งานเลี้ยงฉลองวันเกิดกินเวลามาถึงตอนสี่ทุ่มจึงได้จบลง ระหว่างนี้ไป๋เหวินหลิงยกเหล้าดื่มเพื่อขอบคุณหวางไป่ว่านที่ให้เช่าที่ดิน T1 ไปไม่น้อย ถ้าซูฮ่าวไม่เข้าไปประคอง คงเดินไม่ไหวแน่ๆ
เพื่อความปลอดภัย ซูฮ่าวจึงประคองไป๋เหวินหลิงขึ้นไปบนที่นั่งข้างคนขับของรถพอร์เชอ และหลังจากติดเข็มขัดนิรภัยให้เธอเรียบร้อยแล้ว เขาก็ขับรถพาเธอกลับบ้าน
นี่คือบ้านเดี่ยวหลังหนึ่งที่้ามีพื้นที่กว้างขวาง ตรงกลางมีสวนดอกไม้ส่วนตัว ด้านล่างมีห้องใต้ดิน ซึ่งเป็บ้านเดี่ยวที่มีความเป็ส่วนตัวสูงมาก
ซูฮ่าวจอดรถแล้วช่วยประคองไป๋เหวินหลิงลงจากรถ
ตอนนี้เธอยังเหลืออาการมึนเมาอยู่บ้าง ดวงตาที่ปกติแล้วจะร่าเริงคู่นั้น ในเวลานี้ดูเหม่อลอยราวน้ำพุที่ลึกจนมองก้นไม่เห็น
ใบหน้าที่ขาวใสนั้นแดงระเรื่อ ผมที่เดิมทีเป็ระเบียบเรียบร้อยก็ยุ่งเหยิง ไม่มีท่าทางที่นิ่งขรึมเรียบร้อยเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว แต่ทำไมกัน ถึงละสายตาไปไม่ได้เลย
หากเขาชาติก่อนได้เห็นสีหน้าเมามายอันแดงเรื่อของไป๋เหวินหลิงแบบนี้ ซูฮ่าวคงถือปืนบุกเข้าไปคว้าตัวเธอมาในทันทีแล้ว
แต่ชาตินี้ซูฮ่าวที่เผชิญหน้ากับสถานการณ์นี้ที่แม้มีความปรารถนาอันเร่าร้อนรุมเร้าใจ แต่กลับไม่มีความคิดที่จะล่วงเกินเธอแม้แต่น้อย
เกิดใหม่ชาตินี้ ซูฮ่าวก็รู้ั้แ่แรกว่าอะไรเป็ของเขา อะไรไม่ใช่ของเขา
ซูฮ่าวหยิบกุญแจออกมาจากกระเป๋าของเธอ เปิดประตูบ้านเดี่ยว แล้วประคองเธอไปนอนบนโซฟาอย่างระมัดระวัง
“ดื่มไม่ได้ก็ยังดื่มมากอีก ผู้หญิงอย่างเธอนี่ช่างอวดเก่งจริงๆ ” ซูฮ่าวถอนหายใจเล็กน้อย และกำลังจะไปที่ห้องอาบน้ำเพื่อหยิบทิชชูเปียกมาเช็ดเหงื่อให้ไป๋เหวินหลิง
แต่ยังไม่ทันได้ลุกขึ้น มือที่ขาวใสดั่งหยกก็ยื่นออกมาจับแขนของเขาไว้ทันที
ซูฮ่าวใ และหันกลับไปมอง สายตาของไป๋เหวินหลิงเหม่อลอย แล้วกระโจนเข้ามาในอ้อมอกของเขาทันที
ริมฝีปากสีสดและอ่อนนุ่มนั้นราวกับเชอร์รีที่สุกงอม ทำให้อดอยากบรรจงจูบไม่ได้
“เธอคงจะไม่ได้อยากมีอะไรกับฉันตรงนี้หรอกนะ?” ซูฮ่าวเห็นใบหน้าน้อยๆ ของไป๋เหวินหลิงเข้ามาใกล้ทุกที กลิ่นหอมปนกลิ่นสุราลอยมาทำให้หางตาของเขากระตุก
ไม่ได้!
