ไป๋หยุนเฟยตกตะลึงรีบหันกลับไปมอง ก็เห็นชายหนุ่มอายุราวยี่สิบสามยี่สิบสี่ รูปร่างกำยำ ด้านหลังมันเป็พวกพ้องอายุรุ่นราวคราวเดียวกันอีกสามสี่คนติดตามมาราวกับเป็‘สมุนบริวาร’ อีกฝ่ายจ้องมองไป๋หยุนเฟยด้วยสายตาเหยียดหยามไม่พอใจ คำพูดเมื่อครู่ก็มาจากปากผู้ที่เดินนำหน้ามานั่นเอง
ไป๋หยุนเฟยขมวดคิ้วถาม “เ้าว่าอะไร? มีเื่อันใด?”
“ข้าถามเ้าอยู่ ยังกล้าไม่ตอบหรือ? พวกเราทุกคนล้วนผ่านการทดสอบพร์มาแล้ว มีเพียงเ้าเท่านั้นที่จู่ๆก็เดินเข้ามา หึ หึ ดูท่าคงจะมีเส้นสายช่วยให้เดินเข้าประตูข้างได้กระมัง? คิดไม่ถึงว่าแม้แต่การรับศิษย์ของสำนักช่างประดิษฐ์ก็ยังมีเื่เช่นนี้...” ชายหนุ่มร่างกำยำเขม้นมองมาที่ไป๋หยุนเฟย ขณะเดียวกันก็เอ่ยปากเหยียดหยาม
ไม่น่าประหลาดใจว่าไฉนมันจึงไม่พอใจ ยามอยู่ที่บ้านมันได้รับการประคบประหงมราวเทพบุตร ก่อนมาก็ป่าวประกาศไปทั่วเมืองว่าตนมาร่วมการคัดเลือกเข้าเป็ศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์ เมื่อมาถึงยังต้องรอเพื่อเข้าทดสอบอยู่หลายชั่วยามจึงมาอยู่ที่นี่ได้ แต่กลับมีคนเดินตรงเข้ามาที่จุดพักคอยของผู้ผ่านการคัดเลือกโดยไม่ต้องทดสอบ สร้างความไม่พอใจแก่มันอย่างยิ่ง และเมื่อได้เห็นผู้ที่นำมันเข้ามาไม่อยู่คอยดูแล ก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องเป็ลูกพลับที่บีบเค้นโดยง่าย จึงคิดจะใช้เป็ที่ระบายอารมณ์
ไป๋หยุนเฟยกวาดตามองฝ่ายตรงข้ามก็พบว่าเป็วีรชนิญญาระดับปลาย นับว่ามีพร์ไม่เลว เพียงแต่อุปนิสัยกลับเกินทน ไป๋หยุนเฟยคร้านจะใส่ใจจึงหันหลังกลับไปมองสนามทดสอบที่อยู่ห่างออกไปแทน
“เ้าเด็กน้อย! พี่ใหญ่กำลังถามเ้าอยู่! ยังไม่กล้าตอบวาจาหรือ?!”
“มิผิด พี่ใหญ่หลี่เจี้ยนเหรินเป็ผู้ฝึกปรือิญญาที่มากพร์เป็ถึงวีรชนิญญาระดับปลาย มิหนำซ้ำยังผ่านการทดสอบพร์ธาตุไฟด้วยคะแนนสูงสุดคือ‘ระดับพิเศษ’อีกด้วย! หลังจากนี้ก็เพียงรอให้บรรลุด่านภูติญญาเพื่อสร้างวัตถุิญญาเฉพาะตัวเท่านั้น ก็จะมีโอกาสได้เป็ศิษย์สายตรงของผู้าุโ เช่นนี้แล้วเ้ายังจะกล้าเพิกเฉยอยู่อีก?!”
“เฮอะ ช่างโอหังนัก เชื่อหรือไม่ว่าพวกจะเราจะสั่งสอนบทเรียนแก่เ้า จะได้สำนึกว่าในหมู่ศิษย์หน้าใหม่นี้ผู้ใดกันแน่ที่เป็พี่ใหญ่”
“ถูกต้อง...”
