บทที่ 166 ขั้นตงซวน
“น่าเสียดายที่วิธีการสร้างแสงกำบังใสอวิ๋นลัวนี้ได้หายสาบสูญไปนานแล้ว มิเช่นนั้นหากสามารถสร้างมันเพื่อนำมาแจกจ่ายให้กับผู้าุโในตระกูลได้ ตระกูลลู่ของเราคงกลายเป็ขุมอำนาจที่ยิ่งใหญ่อันดับหนึ่งรองจากตำหนักมหาเทพทันที!” ผู้เฒ่ารองลู่หงชางกล่าวด้วยความอิจฉาระคนเสียดาย
ผู้เฒ่าใหญ่กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ฝันกลางวันอะไรของเ้า แม้แต่ในยุคาที่ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ก็ไม่เคยได้ยินว่ามีขุมอำนาจใดที่วางแผนได้ฟุ่มเฟือยถึงเพียงนี้ นี่มันเื่เพ้อเจ้อชัดๆ!”
ลู่เหว่ยจุนหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า “เป็เช่นนั้นจริงๆ เท่าที่ข้ารู้มา แสงกำบังใสอวิ๋นลัวที่ยังแพร่หลายอยู่ในโลกภายนอกมีเพียงสามชิ้นเท่านั้น!”
ขณะนี้ลู่อวี่ได้ผ่านทัณฑ์สายฟ้าไปแล้วทั้งสิ้นสิบห้าครั้ง ต่อให้มีแสงกำบังใสอวิ๋นลัวคุ้มครองแสงเทพคุ้มครองประจำตัวอีกชั้นคงไม่อาจต้านทานได้ ทว่าลู่อวี่จะสิ้นไร้ไม้ตอกถึงเพียงนี้ได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นนอกจากสูญเสียพลังปราณและพลังเวทบางส่วนไปกับการซ่อมแซมแสงเทพคุ้มครองสองสามครั้งแล้ว ก็แทบจะไม่ปรากฏการใช้พลังทำสิ่งใดเพิ่มเติม แม้จะยังเหลือทัณฑ์สายฟ้าอานุภาพร้ายกาจสามสายอยู่ ก็ไม่จำเป็ต้องกังวล
ยามที่ทัณฑ์สายฟ้าครั้งที่สิบหกฟาดผ่าลงมา ลู่อวี่ก็ปลดปล่อยกระบี่บินออกไป แล้วใช้ ‘กระบี่ทะลวงฟ้า’ กระบวนท่าแรกของ ‘คัมภีร์กระบี่ไร้เทียมทาน’ แปรสภาพเป็กระบี่แสงทะลวงฟ้าพุ่งทะยานออกจากสถานที่เก็บตัวบำเพ็ญเพียรของตนเองในเสี้ยวพริบตา กระบี่ทั้งสองปะทะกันจนเกิดแสงสีขาวสว่างเจิดจ้าเป็วงกว้าง ตามมาด้วยเสียงอสนีบาตดังอึกทึกครึกโครมไปทั่ว
แม้กระบี่แสงดังกล่าวจะแข็งแกร่งยิ่งนัก แต่ไม่อาจทำลายทัณฑ์สายฟ้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ กระนั้นอานุภาพของทัณฑ์สายฟ้าที่เหลืออยู่ก็เบาบางจนแทบไม่ส่งผลต่อตัวลู่อวี่ เขาไม่ต้องขยับตัวก็สามารถผ่านพ้นทัณฑ์สายฟ้าดังกล่าวไปได้ ทว่าแสงเทพคุ้มครองของเขากลับได้รับการขัดเกลาอย่างหนักหน่วง
ด้วยเหตุนี้ยามที่ทัณฑ์สายฟ้าครั้งที่สิบเจ็ดฟาดผ่าลงมา ลู่อวี่จึงใช้วิธีการเดิม แม้จะต้องแบกรับความกดดันที่มากขึ้น ทว่าผ่านไปได้อย่างปลอดภัย
ขณะนี้เหลือเพียงทัณฑ์สายฟ้าครั้งสุดท้าย คนตระกูลลู่ต่างก็มีสีหน้ายินดีปรีดา เมื่อเห็นลู่อวี่ผ่านทัณฑ์สายฟ้าสิบเจ็ดสายก่อนหน้าไปอย่างง่ายดาย พวกเขาเชื่อว่าแม้ทัณฑ์สายฟ้าครั้งสุดท้ายจะทรงพลานุภาพมากที่สุด แต่ลู่อวี่ที่สามารถผ่านทัณฑ์สายฟ้าสิบเจ็ดสายก่อนหน้ามาได้อย่างสบายๆ ย่อมต้องมีวิธีรับมืออย่างปลอดภัย