เขาคือผู้ชายที่สำรวมคนหนึ่ง จะฉวยโอกาสตอนเธอเมาไม่ได้ ถึงแม้นี่จะเป็การถูกรุกก่อนก็เถอะ!
ซูฮ่าวสูดหายใจลึก และตบหน้าไป๋เหวินหลิงเบาๆ เพื่อให้เธอสร่างเมา
แต่ที่คาดไม่ถึงคือ พอตบไปเบาๆ แล้ว ไป๋เหวินหลิงก็อ้าปาก แล้วอ้วกรดลงบนตัวของซูฮ่าวทันที
ทันใดนั้นเสื้อผ้าทั้งตัวของซูฮ่าวก็เต็มไปด้วยอ้วกของเธอ ซึ่งดูแล้วน่าสะอิดสะเอียนมาก
“นี่ฉันทำกรรมอะไรไว้เนี่ย?” ซูฮ่าวหัวเราะอย่างขมขื่น และหยิบกระดาษทิชชูเช็ดปากให้ไป๋เหวินหลิง หลังจากที่ทำความสะอาดเศษอ้วกแล้ว ก็เดินเข้าไปในห้องอาบน้ำ
ตอนที่เขาออกมาอีกครั้ง ก็เปลี่ยนเป็เสื้อผ้าชุดใหม่เสร็จเรียบร้อย
แต่ตอนนี้ดวงตาของไป๋เหวินหลิงที่ชวนหลงใหลของเธอค่อยๆ หลับลงแล้ว ทั้งตัวปล่อยกลิ่นอายที่มีเสน่ห์ออกมา เหมือนจะหลับแต่ไม่หลับ ช่างทำให้หวั่นไหวเสียจริงๆ
ท่าทางนั้นไม่เหมือนคนที่เพิ่งจะอ้วกแม้แต่น้อย
ซูฮ่าวเดินมาตรงหน้าเธอ ครุ่นคิดในใจอยู่สักพัก ก่อนจะใช้ทิชชูเปียกเช็ดปากให้เธอ หลังจากนั้นก็อุ้มเธอเข้าไปในห้องนอน
ต่อมาซูฮ่าวก็เดินไปที่ห้องครัว เขาทำน้ำแกงสร่างเมาเองหนึ่งชาม และป้อนเธอ ก่อนปิดประตูเบาๆ และกลับห้องของตนเอง
ภายในห้องบนโต๊ะเครื่องชงชาวางอยู่อย่างตามใจชอบ ม้านั่งกระจัดกระจาย เสื้อผ้าที่เปลี่ยนแขวนไว้ตรงหัวเตียง ผ้าห่มยุ่งเหยิง หนังสือระเกะระกะ ทั้งโต๊ะดูไม่เป็ระเบียบ
ซูฮ่าวใด้วยสีหน้าที่ดูจนปัญญา
เราในชาติก่อนนี่ ใช้ชีวิตได้น่าสมเพชจริงๆ
เขาส่ายหน้า ม้วนแขนเสื้อขึ้น และทำความสะอาดทั้งห้องั้แ่ในไปถึงนอก แบบนี้ถึงจะรู้สึกสบายขึ้นมาหน่อย
“แจ้งเตือนจากระบบ แต้มเสแสร้งเต็มหนึ่งร้อยแต้ม ไม่ทราบว่าโฮสต์จะจับรางวัลไหม?”
ซูฮ่าวหยุดชะงัก พยักหน้ากล่าวว่า “จับ!”
“ใช้แต้มเสแสร้งหนึ่งร้อยแต้มเพื่อจับรางวัลเรียบร้อยแล้ว ยอดแต้มเสแสร้งคงเหลือสี่สิบแต้ม” เสียงของระบบดังขึ้น ในขณะเดียวกันตรงหน้าของซูฮ่าวพลันปรากฏรูเล็ตต์ขนาดใหญ่ขึ้นมา เข็มนั้นกำลังหมุนอย่างรวดเร็ว
สักพักเข็มก็หยุดอยู่บนสิ่งของที่เป็ทรงกลม
“ติ๊งต่อง ยินดีด้วยจับได้ยาล้างไขกระดูก!”