หลี่เจี้ยนเหรินกับพวกพ้องที่เพิ่งรับมาเป็สมุนเห็นปฏิกิริยาของไป๋หยุนเฟย ก็ยิ่งแสดงความโอหังกล่าววาจาไม่หยุดยั้ง แต่ละประโยคล้วนเป็คำพูดเยินยอและข่มขู่ แน่นอนว่า เยินยอนั้นสำหรับ‘พี่ใหญ่’ของพวกมัน ส่วนข่มขู่นั้นใช้กับไป๋หยุนเฟย
ไป๋หยุนเฟยหันกลับไปมองด้วยความประหลาดใจขณะเดียวกันมุมปากก็เริ่มกระตุก มันพยายามสะกดกลั้นอย่างยิ่งที่จะไม่ะเิเสียงหัวเราะต่อชื่ออีกฝ่าย --- หลี่‘เจี้ยนเหริน(คนสารเลว)’? หรือมันจะเป็พี่น้องกับหลี่‘เจี้ยนหนาน(ชายสารเลว)’?
หลี่เจี้ยนเหรินพึงพอใจต่อสีหน้า‘ตื่นกลัว’ของอีกฝ่ายอย่างยิ่ง มันโบกมือห้ามปรามด้วยท่าทีลำพองใจเหล่าสมุนก็เงียบเสียงลง จากนั้นจึงชี้ไปที่ไป๋หยุนเฟยพร้อมกับกล่าวอย่างโอหังว่า “ในเมื่อเ้าไม่รู้ความข้าก็จะอภัยให้ ยามนี้เ้าตอบคำถามของนายน้อยก่อน แล้วจากนี้เรียกข้าเป็‘พี่ใหญ่’คอยติดตามรับใช้!!”
ป่าไม้อันกว้างใหญ่ย่อมไม่น่าประหลาดที่จะมีวิหคหลากหลาย แต่กับคนประเภทนี้ก็เข้าสำนักช่างประดิษฐ์ได้หรือ? ไป๋หยุนเฟยเบะปากก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ข้าไม่สนใจ”
“เ้า...”
“เอ๊ะ? นั่นพี่ไป๋ไม่ใช่หรือ?!” น้ำเสียงตื่นเต้นดังขึ้นขัดจังหวะหลี่เจี้ยนเหริน จากนั้นก็มีคนสี่คนเดินจับกลุ่มเข้ามา ผู้ที่เดินนำหน้ากลับเป็จงซูหาวกับหลิวหมาง
ไป๋หยุนเฟยเองก็ตกตะลึงเช่นกัน คิดไม่ถึงว่าสองคนนี้จะผ่านการทดสอบมาได้ มันยิ้มพลางกล่าวว่า “อืม คิดไม่ถึงว่าเ้าทั้งสองจะผ่านการทดสอบมาได้ ฮ่า ฮ่า ไม่เลว...”
“ฮ่า ฮ่า พวกข้าก็คิดไม่ถึง แม้จะผ่านด้วยพร์ระดับกลางก็ตาม แต่พวกข้าก็พอใจอย่างยิ่งแล้ว หลังจากนี้หากผ่านการทดสอบพร์หลอมประดิษฐ์ก็จะกลายเป็ศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์แล้ว!” จงซูหาวลูบศีรษะตนเองพร้อมกับกล่าวอย่างตื่นเต้น
ไป๋หยุนเฟยมองไปที่ชายหนุ่มที่เหลืออีกสองคนจากนั้นจึงถามว่า “ทั้งสองคนนี้คือ...”
“โอ ข้าขอแนะนำให้รู้จัก” จงซูหาวรีบกล่าว “นี่คือม่อเสี่ยวเซียน นี่คือซีเหยียน ทั้งสองเป็วีรชนิญญาระดับปลายมิหนำซ้ำยังผ่านการทดสอบด้วยพร์ระดับสูงอีกด้วย!”
