ตอนที่ 2 หิมะขาวโพลนกลบสิ้นซึ่งรอยเท้า
เหยาต้าฉวนกัดฟันกรอดจนกรามแทบแตก เขาไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ มือที่สั่นเทาหยิบตราประทับประจำตัวออกมาจากลิ้นชัก ลมหายใจของเขาหอบถี่ด้วยความโกรธและเสียดายเงิน แต่สุดท้ายเขาก็ประทับตราสีแดงชาดลงบนสัญญานั้น
"ไปตามเมียข้ามา!" เขาะโสั่งบ่าวที่อยู่หน้าห้อง
ไม่นานนัก นางหวัง (สะใภ้รอง) ก็เดินนวยนาดเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าสงสัย แต่เมื่อนางได้ยินเื่ที่ต้องจ่ายเงินสิบตำลึงทองให้นางเด็กเหลือขอ นางก็แทบจะะโเข้าตะกุยหน้ารุ่ยเอ๋อร์
"สิบตำลึงทอง! ท่านพี่ ท่านเสียสติไปแล้วหรือ! เงินนั่นข้ากะจะเอาไปซื้อชุดใหม่และซื้อเครื่องประดับให้คุณหนูเจินเจินเป็ของกำนัลนะ!"
"หุบปาก!" เหยาต้าฉวนตวาด
"ถ้าไม่มีนังเด็กนี่ คุณหนูเจินเจินของเ้าก็ไม่มีปัญญาได้ใส่ชุดพระสนมหรอก! เซ็นชื่อลงไปในฐานะพยานเดี๋ยวนี้!"
นางหวังจำใจต้องลงนามด้วยมือที่สั่นเทา สายตาที่นางมองรุ่ยเอ๋อร์นั้นเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย แต่รุ่ยเอ๋อร์กลับทำเพียงรับแผ่นสัญญามาเป่าให้แห้งอย่างใจเย็น
"ขอบพระคุณท่านลุงรองและท่านป้าสะใภ้รองที่เมตตา" รุ่ยเอ๋อร์พับสัญญาซ่อนไว้ในอกเสื้อ
"ส่วนเงินสิบตำลึงทอง รบกวนท่านลุงจัดเตรียมให้เสร็จก่อนรุ่งสางด้วยนะเ้าค่ะ"
"ออ! และข้ายังมีข้อเรียกร้องอีกข้อ ข้า้าเข้าห้องหนังสือของท่านลุงคืนนี้ ข้า้ากระดาษ หมึก และพู่กัน ของจริง ไม่ใช่กิ่งไม้กับดินทราย" รุ่ยเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น สบตากับลุงรองด้วยความมุ่งมั่นที่ทำให้ชายวัยกลางคนถึงกับชะงัก แต่สุดท้ายเขาก็ต้องยอม
"เอาเถอะ! เพื่ออนาคตของคุณหนูเจินเจิน ข้าจะให้เ้าได้เห็นโลกกว้างเสียหน่อย และก็เตรียมตัวซะ พรุ่งนี้รถจากตระกูลหลักจะมารับ"
กลางดึกคืนนั้น หิมะยังคงตกหนัก รุ่ยเอ๋อร์เข้าไปในห้องหนังสือเล็กๆ ของลุงรอง นางจุดตะเกียงน้ำมันดวงน้อย แสงไฟวูบวาบสะท้อนบนแผ่นกระดาษเซวียนจื่อสีขาวสะอาด
มือที่เคยสั่นเทาเพราะความหนาว บัดนี้กลับนิ่งมั่นคงราวกับขุนเขา นางหยิบพู่กันขึ้นมาจับด้วยความหลงไหล แล้วจุ่มหมึกที่ฝนจนเข้มข้น กลิ่นหมึกหอมจางๆ ปลุกสัญชาตญาณในตัวนางให้ตื่นขึ้น แล้วจึงค่อยๆ จรดปลายพู่กันลง
นางไม่ได้เขียนบทกวีเพื่อคุณหนูเจินเจิน แต่นางเริ่มเขียนบันทึก ถึงสิ่งที่นางต้องเผชิญ
“หิมะขาวโพลนกลบสิ้นซึ่งรอยเท้า! แต่ไม่อาจกลบฝังความแค้นที่สลักลึกลงในกระดูก”
ตัวอักษรแต่ละตัวที่ตวัดลงไปนั้น ทรงพลัง อ่อนช้อยแต่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว เป็ลายมือที่แม้แต่ยอดปราชญ์ในราชสำนักเห็นก็ต้องหลั่งน้ำตาด้วยความชื่นชม
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นที่ด้านนอกห้องหนังสือ รุ่ยเอ๋อร์รีบดับตะเกียงและซ่อนตัวในเงามืด หัวใจของนางเต้นรัว รุ่ยเอ๋อร์กลั้นหายใจ ใครกันที่กล้าเข้ามาในบ้านสกุลเหยหายามวิกาลเช่นนี้?
