ในห้องโถงใหญ่แห่งคฤหาสน์ตระกูลจ้าว
ผู้นำตระกูลจ้าวซิงใบหน้าเคร่งเครียดนั่งอยู่ในตำแหน่งเ้าบ้าน เห็นได้ชัดว่าอยู่ในอารมณ์เดือดดาลสุดขีด ที่ด้านข้างคือหลี่เฉินจากสำนักเ้าอสูรซึ่งนั่งเงียบงันพลางลูบแมวสามหางในอ้อมอก มันขมวดคิ้วราวครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
คนถัดไปมีสีหน้าเคร่งเครียดไม่น้อยไปกว่าจ้าวซิง นั่นคือจ้าวเย่ ยังมีจ้าวเหลียงซึ่งนั่งทรุดอยู่บนเก้าอี้บนศีรษะพันไว้ด้วยผ้าพันแผลอย่างแ่าจนมองเห็นเพียงสองรูคือดวงตาทั้งคู่เท่านั้น ส่วนองค์ประกอบใบหน้าอื่นเช่นหูจมูกปากกลับไม่อาจมองเห็นได้ ดูไปยิ่งคล้ายน้ำเต้าอ้วนขึ้นกว่าเดิม
นอกจากนี้ยังมีผู้ฝึกปรือิญญาแห่งด่านภูติญญาระดับต้นอีกสองคนซึ่งตระกูลจ้าวให้การชุบเลี้ยงเอาไว้
ทั้งหมดคือกำลังคนที่มีอยู่ในปัจจุบันของตระกูลจ้าว ภูติญญาระดับปลายหนึ่ง ภูติญญาระดับกลางหนึ่ง และภูติญญาระดับต้นอีกสอง ยังมีพ่อบ้านตระกูลจ้าวซึ่งบรรลุด่านภูติญญาระดับกลางอีกหนึ่ง เพียงแต่ยามนี้หายสาบสูญ(ตาย) --- ดูจากขุมกำลังที่มี ในสายตาของหลี่เฉินแล้วถือว่าน้อยนิด แต่สำหรับเมืองเกายี่ซึ่งมีเพียงเ้าเมืองที่บรรลุด่านบรรพิญญาแล้ว ก็ยังถือได้ว่าเป็ขุมกำลังอันยิ่งใหญ่
“ข้าเพียงให้เ้าไปสืบดูสถานการณ์ เพื่อดูว่าเ้าเด็กน้อยตระกูลเย่กับตระกูลหลิวไฉนจู่ๆจึงสนิทสนมกันถึงขั้นมารับประทานอาหารร่วมกัน และก็หาเหตุสั่งสอนเ้าผู้เยาว์ตระกูลเย่สักครา ยั่วยุให้มันโกรธเพื่อสังเกตปฏิกิริยาคนตระกูลหลิวว่าจะทำเช่นไร แต่ตรงกันข้ามเ้ากลับถูกมันทำร้ายจนสิ้นท่าโดยไม่ทันได้ถูกตัวมัน! ใครบอกข้าได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น?!”
จ้าวซิงทุบโต๊ะพลางคาดคั้นต่อจ้าวเย่
จ้าวเย่หน้าแดงก่ำ นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยปากขึ้น “เ้าเด็กน้อยตระกูลเย่ ข้างกายมันมียอดฝีมือ...”
“ยอดฝีมือ? ยอดฝีมือพลังระดับใด?”
“ภูติญญา... ภูติญญาระดับกลาง...”
“ก็ระดับเดียวกับเ้า แล้วไฉนเพียงแรกพบหน้าก็ถูกอีกฝ่ายฟาดจนสลบ?!”
“ข้า...” จ้าวเย่อับจนคำพูด อีกครู่ใหญ่จึงเอ่ยปากออกมา “คนผู้นั้นท่าร่างรวดเร็วเกินไป มิหนำซ้ำอาวุธในมือมันช่างประหลาดนัก ทั้งยังเป็การลอบโจมตี ข้าไม่ทันระวังจึงป้องกันไม่ทัน จนถูกมันฟาดจนสลบไป...”
“อย่ามาอ้าง! ข้าถามเ้า มันใช้อาวุธอะไร?”
“แค่... ก้อน ก้อนอิฐ...”
“……”
“……”
ห้องโถงเงียบงันไปชั่วขณะ แม้แต่มือหลี่เฉินยังชะงักค้าง จ้าวซิงเดือดดาลจนพ่นลมออกจากจมูก ก่อนจะกล่าวด้วยความโกรธกริ้ว “เ้าว่าอะไรนะ?!”
จ้าวเย่กล่าวด้วยสีหน้าขมขื่น “ถูกแล้ว เป็ก้อนอิฐ”
“หรือจะเป็วัตถุิญญาระดับสูง?”