“จริงหรือ?” ไป๋หยุนเฟยลอบประหลาดใจ ดูจากภายนอกแล้วชายหนุ่มทั้งสองสมควรอายุน้อยกว่าตนเองเล็กน้อย มันจึงครุ่นคิดขึ้นว่า อายุเพียงเท่านี้ก็มีความสามารถระดับนี้แล้ว มิหนำซ้ำยังมีพร์ธาตุไฟระดับสูงอีก เชื่อว่าในภายหน้าจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน อีกอย่างจงซูหาวเองแม้อายุยังน้อยแต่ในเวลาอันสั้นกลับสามารถทำความรู้จักและคบหาทั้งสองคนนี้ได้ นับว่าร้ายกาจจริงๆ
ม่อเสี่ยวเซียนเป็ชายหนุ่มไว้ผมสั้นนิสัยร่าเริง มันทักทายไป๋หยุนเฟยด้วยท่าทีเป็มิตร ส่วนซีเหยียนกลับเงียบขรึม ดูท่าแล้วอาจเพราะเป็คนไม่ชมชอบพูดจา มันเพียงพยักหน้าทักทายไป๋หยุนเฟยจากนั้นจึงหันไปยืนมองสนามทดสอบที่อยู่ห่างออกไป
ยามนั้นเอง หลิวหมางที่เงียบงันมาตลอดก็ลอบเดินมาข้างกายไป๋หยุนเฟยพร้อมกับกล่าวว่า “พี่ไป๋ เมื่อครู่ข้าเห็นท่านทักทายกับศิษย์พี่หญิงที่งดงามผู้นั้น ท่านช่างร้ายกาจนัก! จากไปเพียงครู่เดียวก็รุกจู่โจมนางสำเร็จ ต่อไปคงต้องฝากตัวให้ท่านช่วยดูแลน้องชายผู้นี้แล้ว! หึหึ...”
ไป๋หยุนเฟยอับจนคำพูด เมื่อครู่เหลียนหลิงิ่เพียงทักทายมันเท่านั้น กลับถูกเ้าเด็กผู้นี้พบเห็นเข้า มิหนำซ้ำ --- เด็กโสโครกผู้นี้เงียบอยู่นานไม่พูดจา แต่พอเปิดปาก ไฉนประโยคแรกที่กล่าวออกมาจึงได้น่าสมเพชนัก?
“จริงสิพี่ไป๋ คนพวกนี้เป็สหายท่านหรือ?” หลิวหมางเอ่ยปากถามพลางชี้ไปยังหลี่เจี้ยนเหรินกับพวก
ไป๋หยุนเฟยสั่นศีรษะ “ไม่รู้จัก...”
……
พวกมันพูดคุยสนทนากันอย่างสนุกสนาน ปล่อยให้หลี่เจี้ยนเหรินที่มาก่อนถูกทอดทิ้งราวกับอากาศธาตุ มันจึงหน้าแดงก่ำเดือดดาลจนตัวสั่นระริกราวกับกลุ่มของไป๋หยุนเฟยล่วงเกินตนเอง
สุดท้ายหลี่เจี้ยนเหรินไม่อาจระงับโทสะ กระทืบเท้ากับพื้นจนแตกร้าวพร้อมกับชี้นิ้วด่าทอไป๋หยุนเฟยด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “มาร...ดา...เ้า...เถอะ! เ้าเด็กน้อย เ้าบังอาจไม่...”
“ปัง!!”
ครึ่งประโยดที่เหลือกลับถูกเสียงกระแทกหมัดที่ดังสนั่นกลบไปสิ้น จากนั้นก็เห็นเพียงหลี่เจี้ยนเหรินลอยละลิ่วออกไป มันลอยคว้างตีลังกาหลายตลบจึงค่อยร่วงลงพื้น จากนั้นจึงปรากฏโลหิตหลั่งไหลออกจากปากพร้อมกับฟันที่หลุดออกมาอีกหลายซี่
ไป๋หยุนเฟยซึ่งอยู่ตรงจุดที่มันยืนเมื่อครู่รั้งหมัดกลับคืน จากนั้นจึงใช้สายตาเ็าเขม้นมองหลี่เจี้ยนเหรินที่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน ก่อนจะกล่าวว่า “คำพูดติดปากบางคำ ใช่ว่าจะสามารถใช้ได้กับทุกคน หากยังกล้ากล่าวออกมาอีก ข้าจะตัดลิ้นเ้า!”