“ยาล้างไขกระดูก?” ซูฮ่าวมีใบหน้างงงวย และมองไปที่คำอธิบายที่อยู่ข้างๆ แล้ว
(ยาล้างไขกระดูก : หลังจากคนธรรมดากินแล้ว ก็โกนขนล้างไขกระดูก กลับไปเกิดใหม่ทำให้เส้นลมปราณเญิ่นตูสองเส้นทะลุหากัน และก้าวเข้าสู่ทางของนักรบโบราณได้)
ซูฮ่าวอ่านคำอธิบายจบแล้ว ก็หยุดชะงัก ใบหน้าเต็มไปด้วยอาการตื่นเต้น
ในฐานะคนที่เป็ทายาทสายตรงของตระกูลซูแห่งมณฑลจิงหลิง โลกที่เขาเข้าใจก็กว้างใหญ่กว่าคนธรรมดามาก เป็ปกติที่จะรู้ถึงการดำรงอยู่ของนักรบโบราณ
นักรบโบราณ คือคนที่ร่ำเรียนศิลปะการต่อสู้ ฝึกจิตให้แน่วแน่ เลี้ยงลมปราณ ฝึกฝนกล้ามเนื้อ และยกระดับจิติญญา
เส้นทางแห่งวรยุทธโบราณ เริ่มต้นด้วยผู้บำเพ็ญตนที่มีพรแสวง ยอดฝีมือที่มีพร์คือการออกเดินทาง อัจฉริยะคือบรรลุถึงขั้นปรมาจารย์ฮั่วจิ้ง ผู้ที่มีพร์ก็บรรลุถึงขั้นปรมาจารย์์จี๋จิ้ง ผู้มีพร์ล้ำเลิศบรรลุถึงจุดสุดยอดของวรยุทธโบราณได้ นั่นคือปรมาจารย์เซียนเฉินจิ้ง!
“ระดับวรยุทธโบราณ : ผู้ที่มีพรแสวง ยอดฝีมือที่มีพร์ ปรมาจารย์ฮั่วจิ้ง ปรมาจารย์์จี๋จิ้ง ปรมาจารย์เซียนเฉินจิ้ง”
ขอบเขตของวรยุทธโบราณทุกๆ ขอบเขตแบ่งเป็่แรก ่กลาง ่หลัง และ่สุดยอด ทั้งหมดสี่่ ผู้ที่ยิ่งสูงขึ้น กำลังก็ยิ่งแข็งแกร่ง
หาก้ากลายเป็นักรบโบราณ อันดับแรกต้องทำให้เส้นลมปราณเญิ่นตูสองเส้นทะลุถึงกัน หากพวกมันทะลุถึงกันแล้ว เส้นลมปราณแปดเส้นก็จะทะลุถึงกัน เส้นลมปราณร้อยเส้นก็ทะลุถึงกัน สามารถเข้าไปและปรับคุณภาพร่างกายให้ดีขึ้น เอ็นกับกระดูกแข็งแรงขึ้น และกระตุ้นการหมุนเวียน
หลังจากที่เส้นลมปราณเญิ่นตูสองเส้นทะลุถึงกันแล้ว ก็ฝึกวรยุทธตันเถียนได้ การฝึกพลังลมปราณ นำเอาธรรมชาติแห่งฟ้าดินมาผนึกจิติญญา เพื่อให้ได้รับพลังและความเร็วที่เหนือกว่าคนปกติ
แต่น่าเสียดายที่ซูฮ่าวถูกตรวจพบว่าเส้นลมปราณอุดตันมาั้แ่เด็กๆ เส้นลมปราณเญิ่นตูสองเส้นถูกทำให้ทะลุถึงกันได้ยากมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการฝึกวรยุทธตันเถียน และกลายเป็นักรบโบราณ
“ต่างก็พากันบอกว่าเมื่อบรรลุถึงขั้นปรมาจารย์เซียนเฉินจิ้ง ฝุ่นแค่เม็ดเดียวก็เติมมหาสมุทรได้ หญ้าต้นเดียวตัดดาวได้ ทลายอากาศได้ และกลายเป็เซียนในที่สุด หากฉันได้เป็นักรบโบราณและบรรลุถึงขั้นปรมาจารย์เซียนเฉินจิ้งได้ เช่นนั้นโลกใบนี้จะมีอะไรบดบังดวงตาของฉันได้อีก?” ซูฮ่าวใจเต้นแรง และหายใจเร็วถี่
ชาติก่อนเขาที่ผ่านอุปสรรคต่างๆ มาสิบปีแล้วเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า บนโลกใบนี้คนอ่อนแอทำได้แค่ไหลไปตามกระแสคลื่น ถูกโชคชะตาพัดพาไป มีแค่คนที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะทำตามใจ และควบคุมโชคชะตาของตนเองได้
