ตอนที่ 4 การเปิดตำราวิเศษ เดิมพันด้วยชีวิตยาจก
แสงจันทร์นวลกระจ่างอาบทาลงบนผืนหิมะรอบกระท่อมร้าง ทิ้งให้เงาของต้นไม้ใหญ่ทอดยาวราวกับอสุรกายที่หมอบคลานอยู่บนพื้นดิน แม้ภายนอกจะหนาวเหน็บจนน้ำค้างแข็งเกาะตามยอดหญ้า แต่ภายในกระท่อมดินแห่งนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลอากาศที่อบอุ่นและกลิ่นอายของสมุนไพรจางๆ
มู่หว่านเอ๋อร์นั่งขัดสมาธิอยู่บนฟางหนานุ่มที่นางแอบสลับเอา ฟางิญญาจากในมิติออกมาปูรองให้น้องชายที่หลับสนิทไปแล้ว ใบหน้าของนางยามอยู่ท่ามกลางแสงสลัวของกองไฟดูเคร่งขรึมและลึกลับกว่ายามกลางวันหลายเท่า
นางค่อยๆ หลับตาลง จิติญญาเคลื่อนย้ายเข้าสู่ พื้นที่วิจัยการเกษตรระดับเทพ อีกครั้ง
ทันทีที่เหยียบลงบนดินสีดำสนิท หว่านเอ๋อร์ก็ต้องประหลาดใจ เมื่อพบว่าอากาศในมิติเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง พลังปราณที่เคยนิ่งสนิทกลับหมุนวนเป็เกลียวคลื่นเล็กๆ รอบบ่อน้ำพุิญญา แสงสีทองจากหินใต้ก้นบ่อสว่างนวลขึ้นกว่าเดิม ราวกับมันกำลังตอบสนองต่ออะไรบางอย่าง
‘หรือจะเป็เพราะหยกพกของเซียวจิ้งเหยียน?’
นางหยิบหยกขาวลายัคาบแก้วออกมาจากอกเสื้อ ทันทีที่หยกัักับอากาศในมิติ พลันเกิดเสียง กริ๊ง ใสกังวานเหมือนระฆังแก้ว แถบสถานะสีครามปรากฏขึ้นเบื้องหน้าสายตาของนางพร้อมข้อความที่ทำให้นางหัวใจกระตุก
[ตรวจพบไอเทมระดับเชื้อพระวงศ์: ปลดล็อกพื้นที่เพาะปลูกระดับ 2 สวนสมุนไพรเทวะ]
[ปลดล็อกตำรา: หัตถ์เทวะลิขิต์ เล่มที่ 1 บทแห่งการเยียวยาและการปรุงโอสถ]
“นี่มัน...” หว่านเอ๋อร์พึมพำ ดวงตาเบิกกว้าง
เื้ับ่อน้ำพุิญญา ม่านหมอกที่เคยบดบังทัศนียภาพค่อยๆ จางสลายไป เผยให้เห็นแปลงปลูกขนาดเล็กที่มีรั้วไม้ไผ่กั้นไว้อย่างเป็ระเบียบ ดินในแปลงนั้นไม่ได้มีสีดำ แต่เป็สีม่วงอ่อนๆ ที่ส่งกลิ่นหอมสะอาดเย็นลึก และเหนือแปลงนั้นมีตำราปกแข็งสีทองเล่มหนึ่งลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ
นางเอื้อมมือไปแตะตำราเล่มนั้น ทันใดนั้น ความรู้มหาศาลก็หลั่งไหลเข้าสู่สมองราวกับกระแสน้ำวน ทั้งการวินิจฉัยโรคด้วยการดูปราณิญญา สูตรการปรุงยาที่ใช้สมุนไพรในมิติ และที่สำคัญที่สุด... วิชาฝังเข็มเทวะ ที่สามารถดึงิญญากลับจากปรโลกได้
หว่านเอ๋อร์ใช้เวลาเกือบทั้งคืนในมิติเพื่อซึมซับความรู้เ่าั้และทำความเข้าใจ นางไม่ได้รู้สึกเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย พลังปราณในมิติกลับช่วยฟื้นฟูร่างกายของนางให้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จนผิวพรรณที่เคยแห้งกร้านเริ่มกลับมาผุดผ่องดุจหยกสลัก
เช้าวันต่อมา...