แล้วก็เป็อย่างที่พวกเขาคาดการณ์เอาไว้จริงๆ เมื่อทัณฑ์สายฟ้าฟาดผ่าลงมาเป็ครั้งสุดท้าย แม้มันจะมีขนาดมหึมาราวกับถังน้ำ แต่ลู่อวี่ก็ใช้เคล็ดวิชา ‘นิ้วทะลวงฟ้า’ สลายทัณฑ์สายฟ้านั้นได้โดยตรง จนผ่านด่านเคราะห์ได้อย่างปลอดภัย
เมื่อทัณฑ์สายฟ้าหายไป บริเวณที่ลู่อวี่เก็บตัวบำเพ็ญเพียรก็เกิดแรงกดดันิญญาที่รุนแรงขึ้นสายหนึ่ง แรงกดดันนั้นพรั่งพรูออกมา ทว่าลู่อวี่ที่ผ่านทัณฑ์สายฟ้าโดยไม่มีาแใดๆ ในการเลื่อนระดับขั้นพลังในครั้งนี้ สามารถควบคุมพลังของตนเองได้ในพริบตาเดียว หากเป็ชาติก่อนที่ลู่อวี่ใช้โอสถวิเศษเพื่อเพิ่มระดับขั้นพลังของตนเอง การควบคุมพลังปราณและพลังเวทของเขานับได้ว่าเละเทะยิ่งนัก หลังจากเลื่อนระดับขั้นพลังได้ ก็ไม่สามารถควบคุมพลังที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันได้ทันที แต่ตอนนี้แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าลู่อวี่จะใช้โอสถวิเศษช่วยในการฝึกฝนอยู่ไม่น้อย ทว่านั่นเป็เพียงตัวช่วยเสริมเท่านั้น พลังปราณและพลังเวททั้งหมดของเขามาจากการฝึกฝนอย่างหนัก ไม่สามารถเอาไปเปรียบเทียบกับชีวิตเมื่อชาติก่อนได้
การเลื่อนระดับขั้นพลังของนายน้อยลู่สู่ขอบเขตตงซวนเป็เื่ใหญ่ แล้วตระกูลลู่จะไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ได้อย่างไร ลู่เหว่ยจุนถ่ายทอดคำสั่งให้มีการจัดงานเลี้ยงครั้งยิ่งใหญ่ขึ้น เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของบุตรชายตน
ลู่อวี่เพิ่งออกจากการปิดด่านฝึกฝนก็ต้องรับมือกับงานเลี้ยงต่อทันที บอกตามตรง เขาไม่ค่อยอยากเข้าร่วมงานเลี้ยงสักเท่าไรนัก แต่เพราะเป็คำสั่งของบิดา เขาจึงไม่มีเหตุผลที่หนักแน่นมากพอให้ปฏิเสธ สุดท้ายก็ต้องไปเข้าร่วมอย่างไม่เต็มใจ
ใน่นี้ ถือได้ว่าลู่เหว่ยจุนอยู่ใน่รุ่งโรจน์มีหน้ามีตาไม่น้อย แม้แต่เหล่าผู้เฒ่าทั้งหลายก็พากันมั่นอกมั่นใจไปด้วย โดยเฉพาะเมื่อเร็วๆ นี้ที่ขุมอำนาจต่างๆ ในเทียนตูต่างพากันมาสานสัมพันธ์ที่มีประโยชน์ต่อตระกูลลู่ ราวกับปรึกษาหารือกันมาเรียบร้อยแล้ว ทำให้ทุกคนในตระกูลลู่ั้แ่ประมุขตระกูลไปจนถึงสมาชิกคนอื่นๆ ต่างก็วิ่งวุ่นจนแทบไม่ได้พักผ่อน ทว่าในขณะเดียวกันก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก
ดังนั้นเมื่อลู่อวี่เดินทางมาถึง ห้องโถงจัดงานเลี้ยงก็ครึกครื้นอย่างยิ่งแล้ว