หากชาตินี้เขา้ากู้ความผิดพลาดในอดีตกลับคืนมา และปกป้องคนที่เขารักไว้ เช่นนั้นเขาต้องกลายเป็คนที่แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
หากก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งวรยุทธโบราณ ก็มีกำลังได้ พอมีกำลัง ก็มีพื้นฐานที่จะกลายเป็คนที่แข็งแกร่งได้
ซูฮ่าวข่มอารมณ์ตื่นเต้นและดีใจเอาไว้ เขาให้ระบบนำยาล้างไขกระดูกออกมา
เขามองเม็ดยากลมและโปร่งใสที่อยู่ในมือเม็ดนี้พลางสูดหายใจเข้าลึกๆ หลังจากนั้นก็กลืนยาล้างไขกระดูกลงไปโดยไม่ลังเลแม้แต่นิด
่ที่ยาเข้าปาก มันก็กลายเป็พลังงานแปลกประหลาด ที่หลั่งไหลไปตามส่วนต่างๆ ในตัวของซูฮ่าวแล้ว
แรงดึงดูดค่อยๆ กระจายออกมาจากตัวเขา ดอกไม้ใบหญ้าที่อยู่ด้านนอกบ้านพลิ้วไหว กระแสอากาศสีเขียวที่เหมือนเส้นใยหลั่งไหลออกมาจากฟ้าดิน และไหลเข้าสู่ร่างกายของซูฮ่าวไม่หยุด
ตามด้วยการเพิ่มขึ้นของแรงดึงดูด รูขุมขนทั่วทั้งตัวของซูฮ่าวขยายออก ราวกับหลุมที่ไม่มีก้น ดูดเอากระแสอากาศสีเขียวอย่างบ้าระห่ำ
ลมปราณที่อุดตันของเขาถูกกระแสอากาศสีเขียวทำให้ทะลุถึงกัน ต่อมาภายในร่างกายมีการโคจรของจุลจักรวาล ทำให้ลมปราณ อวัยวะ และโครงกระดูกภายในตัวของเขาแข็งแกร่งขึ้น
เวลาไหลผ่านไปทุกนาทีทุกวินาที กระแสอากาศสีเขียวไหลเข้าสู่ตัวไม่หยุด ซูฮ่าวรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าตัวเขาเบาลงมาก โดยเฉพาะในร่างกายที่เต็มไปด้วยพลังนี้ ราวกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าถาวร
ในขณะเดียวกันคราบสกปรกสีดำเข้มที่มีกลิ่นเหม็นอย่างยิ่งจำนวนมากก็ถูกขับออกมาจากรูขุมขนของเขา
“โกนขนล้างไขกระดูก ขจัดสิ่งสกปรกในร่างกาย… ” ดวงตาทั้งคู่ของซูฮ่าวเปล่งประกาย เขาอ้าปากพ่นอากาศสกปรกสีดำกลุ่มหนึ่งออกมา และชำเลืองมองคราบเหงื่อสีดำที่อยู่บนเสื้อผ้าของตนเอง บนใบหน้าเขาระบายไปด้วยความตื่นเต้นฮึกเหิม
หลังจากที่ผ่านการโกนขนล้างไขกระดูกแล้ว การได้ยินและการมองเห็นของเขาก็ถูกยกระดับขึ้นมาด้วย
เขามองผ่านหน้าต่าง แล้วเห็นวัตถุที่อยู่ในความมืด และได้ยินเสียงหนอนที่อยู่ภายในระยะยี่สิบสามเมตรได้อย่างชัดเจน
หลังจากที่กระแสอากาศสีเขียวสุดท้ายเข้าสู่ร่างกายของเขาแล้ว ระบบก็ประกาศว่าการโกนขนล้างไขกระดูกเสร็จสิ้นแล้ว
ซูฮ่าวยืนขึ้นบิดแขนสักหน่อย แล้วเสียงที่เหมือนผัดถั่วก็ดังขึ้น
เขากำหมัด แล้วรู้สึกว่าพลังที่เดือดพลุ่งพล่านอยู่ในตัวแข็งแกร่งมาก
“นี่ก็คือสภาวะหลังจากกลายเป็นักรบโบราณหรือ?” ซูฮ่าวมองไปรอบๆ ตัว ั์ตามีแสงแวบผ่าน เขาต่อยหมัดออกไปทันที และโดนบนผนังโดยตรง
“แกรก!”