ก่อนที่แสงอาทิตย์จะแตะขอบฟ้า หว่านเอ๋อร์ก็เตรียมตัวเสร็จสิ้น นางสวมชุดผ้าฝ้ายชุดเดิมที่ซักจนสะอาด ในตะกร้าสานบนหลังของนางดูเหมือนมีเพียงผักป่าและสมุนไพรพื้นๆ แต่ความจริงแล้วเบื้องล่างนั้นมี หัวไชเท้าหยก ห้าหัว และ โสมคน อายุสามสิบปีอีกหนึ่งราก
“เสี่ยวสือ วันนี้เราจะเข้าเมืองกิมจิว” หว่านเอ๋อร์ปลุกน้องชาย
เสี่ยวสือลุกขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น
“เมืองกิมจิวหรือขอรับ? ข้า... ข้าเคยได้ยินว่าที่นั่นเป็เมืองใหญ่มาก มีถังหูลู่ (ผลไม้เคลือบน้ำตาล) และก็มีงิ้วด้วย!”
หว่านเอ๋อร์ยิ้มพลางลูบแก้มที่เริ่มมีเนื้อมีนวลของน้องชาย
“วันนี้พี่สาวจะซื้อถังหูลู่ให้เ้ากินจนอิ่ม และจะซื้อรองเท้าขนสัตว์คู่ใหม่ให้เ้าด้วย”
“ตกลงครับ พี่สาว!” เด็กน้อยรีบกระเด้งตัวออกจากที่นอนแล้วรีบล้างหน้าล้างตาทันที
สองพี่น้องออกเดินทางลัดเลาะไปตามทางเกวียนที่ปกคลุมด้วยหิมะ ตลอดเส้นทางชาวบ้านที่ออกมาหาของป่าต่างพากันมองพวกนางด้วยสายตาแปลกๆ บ้างก็ซุบซิบเื่ที่มือปราบจางเผ่นแน่บหนีออกมาจากกระท่อมเมื่อวาน บ้างก็สงสัยว่าเหตุใดตอนนี้ นังตัวกาลกิณีของบ้านใหญ่ ถึงดูดีขึ้นจนผิดหูผิดตาขนาดนี้ รึเธอเริ่มเข้าสู่วัยสาวแล้ว จึงทำให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลขึ้นถึงเพียงนี้
แต่หว่านเอ๋อร์ไม่ได้สนใจ นางเดินเชิดหน้าหลังตรงไปยังเมืองกิมจิวด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน
มู่หว่านเอ๋อร์จูงมือเสี่ยวสือเดินผ่านย่านการค้าที่รุ่งเรือง สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงที่ประดับประดาด้วยโคมแดงระย้า ผู้คนสวมชุดขนสัตว์หนานุ่มเดินขวักไขว่ ผิดกับสองพี่น้องที่สวมชุดผ้าฝ้ายปะชุนจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม รองเท้าฟางของเสี่ยวสือชุ่มไปด้วยน้ำแข็งที่ละลายจนเด็กน้อยต้องพยายามเดินเขย่งเพื่อลดความหนาว
"พี่สาว... คนที่นี่เขามองเราแปลกๆ" เสี่ยวสือกระซิบพลางเบียดตัวเข้าหาหว่านเอ๋อร์ สายตาของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความประหม่าเมื่อเห็นสายตาดูแคลนจากคนรอบข้าง
หว่านเอ๋อร์กระชับมือของน้องชายให้แน่นขึ้น มุมปากหยักยิ้มอย่างเ็า
"เสี่ยวสือ จำไว้นะ... ตาของมนุษย์ส่วนใหญ่มักจะติดอยู่ที่ปลายนิ้วเท้า พวกเขาเห็นเพียงฝุ่นละอองที่ติดอยู่บนรองเท้าเรา แต่ไม่เคยมองเห็นดวงดาวที่อยู่ในใจเรา อย่าได้เอาค่าของตัวเองไปฝากไว้กับสายตาของคนเขลาเ่าั้เลย"
นางเดินตรงไปยังตึกแถวสามชั้นที่สง่างามที่สุดในย่านนั้น ป้ายไม้แกะสลักสีทองอร่ามเขียนว่า โรงหมอจี้ซื่อถัง โรงหมอที่ใหญ่ที่สุดในเมืองกิมจิว กลิ่นสมุนไพรราคาแพงโชยออกมาจางๆ ทันทีที่นางก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป บรรยากาศภายในที่ดูวุ่นวายก็พลันชะงักลงครู่หนึ่ง
"หยุดอยู่ตรงนั้น!" เสียงแหลมปนรังเกียจดังขึ้นมาจากหลังเคาน์เตอร์ไม้พะยูง จางกุ้ย ผู้ดูแลโรงหมอที่มีรูปร่างท้วมและสวมชุดผ้าไหมมันวาวเดินออกมาขวางทางไว้ เขาใช้พัดในมือปิดจมูกพลางโบกไล่ราวกับเจอซากศพเน่าเปื่อย
"ที่นี่คือสถานเยียวยาผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ไม่ใช่คอกทานน้ำใจสำหรับยาจก!"