เมื่อทุกคนเห็นลู่อวี่ก็ตาลุกวาวและพากันลุกขึ้นยืนแสดงความยินดีทันที เพราะเป้าหมายของงานเลี้ยงในครั้งนี้คือการร่วมแสดงความยินดีกับเขา ที่สามารถเลื่อนระดับขั้นพลังยุทธ์สู่ขั้นตงซวนได้สำเร็จ ตอนนี้มีใครในตระกูลลู่ไม่รู้บ้างว่านายน้อยลู่อวี่คือตัวแปรสำคัญในการผงาดสู่ความยิ่งใหญ่ของตระกูลลู่ ตอนนี้นายน้อยมีพลังเพิ่มขึ้น ยิ่งเป็ข้อพิสูจน์ว่าเขาเป็อัจฉริยะอย่างแท้จริง แม้ว่าระดับขั้นพลังยุทธ์ของคนอื่นๆ จะสูงกว่าลู่อวี่ ก็ยังต้องพยายามเสนอหน้ามาพูดอวยพรให้เขาเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีงาม
ไม่ใช่เื่ง่ายกว่าลู่อวี่จะรับมือกับคำยินดีจากคนในตระกูลครบ เมื่อเขามาถึงบริเวณด้านหน้าก็แสดงความเคารพกับบิดาอย่างลู่เหว่ยจุนและท่านผู้เฒ่าทั้งหลาย งานเลี้ยงจึงเริ่มขึ้นอย่างเป็ทางการ
สิ่งที่นักพรตดื่มกินย่อมแตกต่างจากคนธรรมดาไม่น้อย โดยเฉพาะบรรดาผู้ที่นั่งอยู่ตอนนี้มีระดับขั้นพลังยุทธ์ต่ำสุดคือขั้นฟันฝ่า ไม่ดื่มไม่กินเป็เวลาสิบวันหรือครึ่งเดือนก็ไม่มีปัญหา ดังนั้นตระกูลลู่จึงเตรียมผลไม้หายากหลากชนิดและสุราิญญาไม่ต่ำกว่าสิบประเภท ซึ่งทำให้ได้รสชาติและประสิทธิภาพต่างกันออกไป สร้างความสนุกสนานให้กับทุกคนในงานไม่น้อย
ลู่อวี่ค่อนข้างชื่นชอบสุราและของมึนเมาเช่นกัน โดยเฉพาะสุราสิบกว่าชนิดที่ตระกูลลู่รวบรวมมา ล้วนเป็สุราิญญาชั้นเลิศ ด้วยเหตุนี้เขาจึงรู้สึกเพลิดเพลินใจไม่น้อยจึงดื่มสุราอย่างไม่หยุดพัก
เพียงแต่ดื่มไปสักพัก ลู่อวี่กลับสังเกตเห็นว่าบิดาของตนเองและเหล่าผู้เฒ่ามีท่าทีเหม่อลอยเหมือนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว และมีการแลกเปลี่ยนสายตากันอยู่บ่อยครั้ง จากนั้นก็หันมองมาทางตน จึงรู้สึกงุนงงและขนลุกขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด ทว่าพอดื่มสุราต่ออีกสักพักเขาก็เริ่มปล่อยตัวปล่อยใจไม่สนใจอะไรมากนัก พลันเอ่ยด้วยท่าทางหงุดหงิดว่า “ท่านพ่อ มีอะไรก็ว่ามาเถิด หากยังปิดบังอยู่เช่นนี้ ข้าจะไม่อยู่ร่วมงานแล้ว!”
ลู่เหว่ยจุนหัวเราะอย่างมีเลศนัย สีหน้าของเขาแสดงทีท่าแปลกประหลาด แต่ในแววตากลับมีความยินดีอยู่ด้วย
ลู่อวี่รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ แต่คิดไม่ออกว่ามีเื่ใดที่ทำให้เขารู้สึกเช่นนี้ โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าบิดาของตนเองเป็ตัวตั้งตัวตีเื่นี้ หากจะบอกว่าอีกฝ่ายคิดจะทำร้ายตนนั้นย่อมไม่มีทางเป็ไปได้ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดในใจถึงรู้สึกกระวนกระวายเช่นนี้?
“ลู่อวี่ ใจเย็นๆ พ่อจะทำร้ายเ้าได้อย่างไร!” พูดจบก็ไม่รอให้บุตรชายแสดงท่าทีอะไร เขาหันไปหาผู้เฒ่าใหญ่และพูดว่า “ผู้เฒ่าใหญ่ ตอนนี้เ้าของงานได้มาถึงแล้ว ต้องให้เขาดูด้วยตัวเองถึงจะตัดสินใจได้ รีบเอาออกมาเถอะ!”
