ฉินอวี่ที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนลานประลอง ดูเหมือนกำลังเข้าสมาธิไปแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปรบกวนฉินอวี่เลย แม้แต่สวี่กวนเซิงเองก็ยังเรียกเก็บพยนต์มรณะ ซึ่งตอนนี้ก็ได้นั่งขัดสมาธิลงเช่นกัน ด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม
ส่วนพวกอสูรธรณีที่อยู่บนยอดเขา ต่างก็ไม่กล้าส่งเสียงดังเช่นกัน
“ยอมแพ้แล้วหรือ? สวี่กวนเซิงยอมแพ้? เป็ไปได้อย่างไร!” ฉวีหย่งเซิงตัวสั่นขึ้นเบาๆ แม้ว่าพละกำลังของฉินอวี่จะทำให้เขาใ แต่ในฐานะที่เขาซึ่งทำการเปิดผนึกะมาเช่นกัน จึงดูออกอย่างแน่นอนว่าสวี่กวนเซิงยังไม่ได้ใช้พละกำลังทั้งหมด สิ่งนี้ยิ่งทำให้ฉวีหย่งเซิงรู้สึกงงเป็อย่างมาก ทำไมสวี่กวนเซิงจึงได้ยอมแพ้?
ไม่เพียงแต่ฉวีหย่งเซิงเท่านั้น คนที่มีความสามารถต่างดูออกว่าสวี่กวนเซิงยังไม่ได้ใช้พละกำลังทั้งหมดที่มี ดังนั้นทุกคนจึงกำลังคาดเดา
แรงจูงใจของสวี่กวนเซิง
“หรือจะเป็เพราะเพลิงมรณะ? สวี่กวนเซิงอาจกำลังสนใจในเพลิงมรณะ?” หลัวชิงเยว่มองไปยังลานประลองที่อยู่ด้านล่าง และพึมพำในใจ ไม่ว่าจะอย่างไร ฉินอวี่ก็ยังไม่ตาย สิ่งนี้ทำให้หลัวชิงเยว่ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แต่การยอมแพ้ของสวี่กวนเซิงทำให้หลัวชิงเยว่คิดไปได้มากมาย นี่เป็การร่วมการท้าประลองเป็ครั้งที่สามของสวี่กวนเซิง หลังจากผ่านครั้งนี้ไป เขาก็จะได้รับการสืบทอดอย่างสมบูรณ์ และใน่เวลาสำคัญเช่นนี้ แต่เขาก็ยอมแพ้แล้วจริงๆ?
หรืออาจพูดได้ว่า สำหรับสวี่กวนเซิงแผนการที่เขาคิดไว้สำคัญกว่าการสืบทอดนี้ยิ่งนัก หากเป็เช่นนี้ ก็น่าจะเป็เพราะเพลิงมรณะ เช่นนั้น... หลี่โหย่วฉายผู้นี้ก็ดูเหมือนจะอันตรายยิ่งกว่า และถ้าได้เข้าสู่หอคอยเทียนกัง...
“ไม่ได้! จะต้องขัดขวางหลี่โหย่วฉายไม่ให้เข้าหอคอยเทียนกัง!” หลัวชิงเยว่ตัดสินใจแน่วแน่
แม้ว่าก่อนหน้านี้ฉินอวี่จะมีพลังปราณมหาศาลจนทำให้หลัวชิงเยว่ต้องตกตะลึง แต่นางรู้จักสวี่กวนเซิงเป็อย่างดี และรู้จักพละกำลังของสวี่กวนเซิงอย่างชัดเจน หากเกิดการต่อสู้กันขึ้นมาจริงๆ ฉินอวี่ไม่มีทางจะเป็คู่ต่อสู้ของสวี่กวนเซิงได้อย่างแน่นอน
“แม้ว่าคนบนโลกจะเหมือนดูแคลนหลี่โหย่วฉาย แต่เมื่อมองจากตอนนี้ สวี่กวนเซิงน่าจะถูกลงมือตอนอยู่ในหอคอยเทียนกังหรือไม่?” หลัวป้าอวี่มองไปบนลานประลอง และพึมพำกับตนเอง
จิตใจของอสูรธรณีแต่ละคนต่างก็ว้าวุ่นเช่นกัน และไม่รู้ว่าจะรู้สึกเป็สุขหรือเป็กังวลดี เป็สุขที่หลี่โหย่วได้สร้างศัตรูขึ้นแล้วอีกคนหนึ่ง
แต่กังวลคือ หลี่โหย่วฉายได้กลายเป็เจ็ดสิบสองอสูรธรณีแล้ว ฉะนั้นจึงเท่ากับเข้าใกล้หอคอยเทียนกังเข้าไปอีกหนึ่งก้าว แม้ว่าจะมีคนดูออกว่า
สวี่กวนเซิงไม่มีทางปล่อยฉินอวี่ไปแน่นอน แต่... หลี่โหย่วฉายผู้นี้ก็อาจจะกำลังปิดบังพละกำลังเอาไว้เช่นกันหรือไม่?
