บทที่ ๘:ชีวิตใหม่ในแปลงผัก
เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปราวกับสายน้ำที่ไหลริน เจ็ดวันเต็ม ที่จางซื่อผิงและหงเอ๋อได้ใช้ชีวิตอย่างสงบอยู่ ณ เรือนเล็กท้ายเขาแห่งนี้ แต่ละวันที่ผ่านไปคือการฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจอย่างแท้จริง
เช้าวันนี้ แสงแดดที่ส่องลอดเข้ามาในเรือนดูจะสดใสกว่าทุกวัน จางซื่อผิงไม่ได้นอนซมอยู่บนเตียงอีกต่อไปแล้ว นางตื่นแต่เช้ามืด ออกมายืนสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ลานหน้าบ้านอย่างเต็มปอด ร่างกายที่เคยบอบช้ำและอ่อนแอ บัดนี้กลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วอีกครั้ง ความเ็ปตามร่างกายได้เลือนหายไปจนเกือบหมดสิ้น เหลือเพียงรอยแผลเป็จางๆ บนหน้าผากที่ถูกเส้นผมบดบังไว้เป็เครื่องเตือนใจถึงเหตุการณ์ในวันนั้น
นางลองรำมวยไท่เก๊กอย่างช้าๆ ซึ่งเป็ท่วงท่ากายบริหารที่เคยเรียนรู้ในโลกเก่าเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานเป็แพทย์ การเคลื่อนไหวที่นุ่มนวลแต่หนักแน่นช่วยยืดเส้นยืดสายและกระตุ้นการไหลเวียนของพลังงานในร่างใหม่นี้ได้เป็อย่างดี เมื่อใช้วิชาแพทย์แผนปัจจุบันผสมผสานกับความเข้าใจในเื่พลัง ชี่ ที่ได้จากดวงตาทิพย์ ทำให้อัตราการฟื้นตัวของนางรวดเร็วจนน่าอัศจรรย์
ในขณะเดียวกัน อาการป่วยของป้าเหลียนก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยาตำรับพิเศษของเถ้าแก่ถังที่ถูกปรับปรุงด้วยความรู้ของนางนั้นได้ผลชะงัด เสียงไอที่เคยดังระงมทั้งวันทั้งคืน บัดนี้เหลือเพียงเสียงไอกระแอมเบาๆ เป็ครั้งคราว ใบหน้าที่เคยซูบซีดก็เริ่มมีเืฝาดปรากฏขึ้นมาให้เห็น วันนี้นางถึงกับสามารถลุกขึ้นมานั่งพิงหัวเตียงเพื่อช่วยหงเอ๋อเด็ดขั้วพริกแห้งได้แล้ว
“คุณหนู... มาทานข้าวต้มก่อนเ้าค่ะ” หงเอ๋อยกถ้วยข้าวต้มร้อนๆ ที่ใส่สมุนไพรบำรุงลงไปด้วยออกมาให้จากในครัว ใบหน้าของเด็กสาวเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มสดใสอย่างที่ไม่เคยเป็มานาน “วันนี้ท่านแม่ก็ทานข้าวต้มได้เกือบหมดถ้วยเลยนะเ้าคะ!”
“ดีมาก” ซื่อผิงพยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ นางรับถ้วยข้าวต้มมานั่งลงที่โต๊ะไม้ตัวเก่า “ยาของท่านเถ้าแก่ถังใกล้จะหมดแล้วใช่หรือไม่?”
“เ้าค่ะ เหลือพอสำหรับวันนี้เป็วันสุดท้ายพอดี” หงเอ๋อตอบพลางนั่งลงข้างๆ
ซื่อผิงใช้ดวงตาทิพย์ของเธอมองประเมินอาการของป้าเหลียนอีกครั้ง กลุ่มหมอกสีเทาในปอดของนางจางลงไปมาก แต่ก็ยังคงหลงเหลืออยู่เป็ปื้นๆ พลังชีวิตโดยรวมแข็งแกร่งขึ้น แต่ก็ยังไม่มั่นคงดีนัก “อาการของท่านป้าดีขึ้นมาก แต่รากของอาการป่วยยังไม่ถูกขจัดจนหมดสิ้น เราต้องกลับไปที่ร้านโอสถของท่านเถ้าแก่ถังเพื่อจัดยามาเพิ่มอีกสักห้าเทียบ หากได้กินยาต่อเนื่องจนครบ อาการป่วยเรื้อรังของท่านป้าก็น่าจะหายดีได้”
สีหน้าของหงเอ๋อฉายแววกังวลขึ้นมาเล็กน้อย “แต่ว่า... เงินที่เรามีอยู่ตอนนี้เหลือไม่มากแล้วนะเ้าคะ...”