ผู้เฒ่าใหญ่ลู่หงเซิ่งก็หัวเราะออกมาเบาๆ ใบหน้าพลันปรากฏรอยยิ้มแจ่มใส ก่อนจะยื่นมือออกไป ทันใดนั้นก็มีแสงิญญาเปล่งประกายออกมา เผยให้เห็นอัญมณีทรงเหลี่ยมสีใสระยิบระยับ ส่องแสงเจิดจ้ายิ่งกว่ากองเพชรร้อยเม็ด ของสิ่งนั้นมีขนาดเล็กเท่าเม็ดถั่วเหลืองดูน่ารักไม่หยอก แต่หากมองให้ดีจะเห็นว่าภายในอัญมณีทุกเม็ดมีรูปโฉมสะคราญเคลื่อนไหวอยู่ภายใน
สิ่งนี้ในโลกการบำเพ็ญเพียรแห่งเทียนตูไม่ถือว่าเป็เื่แปลก แต่สำหรับนักพรตทั่วไปแล้ว สิ่งนี้อย่างไรก็ไม่อาจได้ มันคือ “ศิลาบันทึกภาพ” ที่มีชื่อเสียงในโลกการบำเพ็ญเพียรแห่งเทียนตู ไม่เพียงแต่บันทึกเสียงได้เท่านั้น แต่มันยังสามารถเก็บรักษาได้เป็เวลากว่าพันปี ตราบใดที่พลังิญญาภายในยังคงอยู่ ก็สามารถเก็บรักษาได้นานเท่าที่้า ทว่าของสิ่งนี้เป็ของตามธรรมชาติครึ่งหนึ่ง และมนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นมาอีกครึ่งหนึ่ง จึงหาได้ยากยิ่งนัก แต่การผลิตย่อมเสถียรภาพและมั่นคง ถือเป็สินค้าฟุ่มเฟือยในหมู่นักพรต แต่ไม่ใช่ของที่นักพรตทั่วไปจะสามารถใช้ได้
ลู่อวี่ที่อยู่ใกล้ๆ ไม่จำเป็ต้องใช้พลังจิตในการตรวจสอบ เขาเพียงกวาดตามองก็สามารถรู้ได้ในทันทีว่ามันคืออะไร ภาพของโฉมงามแต่ละคนที่อยู่ภายในอัญมณี เขาล้วนมองเห็นได้อย่างชัดเจน จึงสามารถเดาออกได้ในทันทีว่าของเหล่านี้คือสิ่งใด สุราที่เขาดื่มลงไปยังไม่ทันจะได้กลืนลงคอ ก็สำลักออกมาทันควัน ก่อนจะส่งเสียงไอออกมาอย่างต่อเนื่อง ใบหน้าหล่อเหลาแดงระเรื่อในพริบตา
“ไอ๊หยา ลู่อวี่น้อย เหตุใดเ้าถึงตื่นเต้นใเช่นนี้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็ของเ้า ตอนนี้เ้าก็มีอายุที่เหมาะสมแล้ว พลังฝึกปรือก็เพียงพอ เื่การแต่งงานควรจะได้ข้อสรุปเสียที อย่ามัวแต่เหม่อ รีบไปเลือกดูเร็วเข้า!” ผู้เฒ่าสามลู่หงจีหัวเราะออกมาแล้วเอ่ยอย่างจงใจ
“อืมๆ ภายในนี้มีสาวงามที่มีชื่อเสียงในเทียนตูอยู่มากมาย อย่างเช่นว่าเซี่ยชิงเหยียนจากตระกูลเซี่ย อวิ๋นหนีซางจากตระกูลอวิ๋น พวกนางล้วนเป็สาวงามที่หาตัวจับได้ยาก ไม่ว่าจะเป็รูปลักษณ์หรือพร์รวมถึงสถานะก็ถือว่าคู่ควรกับตระกูลลู่ของเราแน่นอน หรือหากเ้ารู้สึกว่าสตรีงามเพียงผู้เดียวยังไม่พอ จะรับพวกนางทุกคนไปดูแลก็ย่อมได้ เมื่อครั้งที่ได้รับ ‘ศิลาบันทึกภาพ’ มา พวกนางล้วนบอกว่าแม้จะเป็อนุภรรยาก็ไม่มีปัญหาใด!”