หลังจากต่อยออกไปหนึ่งหมัด ผนังห้องก็สั่นไหวอย่างรุนแรง รอยหมัดที่ไม่ลึกไม่ตื้นปรากฏอยู่บนผนัง และดูสะดุดตามาก
รอยหมัดนั้น ประกอบเป็รอยแยกเหมือนตาข่ายใยแมงมุม
สถานการณ์นี้ทำให้ดวงตาของซูฮ่าวหดลง และอดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้า
แค่ต่อยออกไปตามอำเภอใจ คิดไม่ถึงว่าจะแรงจนผนังเป็อย่างนี้ หากต่อยสุดแรง เกรงว่าผนังคงทะลุเลย
“ผู้บำเพ็ญตนที่มีพรแสวงในฐานะขอบเขตเริ่มต้นของวรยุทธโบราณ มีพลังห้าล้านกิโลกรัม แค่เดินพลังลมปราณก็ทำให้หินแตกออกได้ ฉีกเสือและเสือดาวทั้งเป็ได้ ตอนแรกก็คิดว่าคือคำพูดนี้เกินจริงไปหน่อย แต่คิดไม่ถึงว่าจะเป็ความจริง” ซูฮ่าวใจเต้นแรง ั์ตาเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
เมื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งวรยุทธโบราณ ก็แสดงว่าเขามีความสามารถที่จะปกป้องตนเองแล้ว กำลังยิ่งยกระดับขึ้น โลกที่เขาควบคุมได้ก็จะยิ่งใหญ่ขึ้น
สักวันเขาจะยืนอยู่ในจุดสุดยอดของโลก มองดูทุกอย่างจากที่สูง และมอบทั้งใต้หล้าให้เธอคนนั้น
ซูฮ่าวเดินเข้าห้องอาบน้ำด้วยจิตใจที่ตื่นเต้น ชำระล้างหมดั้แ่หัวจดเท้า
หลังจากที่เขาออกมาจากห้องอาบน้ำ ก็เปลี่ยนไปเหมือนเป็คนใหม่ ผิวพรรณละเอียดเป็ยองใย ใบหน้ายิ่งขาวสะอาด ดวงตาที่ดำสนิทราวกับมองทะลุทุกอย่างได้
ซูฮ่าวมองเวลาก็พบว่าห้าทุ่มแล้ว เขายักไหล่เตรียมจะขึ้นเตียงนอน
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก!”
เวลานี้ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างกะทันหัน
ซูฮ่าวผงะเล็กน้อย แต่ก็ยังเดินไปเปิดประตู
ทันใดนั้นร่างที่คลุมชุดคลุมอาบน้ำร่างหนึ่งก็สะท้อนเข้าสู่ม่านตา
ดวงตาที่ใสแจ๋ว คิ้วใบหลิวที่โก่ง ขนตาที่ยาวสั่นไหวเล็กน้อย ผิวพรรณที่ขาวใสมีสีแดงอ่อนๆ ริมฝีปากที่บางสดและอ่อนนุ่มเหมือนดอกกุหลาบ
“เธอตื่นแล้วหรือ?”