เสี่ยวสือหน้าแดงก่ำ มือเล็กๆ สั่นเทา
"พวกเราไม่ได้มาขอทาน! พี่สาวของข้ามีสมุนไพรล้ำค่ามาเสนอขาย!"
จางกุ้ยหัวเราะก้องจนพุงกระเพื่อม
"สมุนไพรล้ำค่า? ฮ่าๆๆ! แม่นางน้อย เ้าไปขุดรากไม้มาจากป่าหลังเขาแล้วริอ่านจะมาหลอกขายที่จี้ซื่อถังงั้นหรือ? ดูสภาพของเ้าสิ... แม้แต่ค่าเหยียบพื้นกระเบื้องของโรงหมอข้า เ้ายังไม่มีปัญญาจ่ายด้วยซ้ำ สมุนไพรล้ำค่าในมือของคนชั้นต่ำ ก็เป็ได้แค่หญ้าแห้งไร้ราคาเท่านั้นแหละ!"
หว่านเอ๋อร์นิ่งสงบดุจผิวน้ำในบ่อลึก นางปรายตามองจางกุ้ยด้วยสายตาที่ทำให้คนถูกมองรู้สึกเหมือนถูกเข็มน้ำแข็งปักเข้าที่หน้าผาก
"ท่านผู้ดูแล... ข้าพึ่งรู้วันนี้เองว่าจี้ซื่อถังที่เลื่องชื่อทั่วแคว้น ใช้ราคาของเสื้อผ้า เป็เกณฑ์ในการวินิจฉัยคุณสมบัติของยา หากสุนัขตัวหนึ่งสวมชุดผ้าไหมเดินเข้ามา ท่านคงก้มกราบเรียกมันว่านายท่าน และยอมกินยาที่มันคายทิ้งกระมัง?"
"เ้า! นังเด็กปากพร่อย!" จางกุ้ยหน้าดำหน้าแดง
"เ้ากล้าเปรียบข้ากับสุนัขงั้นหรือ?"
"ข้าไม่ได้เปรียบ... ข้าแค่ตั้งข้อสังเกต" หว่านเอ๋อร์กล่าวเสียงเรียบ
"หากท่านมีความรู้เื่ยาเพียงครึ่งหนึ่งของความสามารถในการเหยียดหยามคน ท่านคงได้กลิ่นโสมิญญาที่โชยออกมาจากตะกร้าของข้าแล้ว แต่น่าเสียดาย... จมูกของท่านคงติดอยู่กับกลิ่นเงินตราจนเสียประสาทการรับรู้ไปหมดสิ้น"
“แม่นางน้อย ป่าแถวนี้คงมีแต่หญ้าตีนกา หรือไม่ก็รากไม้ธรรมดา หากเ้าอยากได้ทานน้ำใจ จงไปต่อแถวแจกโจ๊กที่ท้ายเมือง อย่ามาล้อเล่นที่โรงหมออันทรงเกียรติแห่งนี้”
คำพูดเสียดสีนั้นทำให้เสี่ยวสือหน้าแดงด้วยความโกรธ เขาจะอ้าปากเถียงแต่หว่านเอ๋อร์บีบมือเขาไว้เป็เชิงห้าม
นางไม่ได้โกรธ แต่กลับยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
“หากข้าบอกว่าในตะกร้าใบนี้คือโสมป่าบริสุทธิ์ที่อัดแน่นด้วยธาตุิญญา ท่านยังจะให้ข้าไปต่อแถวรับโจ๊กเช่นเดิมอยู่อีกหรือไม่?”