“น่าจะ น่าจะเป็กึ่งวัตถุิญญา...”
“เ้า เ้า เ้า...” จ้าวซิงชี้หน้าจ้าวเย่ มันเอ่ยคำ‘เ้า’อยู่หลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่อาจสรรหาคำพูดใดได้
“พอเถอะ เพียงแค่ผู้เยาว์แห่งด่านภูติญญาที่ต่อสู้โดยพึ่งพาวัตถุิญญาและเคล็ดิญญาเท่านั้น มันไม่ใช่คนของตระกูลเย่ ไม่จำเป็ต้องใส่ใจเลย” หลี่เฉินโบกมือเบาๆห้ามปรามจ้าวซิง แล้วจึงเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ในสถานการณ์เช่นนี้ใช่ว่าเราจะหาผลประโยชน์ไม่ได้ ในเมื่อเ้าเกรงตระกูลหลิวจะสอดมือเข้ามาจนเื่ราวยืดเยื้อส่งผลต่อสถานการณ์ เช่นนั้นก็อ้างเหตุในวันนี้ ไปยังบ้านตระกูลเย่เพื่อเรียกร้องกล่าวโทษ! ข้าจะไปกับเ้าเพื่อหาโอกาสยึดครองตระกูลเย่ จะได้ถือว่าทำตามคำมั่นที่ให้ไว้ต่อตระกูลจ้าวสำเร็จไปด้วย”
จ้าวซิงตาเป็ประกาย แต่จู่ๆก็มีท่าทีลำบากใจก่อนจะกล่าวว่า “หากพวกเราไปบังคับพวกมันตรงๆ แล้วถ้าเกิดตระกูลเย่ยอมสู้อย่างสุนัขจนตรอก ไม่ยอมสยบขึ้นมา...”
“เฮอะ! อยู่ต่อหน้าขุมกำลังที่เหนือชั้นกว่า การต่อต้านอันใดก็ไร้ประโยชน์ หากตระกูลเย่ยังอยากจะรักษาชีวิตเอาไว้ ก็มีแต่ต้องศิโรราบ!! เมื่อมีข้าออกหน้าเป็ตัวแทนสำนักเ้าอสูรคอยหนุนหลังตระกูลจ้าว ยังมีอะไรให้กังวลอีก?”
“แต่ว่า ผู้ดูแลหลี่ เช่นนี้ไม่เป็การรีบร้อนไปหน่อยหรือ...” จ้าวซิงตรึกตรองดู ก่อนจะกล่าวอย่างลังเล
หลี่เฉินขมวดคิ้ว “ข้ายังมีเื่สำคัญที่ต้องกระทำ ไม่ได้มีเวลาว่างมากนัก!”
สองวันมานี้หลี่เฉินยิ่งคิดยิ่งร้อนใจ มันไม่้าจะวุ่นวายกับปัญหาของสองตระกูลเล็กๆนี้อีกแล้ว ยามนี้เพียง้าจะกลับไปรายงานต่อสำนักให้ทราบโดยเร็ว แล้วค่อยนำคนมาสืบหาสาเหตุการหายตัวไปของอู๋เซินโดยละเอียด...
จ้าวซิงไม่กล้าทัดทานอีกจึงกล่าวว่า “ถูกแล้ว ถูกแล้ว ในเมื่อผู้ดูแลหลี่มีเื่สำคัญเร่งด่วน ถ้าเช่นนั้นเราไปบ้านตระกูลเย่ในบัดดล บีบให้พวกมันยอมสวามิภักดิ์ต่อตระกูลจ้าว! ”
“อืม สบายใจเถอะ เื่ที่ข้าเคยให้สัญญากับเ้า ต้องกระทำได้อย่างแน่นอน เมื่อยึดครองตระกูลเย่แล้ว หลังจากนั้นข้าจะส่งคนนำอสูริญญาระดับห้ามามอบให้ เมื่อถึงเวลานั้นจะช่วยสนับสนุนจนเ้าบรรลุด่านบรรพิญญา ต่อจากนั้นเ้าก็สามารถอาศัยกำลังของตนเองควบคุมตระกูลเย่ได้แล้ว ในเมื่อยอมอยู่ใต้สังกัดสำนักเ้าอสูร สำนักเราย่อมไม่ทำให้พวกเ้าผิดหวัง”
ใบหน้าจ้าวซิงปรากฏความตื่นเต้นยินดีขึ้น มันกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ถูกแล้ว ถูกแล้ว ตระกูลจ้าวของข้า...”
“ผู้ใดบอกว่าตระกูลจ้าวของข้าจะยอมอยู่ใต้สังกัดสำนักเ้าอสูร?! ข้าไม่เห็นด้วย!”