ผู้เฒ่าห้าลู่หงิกล่าวด้วยท่าทางเป็ห่วงเป็ใย พลอยให้ลู่อวี่พูดอะไรไม่ออก ยามนี้ไม่ใช่เพียงแต่ว่าบิดาและผู้เฒ่าทั้งหลายแล้ว สมาชิกตระกูลลู่ที่นั่งกันอยู่ด้านล่างก็ส่งเสียงโห่ร้องเช่นกัน บอกให้ลู่อวี่เลือกสตรีมาสักสองสามนาง แล้วพวกเขาจะช่วยกันตรวจสอบให้ด้วย
“นายน้อย แม่นางเหล่านี้คือสาวงามที่มีชื่อเสียงในเทียนตู แต่ละนางล้วนมีความงดงามสูงส่ง โอกาสเช่นนี้นายน้อยไม่ควรปล่อยให้หลุดมือไป ท่านยังจะมัวรออะไรอยู่เล่า?”
“ไม่เห็นจะต้องเลือก เพียงสร้างจวนเพิ่มอีกไม่กี่หลังเท่านั้น ไม่ถือว่าเป็เื่ยากสำหรับตระกูลลู่ของเราสักนิด ก็รับทั้งหมดนี่ แล้วสร้างวังหลังอันโอ่อ่าให้นายน้อย ก็ถือว่าเป็เื่ดีไม่ใช่หรือ!”
“เ้าจะไปรู้เื่อะไร นายน้อยหาใช่คนธรรมดาสามัญ แน่นอนว่าต้องตั้งใจเลือกให้ดีสิ จะให้รับทุกคนมาได้อย่างไร มีสาวงามรวมกันมากมายนั่นมันยุ่งยากเกินไป!”
“พวกเ้าทุกคนหยุดพูดก่อนเถิด นายน้อยถือเป็บุรุษผู้มีความสูงสง่าเพียงใด บุรุษหน้าเหม็นอย่างพวกเ้ามาพูดเช่นนี้ ราวกับว่าบุรุษตระกูลลู่ทุกคนเป็คนตัณหากลับ นายน้อยน่าจะวางแผนเอาไว้อย่างดีแล้ว จำเป็ต้องให้พวกเ้ามาเป็ห่วงด้วยหรือ?” นักพรตซึ่งเป็สตรีในตระกูลลู่จำนวนหนึ่งต่างก็ทนดูไม่ได้ ไม่ได้หาสตรีให้พวกเ้าเสียหน่อย เหตุใดต้องตื่นเต้นออกนอกหน้าเช่นนั้น?
“ฮ่าๆ ชิงรั่ว เ้าดูหน้าของพี่ชายสิ แดงแจ๋ขึ้นมาเลยเชียว ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นพี่ชายทำท่าทางน่ารักเช่นนี้มาก่อน เร็วเข้า เ้าเพิ่งจะซื้อ ‘ศิลาบันทึกภาพ’ มาเมื่อไม่กี่วันก่อนมิใช่หรือ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมแล้วหรือ? รีบเอาออกมาเถอะ!” เสียงสดใสของลู่หนานดังแทรกขึ้นในกลุ่มคน
จีชิงรั่วมองไปทางอาจารย์ของนางที่นั่งอยู่บนเวทีอย่างอึดอัด พลันเอ่ยด้วยท่าทีลังเลว่า “ข้าเตรียม ‘ศิลาบันทึกภาพ’ ไว้เพื่อใช้บันทึกภาพยามที่อาจารย์ปรุงโอสถ ให้นำออกมาใช้ตอนนี้มันจะไม่เร็วเกินไปหรือ?”
“เหตุใดต้องใช้เล่า? การปรุงโอสถไม่มีอะไรให้น่าสนใจสักหน่อย สีหน้าของท่านอาจารย์เ้าในยามนี้มีค่ามากที่สุดแล้ว!”
ลู่อวี่ที่อยู่บนเวทีรู้สึกกระอักกระอ่วนถึงขีดสุดเมื่อเห็น “ศิลาบันทึกภาพ” ที่ผู้เฒ่าใหญ่ส่งมาให้ ไม่รู้ว่าควรจะรับหรือไม่รับดี เขาหันไปมองตู้เสวียนเฉิงที่นั่งดื่มสุราอยู่มุมห้อง พบว่ายอดฝีมือที่มักจะมาช่วยเขาเมื่อมีอันตรายกำลังแสดงสีหน้าอับจนหนทาง จากนั้นก็กระดกสุราในมือจนหมดจอก
เขาพลันสบถในใจ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ในขณะนั้นก็ได้ยินเสียงลู่หนานพูดขึ้นมาอย่างอวดดี ทำให้เกิดพายุอารมณ์โกรธเกรี้ยว นางถึงขั้นคิดจะบันทึกภาพเขายามที่ตกอยู่ในสภาพน่าอับอายเช่นนี้ ชักจะเอาใหญ่เกินไปแล้ว!