“โสมิญญา?” ผู้ดูแลหัวเราะก้อง
“เ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม! โสมิญญานั้นหายากยิ่งกว่าทองคำ แม้แต่ท่านเ้าเมืองยังหามาครองไม่ได้ แล้วยาจกอย่างเ้าจะมีได้อย่างไร? ไปๆ! อย่าให้ข้าต้องใช้ไม้กวาดไล่!”
ในขณะที่ผู้ดูแลกำลังจะเรียกคนรับใช้มาไล่นางออกไป เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจเสียงหนึ่งก็ดังมาจากด้านหลังฉากกั้น
“ช้าก่อน...”
ชายชราในชุดยาวสีเทาเรียบง่ายแต่ดูสง่างามก้าวออกมา ดวงตาของเขาแหลมคมดุจเหยี่ยว เขาคือ ท่านหมอไป๋ เ้าของโรงหมอจี้ซื่อถังและเป็หมอชื่อดังที่แม้แต่ทางการยังต้องเกรงใจ
“ท่านหมอไป๋!” ผู้ดูแลรีบโค้งคำนับจนตัวงอ
“นังเด็กคนนี้มาก่อความวุ่นวาย ข้ากำลังจะไล่นางไป...”
หมอไป๋ไม่ได้ฟังคำแก้ตัว เขามองจ้องไปที่มู่หว่านเอ๋อร์อยู่นาน ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังตะกร้าบนหลังของนาง เขาััได้ถึงกลิ่นอายประหลาดที่สดชื่นและทรงพลังโชยออกมาจากที่นั่น
“แม่นาง... เมื่อครู่เ้าบอกว่ามีโสมิญญางั้นรึ?” หมอไป๋ถามด้วยน้ำเสียงที่ลดความกระด้างลง
หว่านเอ๋อร์ไม่พูดพร่ำทำเพลง นางวางตะกร้าลงและหยิบผ้าห่อหนึ่งออกมา เมื่อคลี่ผ้าออก ความหอมกรุ่นของโสมที่ดูราวกับมีชีวิตก็อบอวลไปทั่วห้องโถง รากโสมนั้นสมบูรณ์อวบอิ่ม มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ และที่สำคัญคือมีเส้นใยสีขาวนวลที่แผ่รัศมีจางๆ ออกมา
หมอไป๋ถึงกับชะงัก ลมหายใจสะดุด
“นี่มัน... โสม์! ไม่ใช่แค่โสมป่าธรรมดา แต่มันถูกหล่อเลี้ยงด้วยน้ำบริสุทธิ์ธาตุิญญา!”
คนทั้งโรงหมอต่างพากันหันมามองเป็ตาเดียว ผู้ดูแลที่เคยปากเก่งถึงกับเข่าอ่อนจนเกือบล้ม
“ท่านหมอไป๋ ท่านประเมินโสมหัวนี้เท่าไหร่?” หว่านเอ๋อร์ถามพลางพับผ้าห่อคืนอย่างเยือกเย็น
หมอไป๋มองโสมสลับกับใบหน้าของเด็กสาวด้วยความทึ่ง
“โสมระดับนี้... หากนำไปประมูลที่เมืองหลวง ราคาไม่ต่ำกว่าห้าร้อยตำลึงทองแน่นอน แต่สำหรับโรงหมอของข้า ข้าขอเสนอซื้อที่สามร้อยตำลึงทองในตอนนี้ และข้าขอนับเ้าเป็สหายตัวน้อยของโรงหมอจี้ซื่อถัง!”
สามร้อยตำลึงทอง! ตัวเลขนี้ทำเอาชาวบ้านแถวคนนั้นถึงกับอ้าปากค้าง เงินจำนวนนี้สามารถซื้อบ้านหลังใหญ่และใช้ชีวิตอย่างาาไปได้ทั้งชาติ
“ตกลง” หว่านเอ๋อร์ตอบสั้นๆ
“แต่ข้ามีข้อแม้... ข้า้าซื้อชุดเข็มเงิน และสมุนไพรแห้งบางชนิดที่ข้ายังไม่มีในตอนนี้”
“ย่อมได้! เ้า้าสิ่งใดข้าจะจัดเตรียมให้ดีที่สุด!” หมอไป๋กล่าวด้วยความกระตือรือร้น
ขณะที่หมอไป๋กำลังสั่งให้ผู้ดูแลจางกุ้ยไปเตรียมเงิน (ซึ่งผู้ดูแลทำหน้าที่ด้วยความสั่นเทาและรีบขอโทษหว่านเอ๋อร์แทบไม่ทัน)
เสียงเอะอะโวยวายและเสียงร้องไห้ปานจะขาดใจก็ดังมาจากห้องโถงด้านใน
“ท่านหมอ! ช่วยบุตรชายข้าด้วย! ใครก็ได้... ช่วยเขาที!”