ประตูห้องหนังสือถูกผลักออกช้าๆ ลมหนาวหอบเอาเกล็ดหิมะเข้ามาข้างใน เงาร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มคนหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องกระทบหิมะ เขาอยู่ในชุดคลุมสีดำสนิท ขอบแขนเสื้อปักลายเมฆาด้วยดิ้นเงินที่สะท้อนแสงวาววับ
ชายหนุ่มหยุดยืนอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ เขาหยิบกระดาษที่รุ่ยเอ๋อร์เพิ่งเขียนทิ้งไว้ขึ้นมาดู แม้ในความมืด เขากลับดูเหมือนจะมองเห็นทุกตัวอักษรได้อย่างชัดเจน
"ลายมือเยี่ยงพยัคฆ์ซ่อนเล็บ! บทกวีเยี่ยงัขดกาย" ชายหนุ่มพึมพำน้ำเสียงเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
"ในหมู่บ้านซอมซ่อเช่นนี้ กลับมีกวีเอกซ่อนตัวอยู่จริงหรือ?"
รุ่ยเอ๋อร์ที่ซ่อนอยู่หลังชั้นหนังสือขบกรามแน่น เขาเป็ใคร?
ชายหนุ่มคนนั้นวางกระดาษลง แล้วหันไปมองทางที่รุ่ยเอ๋อร์ซ่อนอยู่
"ออกมาเถอะแม่นาง ข้ามิใช่โจรผู้ร้าย ข้าเพียงแต่ผ่านมา! และถูกกลิ่นอายอักษรของเ้าดึงดูดเข้ามาเท่านั้น!"
รุ่ยเอ๋อร์รู้ว่าเลี่ยงไม่ได้ นางจึงค่อยๆ ก้าวออกมาจากเงามืด แสงจันทร์อาบไล้ใบหน้าที่ซูบผอมแต่ดวงตากลับสว่างไสวดั่งดวงดาว
"ท่านเป็ใคร?" นางถามด้วยน้ำเสียงระแวดระวัง
ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มบางๆ ปรากฏที่มุมปาก
"ข้าชื่อ มู่เยว่! เป็เพียงนักเดินทางที่หลงทางในพายุหิมะ"
โกหก รุ่ยเอ๋อร์คิดในใจ คนหลงทางที่ไหนจะใส่ชุดผ้าไหมราคาแพงและมีท่าทางสูงศักดิ์เช่นนี้
"ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับนักเดินทาง ท่านควรออกไปก่อนที่ลุงของข้าจะตื่น"
"เ้าจะเข้าเมืองหลวงใช่หรือไม่?" มู่เยว่ถามข้ามขั้นตอน
"ในฐานะ เงาของคุณหนูตระกูลเหยา?"
รุ่ยเอ๋อร์เบิกตากว้าง
"ท่านรู้ได้อย่างไร?"
"ในโลกนี้ไม่มีความลับสำหรับผู้ที่ตั้งใจฟัง" มู่เยว่ก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาจากตัวเขาทำให้รุ่ยเอ๋อร์รู้สึกมึนงงเล็กน้อย
"จำคำข้าไว้รุ่ยเอ๋อร์! วังหลวงมิใช่สวนดอกไม้ แต่มันคือแท่นฝนหมึกที่ย้อมไปด้วยเื หากเ้าอยากอยู่รอด เ้าต้องเป็มากกว่าแค่ เงา"
เขายื่นบางอย่างให้เธอ มันคือป้ายหยกขนาดเล็กที่สลักลายดอกเหมย
"หากวันใดที่เ้าพบว่าน้ำหมึกของเ้าไม่สามารถปกป้องเ้าได้ จงนำสิ่งนี้ไปที่หอตำราหลวง"
พูดจบ ร่างของมู่เยว่ก็เลือนหายไปในพายุหิมะราวกับปีศาจ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมและป้ายหยกในมือของรุ่ยเอ๋อร์
เด็กสาวก้มมองป้ายหยกในมือ ความรู้สึกเย็นเยียบของหยกช่วยเรียกสติของนางกลับมา นางมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเพียงหิมะที่ตกลงมาทับถมรอยเท้าของชายลึกลับจนหมดสิ้น
หิมะขาวโพลนกลบสิ้นซึ่งรอยเท้า รุ่ยเอ๋อร์กำป้ายหยกแน่น
"ไม่ว่าท่านจะเป็ใคร หรือวังหลวงจะน่ากลัวเพียงใด ข้าจะจารึกชื่อของข้าลงบนแผ่นดินนี้ด้วยหมึกที่ไม่มีวันจางหาย"
รุ่งเช้า ท้องฟ้ายังเป็สีเทาหม่น
"ข้าจะไปลาท่านแม่ที่หลังเขา ก่อนจะเดินทาง"
"จะไปไหนก็ไป! แต่อย่าให้ช้าล่ะ ถ้ารถม้ามาถึงแล้วเ้ายังไม่กลับมา ข้าจะให้ท่านลุงของเ้าหักขานังเด็กรับใช้ที่เหลืออยู่ในบ้านนี้เสีย!"
