่เดิมยืนอยู่ข้างกายชางอวี่ ก็ยิ้มออกมาพร้อมกับโอบเ้าสุกรน้อยเบียดเข้าหาถังซินหยุน จากนั้นจึงพูดคุยกับนางด้วยเสียงแ่เบา
“หยุนเฟย สองวันมานี้เ้ารู้สึกว่ามีที่ใดผิดปกติหรือไม่?” จื่อจินยิ้มพลางเอ่ยปากถามไป๋หยุนเฟยที่เดินมาถึงตรงหน้า
“อา?” ไป๋หยุนเฟยชะงักไปชั่วครู่ จากนั้นจึงตอบตามความจริง “ไม่มี สองวันมานี้ระหว่างที่ศิษย์ฝึกปรือพลังิญญาให้มั่นคงก็ไม่รู้สึกว่ามีความผิดปกติใด”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว...” จื่อจินพยักหน้าด้วยความยินดี “วัตถุเชื่อมโยงชีวิตของเ้าเล่า คุ้นเคยกับมันแล้วหรือไม่?”
ไป๋หยุนเฟยจึงตอบว่า “โดยทั่วไปก็คุ้นเคยแล้ว เพียงแต่ว่า... พลังิญญาของข้าในยามนี้กลับไม่อาจแสดงพลังของมันออกมาได้ถึงขีดสุด...”
“อืม ไม่ต้องร้อนใจ เส้นทางการฝึกปรือิญญาของเ้าเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ในตัวเ้ายังมีศักยภาพอีกมากมายรอให้เ้าดึงออกมา ด้วยพร์ของเ้า ขอเพียงตั้งใจฝึกปรือ สักวันพลังฝีมือเ้าต้องสามารถอวดโอ่ได้โดยไม่อายผู้ใดในแผ่นดิน!”
ได้รับคำยกย่องจากอดีตเ้าสำนักเช่นนี้ ไป๋หยุนเฟยก็บังเกิดความตื้นตันใจ มันจึงกล่าวอย่างแน่วแน่ว่า “อาจารย์ปู่โปรดวางใจ หยุนเฟยจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง!”
“ฮ่า ฮ่า วิเศษ วิเศษ...” เมื่อได้เห็นแววตาของไป๋หยุนเฟย อดีตเ้าสำนักจื่อจินยิ้มพลางพยักหน้า สร้างความอิจฉาให้แก่บรรดาศิษย์สายตรงทั้งหลายที่อยู่โดยรอบ
ยามนั้นเอง หลิงเอียนที่เดินออกไปก่อนหน้าก็เดินกลับเข้ามา จากนั้นจึงรายงานต่อโค่วฉางคงว่า “เรียนท่านอาจารย์ ศิษย์ในสำนักทั้งหมดมาครบแล้ว”
โค่วฉางคงหันไปมองจื่อจิน ชายชราจึงพยักหน้าเล็กน้อย “อืม ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็ออกไปกันเถอะ”
……