วันรุ่งขึ้น!
ฉินอวี่ลืมตาขึ้นมาจากการทำสมาธิ และยังไม่ทันได้ทำการสำรวจอาการาเ็ในร่างกาย เขากลับได้ยินเสียงอันแหบแห้งของสวี่กวนเซิงดังขึ้นมา “ตอนนี้ จะบอกข้าได้หรือยังว่าเ้าตอบผู้เฒ่าร้องไห้ไปว่าอย่างไร?”
ฉินอวี่ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน หรี่ตาลงมองสวี่กวนเซิง และพูดอย่างเฉยเมย “เ้าไม่กลัวว่าข้าจะตอบเ้าไปแบบมั่วๆ หรือ?”
สวี่กวนเซิงพูดกลับอย่างเฉยเมย “เ้าจะลองดูก็ได้ แต่ผลที่จะตามมาคงจะไม่เหมือนวันนี้แน่นอน”
“เหอๆ!” ฉินอวี่ตอบกลับไปอย่างเมินเฉย ขณะที่ดูเหมือนจะพูดอะไรออกมา ในใจของเขาก็สั่นสะท้านขึ้นมาทันที คิ้วของเขาขมวดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ ยกเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย มองไปยังสวี่กวนเซิงและพูดว่า “เ้าเคยพบผู้เฒ่าร้องไห้หรือ?”
ทั่วทั้งแดนต้าโหมวเทียนคนส่วนมากที่พบเจอผู้เฒ่าร้องไห้แต่ไม่อาจตอบคำถามเขาได้ ล้วนแต่ต้องมีจุดจบด้วยความตายอันน่าอนาถ ฉินอวี่ไม่เชื่อว่าสวี่กวนเซิงจะไม่รู้ แต่ในคำพูดของเขาแฝงไปด้วยความหมายที่บ่งบอกว่า แม้ว่าจะตอบไม่ตรง ก็ไม่มีวันจะเป็อะไรไป หรืออาจบอกได้ว่า... สวี่กวนเซิงผู้นี้อาจจะเคยพบเจอผู้เฒ่าร้องไห้มาก่อน!
สวี่กวนเซิงไม่ได้ตอบคำถาม แต่ได้หยิบป้ายคำสั่งแผ่นหนึ่งออกมา และยื่นให้กับฉินอวี่ พร้อมพูดอย่างเฉยเมย “เื่นี้ไม่เกี่ยวกับเ้า บอกคำตอบข้ามา!”
“ไม่ใช่เื่ของข้าหรือ?” ฉินอวี่รับป้ายคำสั่งเอาไว่ และเยาะเย้ยอยู่ในใจ หากสวี่กวนเซิงยอมแพ้ั้แ่แรก ฉินอวี่ก็คงจะพูดความจริงกับสวี่กวนเซิง แต่ตอนนี้... ฉินอวี่จะบอกความจริงกับสวี่กวนเซิงได้อย่างไร? หากให้พวกเขาได้พบกันจริงๆ แล้วผู้เฒ่าร้องไห้เกิดรับเขาเป็ศิษย์ขึ้นมาจริงๆ มันจะไม่ยิ่งทำให้เขาอึดอัดขึ้นอีกหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น ฉินอวี่ก็เหมือนจะมั่นใจว่าสวี่กวนเซิงมีความสนใจในเพลิงมรณะของตนเอง การที่เขายอมแพ้นั้น ก็คิดว่าคงเป็เพราะยอมให้ตนเองได้เป็อสูรธรณี เพื่อเข้าร่วมสามสิบหกขุนพล์!