รุ่ยเอ๋อร์ไม่ได้หันกลับไปมอง แต่นางรู้ดีว่า นังเด็กรับใช้ ที่นางหวังพูดถึงคือ เสี่ยวชุ่ย เด็กหญิงกำพร้าที่มารดาของนางเคยช่วยชีวิตไว้ และเป็เพียงคนเดียวในบ้านนี้ที่ยังภักดีต่อรุ่ยเอ๋อร์
ที่เนินเขาหลังหมู่บ้าน รุ่ยเอ๋อร์คุกเข่าลงหน้าหลุมศพที่ไม่มีแม้แต่ป้ายหิน มีเพียงไม้กระดานผุๆ ที่สลักชื่อ เหยาซูหลิน และ หลินซื่อ เอาไว้ด้วยรอยมีด
"ท่านพ่อ ท่านแม่ รุ่ยเอ๋อร์กำลังจะไปเมืองหลวงแล้วนะเ้าคะ" นางพึมพำ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนพื้นหิมะ
"ข้าจะไปตามหาอาอัน ข้าจะพาน้องกลับมา และข้าจะทำให้คนที่ทำลายครอบครัวเราต้องชดใช้อย่างสาสม"
นางหยิบแท่งหมึกเก่าๆ ที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวออกมาจากอกเสื้อ มันคือของดูต่างหน้าชิ้นสุดท้ายของท่านพ่อที่ท่านแม่มอบไว้ให้ หมึกก้อนนี้ทำจากเขม่าไม้สนชั้นดี แม้จะเก่าแต่ยังคงมีกลิ่นหอมสะอาด
รุ่ยเอ๋อร์ใช้ปลายนิ้วลูบคลำแท่งหมึกนั้น
"ท่านพ่อเคยบอกว่า หมึก คือจิติญญาของนักปราชญ์ วันนี้รุ่ยเอ๋อร์จะใช้หมึกนี้จารึกเส้นทางชีวิตใหม่ ข้าจะไม่เป็เพียงเงาของใคร แต่ข้าจะเป็คนคุมบังเหียนโชคชะตาของตัวเอง"
ขณะที่นางลูบคลำแท่งหมึก นิ้วก็สะกิดเข้ากับรอยแตกที่โคนแท่งหมึก ประสาทััของอดีตอัจฉริยะที่เคยคลุกคลีกับอุปกรณ์เครื่องเขียนชั้นสูงมาทั้งชีวิตก็สะดุดกึก น้ำหนักของมันเบาเกินไป
ศูนย์ถ่วงของแท่งหมึกไม่ได้อยู่ที่กึ่งกลาง แต่มันกลวงโหว่ราวกับจงใจซ่อนบางสิ่งไว้ภายใน
รุ่ยเอ๋อร์ใช้เข็มเย็บผ้าเล่มเล็กค่อยๆ สะกิดตามรอยแยกอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งส่วนฐานหลุดออก เผยให้เห็นม้วนกระดาษหนังแกะขนาดจิ๋วที่ถูกม้วนไว้อย่างแ่า กลิ่นสมุนไพรจางๆ ลอยออกมาจากกระดาษแผ่นนั้น มันคือมรดกจากตระกูลฝั่งมารดาที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ชื่อ บันทึกวิถีอักขระสยบชีพจร