“……”
เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน สร้างความตกตะลึงแก่ผู้ที่อยู่โดยรอบจนตาค้าง เมื่อครู่ไป๋หยุนเฟยยังใช้สีหน้าสงบนิ่งสนทนากับม่อเสี่ยวเซียนอยู่ชัดๆ จู่ๆก็พลันแสดงสีหน้าดุดันราวพยัคฆ์ร้ายจนผู้คนหวาดหวั่นออกมา และเพียงพริบตาเดียวผู้ฝึกปรือิญญาแห่งด่านวีรชนิญญาระดับปลายก็ลอยละลิ่วออกไปจนคนรอบข้างไม่ทันได้รู้สึกตัว
“อู้อู้... ฟู่!” หลี่เจี้ยนเหรินงงงันอยู่ชั่วครู่จึงค่อยรู้สึกตัวคืนสติ มันอ้าปากราวกับคิดจะกล่าวบางอย่าง แต่กลับมีโลหิตและฟันทะลักออกมาแทน หลี่เจี้ยนเหรินพลุ่งพล่านดาลเดือดราวกับคลุ้มคลั่ง มันชี้นิ้วใส่ไป๋หยุนเฟยพร้อมกับร้องขึ้น “เ้า... ข้า... มาร...”
“ซูม!!” ไป๋หยุนเฟยยกมือขวาขึ้น ก็ปรากฏแสงสีแดงแผ่กระจายอยู่โดยรอบ มันกล่าวด้วยสีหน้าเฉื่อยชาว่า “เ้าอย่าคิดว่าข้าพูดแล้วไม่กล้าทำจริง ไม่เชื่อลองกล่าวอีกสองคำที่เหลือดูก็ได้!”
“ภูติญญา!!”
ไป๋หยุนเฟยะเิพลังิญญาออกมาอย่างดุดัน สร้างความแตกตื่นแก่ผู้คนอีกครั้ง ทุกสายตาล้วนจับจ้องมาด้วยความเลื่อมใส
“มันเป็ภูติญญา! มิหนำซ้ำยังใช้ธาตุไฟ! มิน่าเล่าจึงข้ามการทดสอบพร์ธาตุไฟมาได้...”
“บรรลุถึงด่านภูติญญาแล้ว ไฉนยังคิดจะเข้าสำนักช่างประดิษฐ์อยู่อีก?”
“อายุยังน้อยเช่นนี้ก็เป็ถึงภูติญญาแล้ว มันมาจากตระกูลใหญ่ใดกัน?”
“……”
ยามหลี่เจี้ยนเหรินสบสายตาอันเ็าของไป๋หยุนเฟย ก็แตกตื่นจนไม่กล้ากล่าวคำพูดที่เหลือแม้แต่ครึ่งคำ ใบหน้ามันฉายแววตื่นตระหนกไม่ยินยอม แต่ก็ไม่ทราบจะทำอย่างไรดี มิหนำซ้ำเหล่า‘สมุน’ใหม่ทั้งหลาย ยามนี้ก็ไม่ทราบไปอยู่ที่ใดแล้ว
“สนามทดสอบแห่งนี้ห้ามมีการทะเลาะวิวาท พวกเ้าทำอะไรกัน?!”
ทันใดนั้นเองก็มีเสียงจาก์ลอยเข้าสู่โสตประสาทของหลี่เจี้ยนเหริน จากนั้นก็ปรากฏศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์จำนวนหนึ่งวิ่งเข้ามา ผู้ที่นำหน้าก็คือจางซานเสียน
จางซานเสียนกวาดตามองโดยรอบก็เห็นหลี่เจี้ยนเหรินที่ใบหน้าบวมปูด จากนั้นจึงพบเห็นไป๋หยุนเฟย มันขมวดคิ้วถามด้วยความงุนงง “ศิษย์น้องไป๋ เกิดอะไรขึ้นที่นี่?”