หรืออาจพูดได้ว่า ตนเองกับสวี่กวนเซิงผู้นี้จะต้องมีวันใดวันหนึ่งที่ต้องสู้กันอย่างจริงจังแน่นอน ดังนั้น ฉินอวี่จึงไม่อาจบอกอะไรเขาได้ และไม่มีทางเปิดเผยออกไปแน่นอน
เมื่อคิดถึงตอนนี้ ฉินอวี่ไม่เพียงแต่ขมขื่น หากไม่มีเื่อะไรผิดพลาด อันตรายแท้จริงของเขาจะอยู่ที่ด้านในของหอคอยเทียนกัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหล่าอสูรธรณีที่เข้าร่วมเดิมพันจะไม่มีทางปล่อยตนเองไปอย่างแน่นอน ในตอนนี้ยังมีสวี่กวนเซิงเพิ่มอีกหนึ่งคน จึงบอกได้เลยว่าวิกฤติได้เกิดขึ้นรอบด้านแล้ว
“ข้าขอพูดตามตรง สหายสวี่ ในตอนแรกผู้เฒ่าร้องไห้ก็ไม่ได้ถามอะไรข้า ข้าเองก็ไม่ได้ตอบคำถามอะไรเขาเลย เพียงแต่เขาก็มารับข้าเป็ศิษย์” ฉินอวี่กำหมัดแสดงความเคารพ และพูดอย่างเฉยเมย ไม่ว่าจะเป็เช่นไร สวี่กวนเซิงย่อมไม่มีวันเชื่อแน่นอน ฉินอวี่เองก็ไม่มีวันบอกไปอยู่แล้วว่าเขาตอบอะไรออกไป ดังนั้นเขาจึงพูดไปอย่างส่งเดช พูดจบ ฉินอวี่ก็เหลือบมองป้ายคำสั่ง และเหาะตรงไปยังยอดเขาแห่งหนึ่ง
ใบหน้าที่ซีดขาวของสวี่กวนเซิงดูมืดมนไปอย่างมาก ร่างกายที่ซูบผอมนั้นสั่นสะท้านทันที เขาถูกยั่วโมโหเสียแล้ว
ทำไมเขาจะดูไม่ออกเล่าว่าฉินอวี่กำลังทำอะไรลวกๆ? แต่แล้วจะทำไม? นี่เป็เหมือนที่หลี่โหย่วฉายพูดเอาไว้ก่อนหน้านี้ แม้ว่าจะตอบตนเองมาอย่างมั่วๆ แล้วตนเองจะสามารถพิสูจน์ความจริงได้ไหม? ดังนั้น คำตอบจะเป็อย่างไรจึงไม่สำคัญ
เมื่อคิดเช่นนี้ สวี่กวนเซิงจึงค่อยๆ คลายความโกรธลงไป แต่ความหดหู่และความโกรธภายในยังไร้การระบาย หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สวี่กวนเซิงจึงะโอย่างหงุดหงิด “ผู้าุโ ข้า้าจับสลากท้าประลองเจ็ดสิบสองอสูรธรณี!”
ผู้ท้าประลองทุกคนจะมีโอกาสในการท้าประลองได้สามครั้ง ไม่ว่าจะเป็ผู้ท้าประลองหรือจะเป็อสูรธรณี ท้ายที่สุด การท้าประลองเจ็ดสิบสองอสูรธรณี ก็เป็เื่ของพละกำลัง ดังนั้น เมื่ออสูรธรณีถูกแทนที่ ก็ยังมีโอกาสที่จะท้าประลองอสูรธรณีคนอื่นต่อไป!