น้ำเสียงที่เคยทรงอำนาจของ นายท่านเฉิน มหาเศรษฐีผู้กุมบังเหียนการค้ากึ่งหนึ่งของเมืองกิมจิว บัดนี้กลับสั่นพร่าและเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ร่างในชุดผ้าไหมเนื้อดีที่บัดนี้ยับเยินและเปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อพุ่งออกมาจากห้องรักษา ดวงตาแดงก่ำมองหาที่พึ่งสุดท้าย
ด้านหลังของเขามีเหล่าหมอในชุดขาวสี่ห้าคนเดินตามออกมาด้วยสีหน้าหม่นหมอง พวกเขาต่างก้มหน้าเงียบไม่กล้าสบตาหมอไป๋ เมื่อเห็นปฏิกิริยาของลูกน้อง ท่านหมอไป๋ เ้าของโรงหมอผู้ทรงเกียรติและมีชื่อเสียงที่สุดในแถบนี้ก็ใจกระตุกวูบ
เขาไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ท่านหมอไป๋รีบสะบัดแขนเสื้อแล้วพุ่งตัวสวนกลับเข้าไปในห้องรักษาอย่างรวดเร็ว เขาทรุดตัวลงข้างเตียงคนไข้ ทาบนิ้วลงบนข้อมือที่เย็นเยียบเพื่อตรวจชีพจร (แมะ) อย่างละเอียด พลางพลิกดูเปลือกตาและตรวจสอบการไหลเวียนของลมปราณที่แ่เบาราวกับเทียนเล่มน้อยที่กำลังจะดับลงกลางสายลมแรง
หยาดเหงื่อเม็ดเป้งผุดพรายบนใบหน้าของท่านหมอผู้ชรา เขาพยายามใช้ทุกศาสตร์ที่ร่ำเรียนมาตลอดชีวิตเพื่อค้นหา หนทางรอด เพียงหนึ่งเดียว แต่ทว่า... ยิ่งตรวจลึกเท่าไหร่ หัวใจของเขาก็ยิ่งดิ่งวูบลงเท่านั้น
สุดท้าย ท่านหมอไป๋ค่อยๆ ถอนปลายนิ้วที่สั่นเทาออกมา เขาหลับตาลงอย่างข่มขืนใจ ก่อนจะเดินออกมาหน้าห้องด้วยฝีเท้าที่หนักอึ้ง เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังอันริบหรี่ของนายท่านเฉิน ท่านหมอไป๋ทำได้เพียง ส่ายหน้าช้าๆ ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอับจนหนทาง เป็การยืนยันคำตัดสินของหมอทุกคนว่า...
"นายท่านเฉิน... ข้าเสียใจจริงๆ ข้าและคนในโรงหมอหมดปัญญาจะยื้อเขาไว้แล้ว"
"พิษของแมงมุมทมิฬนั้นเข้มข้นนัก มันแทรกซึมเข้าสู่จุดชีพจรหัวใจแล้ว แม้ข้าจะใช้ยาลดพิษที่แพงที่สุด แต่ร่างกายของบุตรชายท่านกลับไม่ตอบสนอง... ลมหายใจของเขาเหลือเพียงชั่วธูปสั้นๆ เท่านั้น โปรดเตรียมการ... สิ่งที่ควรเตรียมเถิด"
"เตรียมการ? ท่านจะให้ข้าเตรียมโลงศพให้ลูกชายวัยสิบแปดงั้นหรือ!" เศรษฐีเฉินคำรามทั้งน้ำตา
"ข้าบริจาคเงินให้โรงหมอนี้ปีละหมื่นตำลึงทอง เพื่อให้พวกท่านมาบอกว่าเสียใจ ในวันที่ลูกข้าใกล้ตายงั้นหรือ! พวกท่านมันก็แค่พวกเลี้ยงเสียข้าวสุก!"
เหล่าหมอต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา ไม่มีใครกล้าปริปาก เพราะในทางการแพทย์ พวกเขาหมดสิ้นปัญญาแล้วจริงๆ