ซื่อผิงวางช้อนลงแล้วหันไปมองบ่าวรับใช้ของตนด้วยรอยยิ้มที่มั่นใจ “เื่นั้นไม่ต้องเป็ห่วง... เ้าดูที่แปลงผักด้านโน้นสิ”
หงเอ๋อมองตามสายตาของคุณหนูออกไปนอกหน้าต่าง แล้วดวงตาของนางก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความยินดี แปลงผักกวางตุ้งอีกแปลงหนึ่งที่พวกนางช่วยกันลงไว้เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน บัดนี้มันได้เติบโตงอกงามอย่างเต็มที่ ต้นผักแต่ละต้นอวบใหญ่อิ่มน้ำ ใบสีเขียวสดเป็มันวาวสะท้อนแสงแดดยามเช้าดูน่ากินยิ่งนัก มันพร้อมสำหรับการเก็บเกี่ยวแล้ว
“โอ้...์! พวกมันงามมากเลยเ้าค่ะคุณหนู!” หงเอ๋ออุทานอย่างตื่นเต้น “ถ้าเรานำไปขายในตลาดพรุ่งนี้เช้า ต้องได้ราคาดีมากแน่ๆ! เราจะมีเงินพอซื้อยาให้ท่านแม่แล้ว!”
“ไม่ใช่แค่ค่ายา” ซื่อผิงกล่าวเสริม “เราต้องนำรถเข็นไปคืนท่านเถ้าแก่ถังด้วย และที่สำคัญ เสบียงในครัวของเราก็ใกล้จะหมดแล้ว เราต้องซื้อหาของใช้ที่จำเป็ ไม่ว่าจะเป็เกลือ เนื้อหมู ไก่ ของแห้งหรือเครื่องเทศบางอย่างมาติดครัวไว้บ้าง”
แผนการที่เป็รูปเป็ร่างทำให้หัวใจของเด็กสาวพองโตขึ้นด้วยความหวัง นางพยักหน้ารับอย่างกระตือรือร้น “เช่นนั้น... เย็นนี้เรามาเร่งเก็บผักกันนะเ้าคะ! แล้วพรุ่งนี้เช้ามืดเราจะได้รีบเข้าไปขายเมืองกัน!”
“อืม” ซื่อผิงตอบรับในลำคอ แววตาของนางทอประกายมุ่งมั่น “พรุ่งนี้... เราจะกลับไปที่เมืองหยางปี้กันอีกครั้ง”
เมื่อดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงจนกลายเป็สีส้มทอง แสงสุดท้ายของวันอาบไล้แปลงผักจนกลายเป็สีทองอร่าม จางซื่อผิงและหงเอ๋อก็ลงมือทำงานกันอย่างขะมักเขม้น
ซื่อผิงในชุดชาวบ้านเรียบๆ แต่ทะมัดทะแมง ใช้เคียวอันเล็กที่คมกริบตัดโคนต้นผักกวางตุ้งอย่างชำนาญ ท่วงท่าของนางนั้นรวดเร็วราวกับศัลยแพทย์ที่กำลังลงมีดผ่าตัด “หงเอ๋อค่อยๆตัดอย่าให้ผักมันช้ำนะเราต้องให้มันยังสดพรุ่งนี้จะได้น่าซื้อ”หงเอ๋อยิ้มหวานและโค้งคำนับผู้เป็นาย “เ้าคะคุณหนูข้าจะเบามือให้มากที่สุดเลยเ้าคะ” ทั้งสองต่างหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข มันช่างเรียบง่ายสงบ และสร้างสมาธิให้แก่เธอได้อย่างน่าประหลาด มันคือการทำงานกับ ชีวิต ในอีกรูปแบบหนึ่งที่ต่างจากการช่วยชีวิตคนในห้องผ่าตัด แต่ก็ให้ความรู้สึกอิ่มเอมใจไม่แพ้กัน
ซื่อผิงใช้ดวงตาทิพของนางสำรวจต้นผักแต่ละต้นอย่างละเอียด นางสามารถมองเห็นได้ว่าต้นไหนมี พลังชีวิตหรือ ชี่ ไหลเวียนอยู่สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งหมายถึงความสดใหม่และคุณค่าทางอาหารที่สูงกว่า นางจะเลือกเก็บเกี่ยวต้นเ่าั้ก่อนเป็อันดับแรก
ส่วนหงเอ๋อนั้นมีความชำนาญตามสัญชาตญาณของคนที่คลุกคลีอยู่กับงานนี้มาั้แ่เด็ก สองมือของนางทำงานอย่างไม่หยุดพัก เก็บผักที่ตัดแล้วมาจัดเรียงใส่ตะกร้าใบใหญ่อย่างเป็ระเบียบ สองนายบ่าวทำงานเข้าขากันอย่างดียิ่ง ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบของยามเย็น มีเพียงเสียงคมเคียวที่ตัดผ่านลำต้นของผักดัง "ฉับ...ฉับ..." สลับกับเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กสาวเป็ครั้งคราว
“คุณหนูเ้าขา... ท่านดูสิ ต้นนี้อ้วนใหญ่กว่าแขนของบ่าวเสียอีก!” หงเอ๋อชูต้นผักกวางตุ้งขนาดใหญ่ขึ้นมาอวดอย่างตื่นเต้น