เช่นเดียวกับในตอนแรก หยางซานเอาชนะได้ในสนามที่สอง เช่นนั้น เขาจึงมีโอกาสจะจับสลากท้าประลองอสูรธรณีได้อีกหนึ่งครั้ง แต่ในครั้งนั้นก็พ่ายแพ้ไปเช่นกัน จึงทำให้เขาต้องพลาดตำแหน่งเจ็ดสิบสองอสูรธรณี
เสียงของสวี่กวนเซิงผสานรวมเข้าในแก่นปราณ เสียงดังกึกก้อง ใครได้ยินก็รู้ได้ทันทีว่าน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความโกรธและความอำมหิต
สิ่งนี้ทำให้จิตใจของอสูรธรณีคนอื่นต่างใจสั่นจนหัวใจแทบจะหลุดออกมา ในเวลานี้ตอนนี้ เกรงว่านอกจากลำดับที่ห้าแล้ว ก็คงไม่มีใครอยากให้สวี่กวนเซิงจับสลากได้ตนเอง และหากจับได้ตนเอง... หากไม่ยอมแพ้ก็อาจต้องตายแน่นอน!
ในขณะที่ทุกคนกำลังใอยู่นั้น ดวงแสงกว่าหลายสิบดวงก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้าของสวี่กวนเซิง สวี่กวนเซิงโบกมือขวาขึ้นมา และคว้าดวงแสงดวงหนึ่งเอาไว้ทันที
“ลำดับสิบเก้า!” สวี่กวนเซิงเหลือบมองป้ายคำสั่งด้วยสีหน้าที่เฉยเมยไร้ความรู้สึก
บนยอดเขาแห่งหนึ่ง ร่างกายของชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังตกตะลึง จนเกือบจะร่วงลงไปกับพื้น ในใจเรียกว่าโอดโอยเป็อย่างยิ่ง นึกไม่ถึงเลยว่ามีคนตั้งมากมายเช่นนี้ หยางซานยังมาจับได้เขาอีก ในใจก็เริ่มรู้สึกไม่ค่อยพอใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่สามารถหันกลับได้แล้ว ชายหนุ่มคนนี้จึงได้แต่ลุกขึ้นยืน และะโลอยขึ้นไปบนลาน ขณะที่เขายังไม่ทันย่ำเท้าแตะลงบนลานประลอง ชายหนุ่มคนนั้นก็หยิบป้ายคำสั่งออกมา และพูดทันที “ข้ายอมแพ้!”
สวี่กวนเซิงถอนหายใจออกมาอย่างเ็า และรับป้ายคำสั่งเอาไว้ สายตาที่มืดมนของเขาก็เหลือบมองไปสถานที่อยู่ของฉินอวี่ ก่อนจะเหาะตรงขึ้นไปยังยอดเขาที่สิบเก้าทันที
ฉินอวี่ไม่คิดอะไรมากเลยกับการที่สวี่กวนเซิงจะกลายเป็ลำดับที่เท่าไร เื่ก็เป็ไปเช่นนี้แล้ว ถือได้ว่าเขาได้ครองตำแหน่งในเจ็ดสิบสองอสูรธรณีแล้ว แม้เื่การต่อสู้จัดอันดับ ฉินอวี่ก็ไม่เป็กังวล ยังไม่ต้องกล่าวถึงว่าจะมีใครกล้าท้าประลองเขาหรือไม่ เพราะต่อให้มี แล้วจะทำอะไรเขาได้? เขา้าเป็อสูรธรณีก็เพียงเพื่อหอคอยเทียนกัง ดังนั้น จึงไม่ให้ความสำคัญอะไรกับอันดับของอสูรธรณี!
ฉินอวี่ระงับความรู้สึกในใจเอาไว้ และมองไปรอบด้าน ก่อนจะมองไปยังด้านล่างของยอดเขา จากนั้นจึงหันมองแผ่นศิลาที่อยู่ด้านหลัง และหรี่ตาลง “ในแผ่นศิลานี้มีการสืบทอดของอสูรธรณี?”