“อืม” ผมที่ดำขลับของไป๋เหวินหลิงย้อยลงประบ่าเหมือนน้ำตก ใบหน้ามีสีแดงอ่อนๆ
“วันนี้ขอบคุณนายมากที่ช่วยให้ฉันได้ที่ดิน T1 และก็ขอบคุณที่ช่วยพาฉันกลับมา แล้วก็ขอบคุณที่ต้มน้ำแกงสร่างเมาให้ฉันด้วย”
ซูฮ่าวโบกมือ และหัวเราะเล็กน้อย “เธอคือคู่หมั้นของฉัน เป็สิ่งที่ฉันควรทำทั้งนั้น อ้อ ตอนที่เพิ่งจะประคองเธอกลับมา เธออ้วกใส่ฉันไปครั้งหนึ่งด้วย ตอนนี้ท้องน่าจะว่าง จะให้ฉันทำบะหมี่ให้เธอไหม?”
เมื่อคำพูดนี้พูดออกมา ร่างที่อรชรของไป๋เหวินหลิงพลันสั่นเทา น้ำตาคลออยู่บนดวงตาทั้งคู่ของเธอ
เธอเคยปรารถนานับครั้งไม่ถ้วนที่จะมีคนที่รักเธออย่างแท้จริง เข้าใจเธอเป็ห่วงเธอ และปกป้องเธอสักคนอยู่ข้างกาย แต่เธอไม่เคยคิดว่าคนคนนั้นจะเป็ซูฮ่าว
เธอกลัวว่านี่จะเป็ความฝัน กลัวว่าพรุ่งนี้พอตื่นขึ้นมา ซูฮ่าวจะกลับไปเป็คุณชายเสเพลที่ยโสโอหังคนนั้น
“หรือว่าไม่สบาย?” พอเห็นไป๋เหวินหลิงไม่พูด ซูฮ่าวก็ถามอย่างเป็ห่วง
“ในงานเลี้ยงเธอดื่มเหล้ามากไปหน่อยจริงๆ น้ำแกงสร่างเมาแค่หนึ่งชามคงจะไม่พอ หรือจะให้ฉันไปหาหมอที่โรงพยาบาลเป็เพื่อนเธอ?”
“ฉันไม่เป็ไร… ” ไป๋เหวินหลิงรู้สึกตื้นตัน เธอส่ายหน้า สายตาก็มองไปที่ซูฮ่าว นานมากกว่าจะถามว่า “ซูฮ่าว หลังจากนี้นาย… จะเหมือนกับวันนี้ไหม?”
ซูฮ่าวหยุดชะงัก อ้าปากค้าง เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร
หรือว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของเขาในวันนี้ ในสายตาของไป๋เหวินหลิงเป็แค่การเฮฮาผสมโรง เพื่อแสวงหาความตื่นเต้น
หรืออาจเป็เพราะเขาในเมื่อก่อนทำให้ไป๋เหวินหลิงผิดหวังอยู่บ่อยๆ ทำให้เธอไม่รู้สึกถึงความรู้สึกที่ปลอดภัย ดังนั้นตอนที่เผชิญหน้ากับเขาที่ไม่เหมือนเดิมในวันนี้ เธอก็แยกไม่ออกแล้วว่าเขาดีหรือร้าย
“เหวินหลิง ฉัน … ”
“ดึกแล้ว นอนเถอะ” ยังไม่รอให้ซูฮ่าวพูดอะไร ไป๋เหวินหลิงก็หันหลังเดินไปทางห้องของเธอ
่ที่ไป๋เหวินหลิงหันหลัง ซูฮ่าวราวกับเห็นสีหน้าที่หม่นหมองของเธอ
อาจจะเป็เพราะความลังเลของเขา จึงทำให้ไป๋เหวินหลิงผิดหวังอีกแล้ว
ซูฮ่าวมองด้านหลังที่ค่อยๆ ไกลออกไปของไป๋เหวินหลิง เขาอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ยังคงไม่พูด
เขาไม่ปรารถนาที่จะให้เธอเห็นเขาเป็ที่พึ่งไปทั้งชีวิตเพียงเพราะคำพูดของเขา
เพราะคนที่เขารักที่สุด สุดท้ายก็ไม่ใช่ไป๋เหวินหลิง
ในตอนที่ให้คำตอบที่แน่ชัดไม่ได้ เขาเลยเลือกที่จะเงียบ บางทีอาจจะเป็วิธีการตอบที่ดีที่สุด…