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงร้องดังเข้ามาในห้องโถง สร้างความแตกตื่นแก่ทุกคน หลี่เฉินหน้าแปรเปลี่ยนไป รีบหันขวับไปมองที่ด้านนอกประตู ขณะเดียวกันแมวสามหางในอ้อมอกก็ร้องออกมาก่อนจะพลิกตัวยืนขึ้น มันจ้องเขม็งไปที่ประตูด้วยดวงตาไร้ิญญาขณะที่ขนทั้งตัวลุกชี้ชัน
สิ้นเสียงก็ปรากฏชายหนุ่มผู้หนึ่งสวมใส่อาภรณ์สีครามเดินไพล่หลังเข้ามาในห้องโถงราวกับกำลังเดินเล่น
ขณะชายหนุ่มมองไปรอบห้องโถงสีหน้าก็ทอแววหวนรำลึก ยามที่มองไปยังจ้าวซิงซึ่งใจนลุกขึ้นยืน ก็กล่าววาจาที่สร้างความประหลาดใจแก่ทุกคน
“บิดา ข้ากลับมาแล้ว”
“ว่ากระไร? เ้า... เ้าคือ...” จ้าวซิงแสดงท่าทีงงงัน มันมองไปยังชายหนุ่มซึ่งยืนยิ้มอยู่ภายในห้องโถงด้วยความสงสัย แต่ไม่ถึงอึดใจก็เริ่มเข้าใจ จู่ๆร่างกายมันก็สั่นเทา ก่อนจะเอ่ยปากเสียงสั่นเครือ “เ้า เ้าคือ...ซีลั่ว”
ชายหนุ่มมองใบหน้าที่เปลี่ยนเป็ตื่นเต้นยินดีของจ้าวซิง ก่อนจะยิ้มพลางพยักหน้า “เป็ข้าเอง บิดา ข้ากลับมาแล้ว บุตรชายคนนี้หนีออกจากบ้านไป สิบปีแล้วที่อกตัญญูต่อบิดามารดา ทำให้พวกท่านต้องกังวล...”
“กลับมาก็ดีแล้ว กลับมาก็ดีแล้ว...” ยามนี้จ้าวซิงไร้ซึ่งท่าทีเคร่งขรึมของผู้นำตระกูลอีก มันมองดูใบหน้าอันคุ้นเคยด้วยความรักพร้อมกับพยักหน้า “นับั้แ่ที่เ้าจากไปก็สิบปีแล้ว ทราบหรือไม่ว่ามารดาเ้าเป็กังวลเพียงใด? สิบปีที่ไร้ข่าวคราว พวกเราคิดว่าเ้าจะเคราะห์ร้ายเกิดเื่ไม่คาดคิด... ยามนี้เ้ากลับมา พวกเราก็ถือว่าพร้อมหน้ากันแล้ว...”
ใบหน้าชายหนุ่มเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “อืม ข้ากลับมาแล้วและจะไม่ทำให้พวกท่านกังวลใจอีก และข้าจะทำให้ตระกูลจ้าวเราก้าวพ้นออกจากเมืองเกายี่กลายเป็ตระกูลอันดับหนึ่งอันดับสองแห่งมณฑลเป่ยเหยียนให้ได้!”
“เฮอะ! เสียงดังโอ้อวด! เ้าเด็กน้อยฟังจากประโยคแรกของเ้า คล้ายกับไม่เห็นสำนักจ้าวอสูรเราอยู่ในสายตา ช่างโอหังนัก! เ้าเป็ใครกัน?!” น้ำเสียงน่าขนลุกดังขึ้นขัดจังหวะสองพ่อลูกซึ่งเพิ่งมีโอกาสได้กลับมาพบหน้ากัน หลี่เฉินสีหน้าเ็าเอ่ยปากขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่เป็มิตร
ชายหนุ่มยื่นมือห้ามปรามจ้าวซิงที่กำลังจะเอ่ยปาก มันจ้องมองหลี่เฉินอย่างไม่หวั่นเกรง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิ “จ้าวซีลั่ว แห่งสำนักธาตุน้ำ!!”
…………
ตระกูลจ้าวเกิดเหตุผันแปรไม่คาดคิดขึ้นจากการปรากฏตัวของจ้าวลั่วซี ขณะเดียวกันที่บ้านตระกูลเย่ ไป๋หยุนเฟยเองก็ต้องพบกับเหตุไม่คาดคิดเช่นเดียวกัน
ที่เรือนรับรองแขกด้านทิศเหนือของบ้านตระกูลเย่ ไป๋หยุนเฟยกำลังจับจ้องกลางอากาศซึ่งมีวิหคสายฟ้าบินอยู่โดยที่ทั่วตัวถูกห่อหุ้มด้วยประกายสายฟ้า สีหน้ามันกลายเป็สับสนงุนงง
“นี่...มันเกิดอะไรขึ้น...”
