“ราตรีนั้นเ้ากับสาวใช้ประจำกายหายตัวไป ตระกูลมู่ส่งทหารทุกนายออกตามหา ที่สุดจึงพบเ้าที่หอหมื่นบุปผา”
มู่เอ้าเทียนเปิดปากกล่าว แววตาของเขาเต็มไปด้วยความว้าวุ่นหวาดหวั่น ราวกับได้หวนสู่ราตรีที่ทำให้จิตใจของเขาบ้าคลั่งจนมิอาจสงบนิ่ง
“เ้าเป็บุตรสาวคนโตของตระกูลมู่ เป็สตรีสูงศักดิ์ของอาณาจักรต้าโจว และเป็ถึงพระคู่หมั้นขององค์รัชทายาท คำว่าชื่อเสียงสำหรับเ้าย่อมสำคัญยิ่ง ดังนั้นเื่ที่เ้าหายตัวไป พ่อสั่งปิดปากทุกคนในจวน มิให้พูดออกไปแม้เพียงครึ่งคำ
ทว่า มิรู้เหตุใดข่าวคราวจึงรั่วไหลออกไปได้...”
กล่าวถึงตรงนี้ มู่เอ้าเทียนก็เ็ปจนแทบหายใจไม่ออก ดวงตาของเขาแดงก่ำ
หัวใจของฮวาเหยียนเองก็บีบรัดเช่นกัน
“ข่าวการหายตัวไปของเ้าแพร่กระจายไปทั่วทุกตรอกซอกซอย แม้แต่ฮ่องเต้ก็ทรงทราบ ดังนั้นฝ่าาจึงมีรับสั่ง ปิดล้อมเมืองและส่งทหารออกไปค้นหาตามบ้านเรือน ซึ่งพี่ใหญ่ของเ้าก็คือผู้นำในการตามหาครั้งนี้...”
มู่เอ้าเทียนเหลือบมอง ความเ็ปฉายชัดในแววตาเขา
“เหตุการณ์วุ่นวายขึ้นเรื่อยๆ ทั้งขุนนางและสามัญชนล้วนสนใจความเป็ไปของเ้า ค่ำคืนนั้นผู้คนทั้งเมืองต่างพากันตื่นตระหนก ตะเกียงทุกเรือนล้วนถูกจุด โคมแดงบนถนนสายยาวไม่ถูกดับ เพียงเพื่อรอต้อนรับการกลับมาโดยสวัสดิภาพของเ้า...”
ฮวาเหยียนคล้ายจะเห็นฉากอันยิ่งใหญ่ในวันนั้นฉายขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่าเบื้องหน้า
“เ้าเป็สตรีสูงศักดิ์อันดับหนึ่งของอาณาจักรต้าโจว เป็ธิดา์ที่น่าภาคภูมิใจยิ่ง ทั้งเ้ายังมีจิตใจเมตตา ซื่อสัตย์และมีคุณธรรม จึงเป็ที่เคารพรักของปวงประชา รวมถึงได้รับการเคารพยกย่องจากบุตรหลานตระกูลขุนนาง ดังนั้นทุกคนจึงอธิษฐานเพื่อเ้า หวังให้เ้ากลับมาอย่างปลอดภัย”
มู่เอ้าเทียนกล่าวอย่างเนิบช้า
“พวกเราทุกคนล้วนตั้งตารอ คิดว่าเ้าคงพาสาวใช้ไปทำธุระนอกเมือง หรือขึ้นเขาชมทิวทัศน์งามจนลืมกลับจวน...กลับนึกไม่ถึงว่าเ้าจะปรากฏตัวที่...ที่....”
มู่เอ้าเทียนเงยหน้าขึ้น พยายามกลั้นน้ำตามิให้ไหลริน
แม้แต่มู่เสวียนเย่ก็ยังต้องหันหน้าหนี
ฉากนั้นช่างเ็ปเกินทนจนมิกล้านึกย้อนกลับไป ราวกับหากนึกถึงเหตุการณ์ในครานั้นขึ้นมา หัวใจต้องแตกสลายเป็เสี่ยงๆ
กล่าวมาถึงตรงนี้ ยังมีสิ่งใดไม่ชัดเจนอีกหรือ?
ฮวาเหยียนกุมหน้าอก ดูเหมือนว่านางเองก็รับรู้ถึงความเ็ปและสิ้นหวังนี้ได้เช่นกัน
“พ่อซ่อนไว้ไม่ได้ มีพยานรู้เห็นมากเกินไป ลูกรักของพ่อ...เป็พ่อเองที่มิอาจปกป้องเ้าได้”
เสียงของมู่เอ้าเทียนสะอื้นไห้
ฮวาเหยียนรู้สึกว่าตนเองโหดร้ายนัก นี่เป็าแที่ซ่อนไว้ลึกที่สุดในใจของท่านพ่อ เกรงว่าหลายปีที่ผ่านมา ท่านพ่อคงมิกล้าแม้แต่จะหวนนึกถึงฉากนั้น แค่คิดก็เ็ปใจแล้ว
ทว่ามิได้!