ซื่อผิงมองภาพนั้นแล้วก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ “เก็บไว้ให้ดีล่ะ ต้นนั้นน่าจะขายได้ราคาแพงที่สุด”
เหงื่อที่ไหลซึมออกมาตามไรผมและความเมื่อยล้าที่เริ่มปรากฏขึ้นตามร่างกาย กลับไม่ได้สร้างความทุกข์ทรมานให้พวกนางเลยแม้แต่น้อย แต่มันคือเหงื่อแห่งความหวัง คือความเหนื่อยล้าที่แลกมาด้วยผลผลิตอันงดงามที่กองอยู่เต็มตะกร้า
เมื่อแสงสุดท้ายของวันลับขอบฟ้าไป พวกนางก็ช่วยกันขนตะกร้าผักทั้งหมดกลับเข้ามาในเรือน แสงจากตะเกียงน้ำมันส่องให้เห็นภาพูเาผักกองโตที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นไปทั่วทั้งเรือน มันคือผลลัพธ์ของหยาดเหงื่อแรงกาย คือทุนทรัพย์ที่จะนำไปต่อชีวิตและสร้างอนาคตของพวกนางในวันพรุ่งนี้
หลังจากกินอาหารเย็นง่ายๆ ที่ประกอบด้วยข้าวต้มกับผักดอง และไข่จากแม่ไก่ที่เลี้ยงเอาไว้ จากนั้นทั้งสองก็มานั่งช่วยกันคัดแยกและมัดผักเป็กำๆ เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปขายในตลาด
ขณะที่กำลังทำงานอยู่นั้น หงเอ๋อก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แ่เบาลงเล็กน้อย “คุณหนู... บ่าว... บ่าวรู้สึกกลัวนิดหน่อยที่จะต้องกลับไปในเมืองเ้าค่ะ”
ซื่อผิงหยุดมือแล้วหันไปมองบ่าวรับใช้ของตน นางเข้าใจความรู้สึกของหงเอ๋อดี เมืองหยางปี้... สถานที่ที่คุณหนูของนางต้องเผชิญกับเหตุการณ์เลวร้ายจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด มันได้กลายเป็าแในใจของเด็กสาวผู้ภักดีคนนี้ไปเสียแล้ว
นางยื่นมือไปกุมมือของหงเอ๋อไว้เบาๆ แล้วบีบให้กำลังใจ “หงเอ๋อ มองหน้าข้าสิ” หงเอ๋อค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตาผู้เป็นาย “ครั้งนี้จะไม่เหมือนครั้งก่อน” ซื่อผิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ “ครั้งก่อนเราไปในฐานะคนขายผักที่อ่อนแอ แต่พรุ่งนี้... เราจะกลับไปอย่างผู้ชนะ เราจะนำผลผลิตของเราไปแลกเป็เงิน นำเงินไปซื้อยาเพื่อรักษาท่านป้าเหลียน และนำเสบียงกลับมาเติมเต็มบ้านของเรา... เราจะกลับไปอย่างผู้ที่ยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง ไม่มีใครหน้าไหนจะมารังแกเราได้อีก”
แววตาที่เด็ดเดี่ยวและคำพูดที่ทรงพลังของคุณหนู ทำให้ความกลัวในใจของหงเอ๋อค่อยๆ สลายไป ถูกแทนที่ด้วยความกล้าหาญและความเชื่อมั่น นางพยักหน้ารับอย่างแรง “เ้าค่ะคุณหนู! บ่าวจะไม่กลัวอีกแล้ว!”
เมื่อเตรียมทุกอย่างเสร็จสิ้น ผักกำใหญ่งามถูกจัดเรียงอย่างดีบนรถเข็นไม้ที่จอดรออยู่หน้าเรือน คลุมด้วยผ้าฝ้ายผืนบางๆ เพื่อป้องกันน้ำค้างในตอนเช้ามืด ทั้งสองคนจึงได้เข้านอนเพื่อพักเอาแรง
คืนนั้น... จางซื่อผิงนอนมองแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาในห้อง นางคิดทบทวนเื่ราวทั้งหมดที่ผ่านมา... จากแพทย์หญิงอนาคตไกลในศตวรรษที่ 21 สู่หญิงสาวขายผักผู้มีตาทิพย์ในยุคโบราณ แม้ชะตากรรมจะเล่นตลกกับเธออย่างโหดร้าย แต่ในความโชคร้ายนั้น ก็ยังมีความโชคดีซ่อนอยู่
นางได้เรียนรู้คุณค่าของชีวิตที่เรียบง่าย ได้ัักับความภักดีที่หาไม่ได้จากโลกเก่า และที่สำคัญที่สุด... นางได้ค้นพบความแข็งแกร่งในจิตใจของตนเอง
พรุ่งนี้... การเดินทางกลับสู่เมืองหยางปี้ คือการประกาศให้โลกใบใหม่ของเธอได้รู้ว่า... จางซื่อผิงคนใหม่...ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว.!