ไป๋หยุนเฟยสะบัดมือสลายพลังไปบนมือ จากนั้นจึงรั้งพลังิญญากลับพร้อมกับคืนสู่สีหน้าเรียบเฉยอีกครั้ง มันกล่าวขึ้นด้วยใบหน้าสำนึกเสียใจว่า “พี่ซานเสียน ข้าขออภัย ข้าไม่ได้มีเจตนาจะก่อเื่วิวาท แต่คนผู้นี้พูดจาหยาบคาย ข้าอดรนทนไม่ไหวจึงลงมือสั่งสอน”
“อ้อ? เป็เช่นนี้เอง...” จางซานเสียนพยักหน้ารับทราบโดยไม่ได้ซักถามต่อ เพียงหันกลับไปหาหลี่เจี้นรเหรินจากนั้นจึงกล่าวอย่างเ็า “ไปที่อื่นแล้วเยียวยาตนเองเสีย หากยังก่อเื่อีก จะถูกยกเลิกคุณสมบัติผู้สมัคร!”
เห็นได้ชัดว่าไป๋หยุนเฟยได้รับการปฏิบัติเป็พิเศษ ผู้คนจึงเริ่มคาดเดาถึงที่มาของมันไปต่างๆนานา --- ไฉนสำนักช่างประดิษฐ์จึงได้‘เอาอกเอาใจ’คนผู้นี้นัก?
“ศิษย์น้องไป๋ การทดสอบใกล้จะจบแล้ว เ้าอดทนรออีกสักครู่ก็สามารถขึ้นเขาเพื่อทดสอบพร์การหลอมประดิษฐ์ได้แล้ว”
จางซานเสียนกล่าวอีกไม่กี่ประโยคก็จากไปโดยไม่แยแสต่อคำวิพากษ์วิจารณ์จากผู้คนโดยรอบ
ยามที่ไป๋หยุนเฟยกลับมารวมกลุ่มกับพวกจงซูหาวอีกครั้ง สายตาของทุกคนก็แปรเปลี่ยนไป แม้แต่ม่อเสี่ยวเซียนกับซีเหยียนเองก็มีสายตานับถือเลื่อมใส --- ความสามารถคือสิ่งที่ผู้อื่นมองเห็นด้วยสายตาไม่ใช่คำพูด
……
ที่สนามทดสอบ โต๊ะทดสอบที่สามด้านขวา
“ไม่ผ่าน คนต่อไป!”
ศิษย์ที่ควบคุมการทดสอบที่โต๊ะนั้นมองดูผลึกหิน เมื่อพบว่าส่งแสงออกมาเพียงหนึ่งในสี่ส่วนก็เอ่ยปากขึ้น
ชายหนุ่มผู้บรรลุด่านปัจเจกิญญาระดับปลายแสดงสีหน้าผิดหวังก่อนจะเดินจากไป คนต่อมาเป็ชายหนุ่มไว้ผมยาวอายุราวยี่สิบสามยี่สิบสี่ รูปร่างผอมบางแต่หลังตั้งตรงท่วงท่าสง่า มุมปากมันประดับไว้ด้วยรอยยิ้ม เป็ชายหนุ่มที่นับได้ว่าหล่อเหลาไม่น้อย
เมื่อเดินมาถึงหน้าโต๊ะทดสอบ มันกลับไม่วางฝ่ามือลงบนอุปกรณ์ทดสอบเพียงยิ้มพลางกล่าวว่า “ศิษย์พี่ท่านนี้ ข้าคิดว่าคงไม่จำเป็ต้องทดสอบด่านนี้แล้ว”
“เอ๊ะ? เ้าหมายความว่า...”
ขณะที่ศิษย์ผู้ควบคุมการทดสอบประจำโต๊ะกำลังงุนงงอยู่นั้น ชายหนุ่มก็ยกมือขวาขึ้น
“ซูม”
เหนือฝ่ามือมันปรากฏลูกไฟขึ้น อีกทั้งรอบลูกไฟยังห่อหุ้มเอาไว้ด้วยแสงสีเขียวอีกชั้น พร้อมกับที่พลังิญญาระดับภูติญญาแผ่กระจายออกชายหนุ่มก็กล่าวขึ้นว่า
“ข้ามีนามว่าเย่จือชิว อายุยี่สิบสอง จากเมืองชางหลาน มณฑลหวงชวน บรรลุด่านภูติญญาระดับปลาย ฝึกปรือธาตุไฟและธาตุไม้”