นาง้าความจริง!
เพื่อทวงความยุติธรรมให้มู่อันเหยียนที่ล่วงลับไปแล้ว
“ท่านพ่อ ข้าถูกหยามเกียรติตอนอยู่ในหอนางโลมหรือเ้าคะ?”
ฮวาเหยียนเอ่ยถามอีกครั้ง
พอเสียงถูกเปล่งออกมา จึงพบว่าน้ำเสียงช่างแหบแห้งเหลือเกิน
หลังสิ้นเสียงนาง สีเืบนใบหน้าของมู่เอ้าเทียนพลันจางหาย ความสิ้นหวังในดวงตาปรากฏขึ้นทีละนิด ริมฝีปากสั่นไหว ทว่าไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา
ทั้งชีวิตนี้เขาไม่มีวันลืม ่เวลาที่พบบุตรสาวของเขา
บุตรสาวของเขาสีหน้าซีดเผือดราวกับคนตาย ร่างกายของนางมีเพียงผ้าสีม่วงปิดคลุม ไหล่ขาวเปลือยเปล่าเต็มไปด้วยาแ และรอยประทับตราสีม่วงที่ทิ่มแทงดวงตาของเขา...
เขาเป็บุรุษ ย่อมรู้ว่านั่นหมายถึงสิ่งใด
บุตรสาวของเขา ลูกที่แสนรักยิ่งของเขา ถูกคนย่ำยีแล้ว!
เขาคลุ้มคลั่ง...
คนทั้งคนกลายเป็บ้า
พริบตานั้น เขาฆ่าคนที่ผลักประตูเปิดเข้ามาภายในกระบี่เดียว!
ทว่าก็ไร้ประโยชน์! ทุกอย่างสายเกินไปแล้ว
เื่ราวของมู่อันเหยียนที่มั่วโลกีย์ในหอนางโลม กระจายไปทั่วทุกตรอกซอกซอย
ธิดา์ผู้เคยน่าภาคภูมิใจพลันตกนรกทั้งเป็
...
ไม่จำเป็ต้องพูดสิ่งใดอีก ฮวาเหยียนรู้คำตอบอยู่แล้ว ในหอนางโลมคืนนั้น มู่อันเหยียนสูญเสียความบริสุทธิ์ของตนเองไป
“ท่านพ่อ เป็ผู้ใด?”
ฮวาเหยียนถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
“ไม่รู้ พ่อเองก็ไม่รู้ พ่อหาคนผู้นั้นไม่เจอ เขาหายตัวไป ไม่มีใครรู้ว่าเป็ผู้ใดที่ทำร้ายเ้า ลูกรัก เป็พ่อเองที่ไร้ความสามารถ”
ดวงตาของมู่เอ้าเทียนเต็มไปด้วยความเสียใจเพราะความผิดพลาดในอดีตและการตำหนิตนเอง นั่นทำให้หยาดน้ำตาของฮวาเหยียนร่วงหล่นดั่งสายฝน หัวใจของนางเ็ปมากเกินไปแล้ว
อันที่จริงนางเป็เพียงผู้ชมคนหนึ่ง ทว่าเมื่อได้ฟังเื่ราวโดยละเอียด ใจของนางเจ็บจนมิอาจฟื้นฟูได้เอง นับประสาอันใดกับคนที่เกี่ยวข้อง
“ท่านพ่อ มิใช่ความผิดของท่าน”
ฮวาเหยียนเอื้อมมือออกไป กอดมู่เอ้าเทียน ดึงความอบอุ่นที่ใหญ่ที่สุดของนางออกมาเพื่อปลอบโยนแม่ทัพผู้มีาแเืซึม ปลอบโยนท่านพ่อที่จิตใจเป็แผล
“ท่านพ่อ แล้วฉิงคงเล่า?”
สาวใช้ข้างกายผู้นั้นหายไปที่ใด?
มู่อันเหยียนเกิดเื่เช่นนี้ขึ้น แล้วตัวนางเล่า?
“สลบอยู่ห้องข้างๆ ไม่รู้เื่ใดสักนิด”
มู่เสวียนเย่พูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
ดังนั้นฉิงคงจึงไร้กำลังปกป้องเ้านาย
“สลบหรือ? เป็ไปได้อย่างไร?”
ฮวาเหยียนไม่เข้าใจ
มู่อันเหยียนและฉิงคงผู้เป็สาวใช้ข้างกาย เข้าไปในหอหมื่นบุปผาด้วยตนเอง มิได้มีผู้ใดบังคับหรือจับพวกนางเป็ตัวประกัน สุดท้ายเมื่อเื่ราวถูกเปิดเผย มู่อันเหยียนสูญเสียความบริสุทธิ์ แต่กลับไม่รู้ว่าบุรุษผู้นั้นเป็ใคร อีกทั้งฉิงคงยังสลบไสลและถูกโยนไว้ห้องข้างๆ
ไม่ว่าจะคิดอย่างไร ย่อมเป็การสมรู้ร่วมคิด
และเป็การสมคบคิดที่เชื่อมโยงถึงกัน
ความสงสัยและการคาดเดาในดวงตาของฮวาเหยียนส่องสะท้อนเข้าไปในดวงตาของมู่เอ้าเทียนกับมู่เสวียนเย่ ความสงสัยของนาง จะมิใช่ความสงสัยและไม่เข้าใจเช่นเดียวกับพวกเขาได้อย่างไร?