เนื้อหาภายในกล่าวถึงการใช้พลังปราณสายเล็กๆ ผสมผสานกับการกดจุดชีพจรเพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อที่ตายด้าน เดิมทีบรรพบุรุษตระกูลหลินคิดค้นขึ้นเพื่อรักษาผู้ป่วยอัมพาตให้กลับมาจับพู่กันเขียนหนังสือได้อีกครั้ง รุ่ยเอ๋อร์ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง นี่มันคือกำลังง่วงนอนก็มีคนส่งหมอนมาให้ชัดๆ สำหรับนางผู้ที่ในชาติก่อนลุ่มหลงในศาสตร์แห่งสรีระมนุษย์อย่างบ้าคลั่ง นางจดจำโครงสร้างมัดกล้ามเนื้อทุกมัด เส้นประสาททุกสาย และการทำงานของข้อต่อได้อย่างแม่นยำดั่งแผนที่ในหัว
‘หากข้าเปลี่ยนจากการกระตุ้นเพื่อรักษา เป็การแทรกแซงเพื่อสั่งการล่ะ?’ ความคิดอันบ้าบิ่นผุดขึ้นในใจ และต้องหาเวลาทดลองวิธีนี้ดูสักครั้ง
ในขณะที่นางกำลังจะลุกขึ้น เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นข้างหลัง นางชงักและรีบหันไปมองก็พบว่าเป็ เหยาต้าฉวน ลุงรองของนางนั่นเอง
เหยาต้าฉวนยืนมองหลุมศพน้องชายด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา เขาดูแก่ลงไปมากในชั่วข้ามคืน
"รุ่ยเอ๋อร์ เ้าคงโกรธแค้นข้ามากสินะ"
รุ่ยเอ๋อร์ลุกขึ้นยืน ปัดหิมะออกจากเข่า
"ความแค้นเป็เื่ของคนตายเ้าค่ะ ส่วนคนเป็ มีเพียงผลประโยชน์ เท่านั้นที่สำคัญ"
เหยาต้าฉวนชะงักไป เขาไม่คิดว่าเด็กสาววัยสิบสี่จะพูดจาได้เืเย็นเช่นนี้
"เ้าเปลี่ยนไปมาก ั้แ่เ้าฟื้นไข้คราวนั้น แววตาเ้าเหมือน เหมือนไม่ใช่รุ่ยเอ๋อร์คนเดิม"
"รุ่ยเอ๋อร์คนเดิมตายไปพร้อมกับความหนาวเหน็บในคืนก่อนแล้วเ้าค่ะ" รุ่ยเอ๋อร์สบตาเขาตรงๆ
"ท่านลุงรอง ท่านมาหาข้าที่นี่ มีเื่อะไรจะกำชับอีกหรือ?"
เหยาต้าฉวนถอนหายใจยาว ยื่นซองจดหมายสีน้ำตาลให้
"นี่คือแผนที่และที่ตั้งของจวนอ๋องมู่เยว่ในเมืองหลวง และ ข้อมูลเกี่ยวกับน้องชายของเ้า"
รุ่ยเอ๋อร์ใจเต้นแรง เธอรีบคว้าจดหมายนั้นมาทันที
"อาอันอยู่ที่ไหน?" รุ่ยเอ๋อร์ถามเสียงสั่น
"เขาถูกส่งไปเป็เด็กรับใช้ในหอตำราของ จวนอ๋องมู่เยว่" เหยาต้าฉวนเอ่ยเสียงต่ำ "นั่นคือที่ที่อันตรายที่สุด มู่เยว่อ๋องขึ้นชื่อเื่ความโเี้และไม่ไว้หน้าใคร หากเ้าอยากช่วยน้อง เ้าต้องทำให้คุณหนูเจินเจินเป็ที่โปรดปรานให้ได้ เพื่อที่นางจะได้ขอตัวน้องชายเ้าออกมา"
รุ่ยเอ๋อร์หรี่ตาลง มู่เยว่อ๋อง? ชื่อนี้คุ้นหูเหลือเกิน ใช่แล้ว ชายลึกลับในห้องหนังสือเมื่อคืนเขาก็บอกว่าชื่อมู่เยว่!
นี่มันเื่บังเอิญ หรือว่าโชคชะตากำลังเล่นตลกกันแน่?