“น้องหญิง เื่ที่เกิดขึ้นกับเ้า ท่านพ่อและข้าย่อมตรวจสอบอย่างถึงที่สุด คนในจวนและคนที่อยู่ในหอนางโลมทุกคนล้วนถูกสอบสวน ทว่าคำตอบที่ออกมาล้วนเป็เ้าที่ออกจากจวนด้วยตนเองพร้อมกับฉิงคง เข้าประตูหลังของหอหมื่นบุปผา และเข้าไปในห้อง...
ทั้งหมดนี้ล้วนมีหลักฐานและพยานพบเห็น ทหารยามในจวนเห็นเ้ากับฉิงคงออกไปด้วยกัน ในหอหมื่นบุปผาก็มีสองสามคนที่พบเห็นหน้าเ้า แต่คิดว่าเ้าเป็หนึ่งในแม่นางของหอ จึงมิได้หยุดเ้าไว้ ทว่าพวกเขาก็ยืนยันว่าพวกเ้าเข้าไปด้วยตนเอง
ไม่มีจุดบกพร่อง ไม่มีเงื่อนงำ แม้ท่านพ่อกับข้าจะอยากตรวจสอบก็มิรู้จะเริ่มจากที่ใด...”
มู่เสวียนเย่กล่าวอย่างเนิบช้า
ทว่าฮวาเหยียนรู้สึกแปลกประหลาดเป็อย่างยิ่ง
“ข้ามิได้พูดอันใดหลังจากเหตุการณ์นั้นเลยหรือเ้าคะ?”
ฮวาเหยียนถามขึ้นอีกครั้ง
“เ้ากับฉิงคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหตุใดจึงออกจากจวนและไปปรากฏตัวยังที่แห่งนั้น...”
ท้ายเสียงของมู่เอ้าเทียนหนักอึ้งจนกระทั่งสิ้นสุดลง
“เหตุใดจึงเป็เช่นนั้นได้?”
ฮวาเหยียนประหลาดใจยิ่ง!
หรือว่าเป็การเดินละเมอ? หรือถูกควบคุมโดยบางสิ่ง? มิเช่นนั้นนางจะตื่นขึ้นมาโดยที่จำมิได้ว่าเกิดอันใดขึ้นกับตนเองได้อย่างไร?
มู่เอ้าเทียนและมู่เสวียนเย่เองก็ส่ายหัว ยามนั้นพวกเขาตรวจสอบอย่างบ้าคลั่ง แต่กลับไม่พบเบาะแสใดสักนิด เป็พวกนางสองคนที่ออกจากจวนและเข้าไปยังหอหมื่นบุปผาด้วยตนเอง หลังจากนั้นข่าวลือน่ารังเกียจก็แพร่กระจายหนักขึ้นเรื่อยๆ กล่าวว่ามู่อันเหยียนนัดพบบุรุษที่หอนางโลม ภายนอกมีท่าทีสูงส่ง ทว่าภายในกลับเป็หญิงสำส่อนมากบุรุษ...ล้วนคือคำพูดไม่น่าฟัง
ภายหลัง องค์รัชทายาทก็ทรงถอนหมั้น ยุติการอภิเษกสมรส
ธิดา์ตกนรกชั่วกัปชั่วกัลป์ ทุกคนล้วนก่นด่า ท้ายที่สุดมู่อันเหยียนก็หนีออกจากจวน...
เื่ราวที่เกิดขึ้นเมื่อสี่ปีก่อน เวลานี้ฮวาเหยียนเข้าใจแล้วทั้งสิ้น าแที่ยังมีโลหิตหยดซึมถูกฉีกออกต่อหน้า นางนึกไม่ออกเลยว่ามู่อันเหยียนข้ามผ่านมันมาได้เยี่ยงไร
แต่ถึงอย่างไรก็คล้ายว่ามีบางสิ่งที่ถูกนางมองข้ามไป ทว่ามันคือสิ่งใด?
ฮวาเหยียนหรี่ตาลงครุ่นคิด นางนำข้อมูลที่เป็ประโยชน์มาเรียงร้อยต่อกัน “อย่างแรก เหตุใดข้ากับฉิงคงจึงออกจากจวนและเข้าไปยังหอนางโลมด้วยตนเอง? ทั้งหลังจากเกิดเื่ก็ยังมิอาจอธิบายได้ว่าเกิดอันใดขึ้น? นี่นับเป็เื่ราวอันใด?
อย่างที่สอง...!”