"ข้าเข้าใจแล้ว" รุ่ยเอ๋อร์เก็บจดหมายเข้าอกเสื้อ
"ข้าจะทำตามที่ท่าน้า แต่จำไว้ หากน้องชายข้าเป็อะไรไปแม้แต่ปลายผม ข้าจะทำให้ตระกูลเหยาทั้งหมดพินาศไปพร้อมกับข้า"
เหยาต้าฉวนมองหลานสาวด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นอย่างประหลาด เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าการส่ง หงส์ในร่างไก่ตัวนี้เข้าเมืองหลวง เป็การช่วยตระกูลหรือเป็การชักศึกเข้าบ้านกันแน่
เมื่อกลับมาถึงหน้าบ้าน รถ ม้าไม้แกะสลักอย่างประณีตคันหนึ่งจอดรออยู่แล้ว คนขับรถม้าในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้มมองรุ่ยเอ๋อร์ด้วยสายตาเหยียดหยาม
"นี่หรือ เงาที่จะไปรับใช้คุณหนูใหญ่? ดูสภาพแล้วไม่ต่างจากขอทานข้างถนน" คนขับรถม้าแค่นเสียง
"ปากของเ้าก็ไม่ต่างจากส้วมในชนบทหรอกนะ" เสียงใสๆ ดังขึ้นจากข้างหลังรุ่ยเอ๋อร์ เสี่ยวชุ่ย วิ่งออกมาพร้อมห่อผ้าเล็กๆ ในมือนาง
"พี่รุ่ยเอ๋อร์! ข้าเตรียมซาลาเปากับน้ำมาให้ท่านเ้าค่ะ"
รุ่ยเอ๋อร์ยิ้มให้เสี่ยวชุ่ยอย่างอ่อนโยน ลูบหัวเด็กหญิงเบาๆ
"ขอบใจมากเสี่ยวชุ่ย อยู่ทางนี้ดูแลตัวเองให้ดีนะ ข้าสัญญาว่าเมื่อข้าตั้งตัวได้ ข้าจะมารับเ้าไปอยู่ด้วย"
"ข้าจะรอเ้าค่ะ! พี่รุ่ยเอ๋อร์ต้องระวังตัวนะเ้าคะ เมืองหลวงมันน่ากลัวกว่าพายุหิมะเสียอีก" เสี่ยวชุ่ยปาดน้ำตา
รุ่ยเอ๋อร์ก้มลงกระซิบที่ข้างหูเสี่ยวชุ่ย
"ฟังนะเสี่ยวชุ่ย ข้าฝากเงินส่วนหนึ่งไว้ที่ร้านขายข้าวสารในหมู่บ้าน เ้าจงแอบไปรับมาทีละนิด อย่าให้ท่านป้ารู้ หากที่นี่อยู่ไม่ได้ ให้เ้าเดินทางไปที่เมืองถง แล้วตามหาคนชื่อ เถ้าแก่หลิว เขาจะช่วยเ้า"
เสี่ยวชุ่ยพยักหน้าทั้งน้ำตา
"ข้าจะจำไว้เ้าค่ะ พี่สาวระวังตัวด้วย"
รุ่ยเอ๋อร์พยักหน้า ก่อนจะหันไปหานางหวังและเหยาต้าฉวนที่ยืนส่งอยู่หน้าประตู "ท่านลุง ท่านป้า หวังว่าเมื่อเราพบกันครั้งหน้า ข้าคงไม่ต้องเห็นพวกท่านลำบากจนต้องมาขอส่วนบุญจากข้านะเ้าคะ"
"นังเด็กนี่! ไป๊! ไปให้พ้น!" นางหวังะโไล่หลัง
รุ่ยเอ๋อร์ก้าวขึ้นรถม้าอย่างสง่างาม ท่ามกลางสายตาของชาวบ้านที่ออกมามุงดู รถม้าเริ่มเคลื่อนตัวออกไป ทิ้งหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันแสนเ็ปไว้เื้ั
รถม้าเริ่มเคลื่อนตัว บดขยี้หิมะจนเป็รอยลึกมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงอันรุ่งโรจน์และโสมม
ภายในรถม้าที่คับแคบ รุ่ยเอ๋อร์หยิบป้ายหยกที่ชายลึกลับมอบให้เมื่อคืนออกมาพิจารณาอีกครั้ง ลายสลักดอกเหมยนั้นดูราวกับจะผลิบานได้จริงในที่มืด
มู่เยว่อ๋อง! หากท่านคือคนเดียวกับชายผู้นั้น ข้าก็อยากจะรู้นักว่า น้องชายของข้ายังอยู่ดีรึเปล่า?
นางหลับตาลง ปล่อยให้เสียงล้อรถม้าที่บดขยี้หิมะเป็จังหวะนำพาไปสู่สมรภูมิใหม่ สมรภูมิที่ไม่มีดาบ แต่มีน้ำหมึก และ ปลายพู่กันเป็อาวุธสังหาร
