ผู้คนยังไม่ทันจะได้มีปฏิกิริยาต่อคำพูดมัน ทั้งยังไม่ทันได้สังเกตว่าทางเลี้ยวนั้นเป็เช่นไร ก็ถูกหลี่เถี่ยชุยพาออกจากถ้ำแล้ว
หลังจากกลับมายืนอยู่ที่ปากถ้ำอีกครั้ง ในที่สุดไป๋หยุนเฟยก็ถอนหายใจยาวเหยียดหลายคำติดต่อกัน --- ดูท่าคล้ายกับว่าข้าจะผ่านแล้ว...
จงซูหาวที่อยู่ด้านข้างก็อ้าปากหายใจโดยแรง มันหลั่งเหงื่อโซมหน้าแต่แววตากลับฉายแววตื่นเต้นอย่างชัดเจน
“ฮ่า ฮ่า! คิด... คิดไม่ถึงว่าข้า... ข้าจะยืนหยัดจนจบได้! บอกข้าทีว่าใช่หรือไม่ใช่ ข้า... ข้าได้เป็ศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์แล้วใช่หรือไม่?!” จงซูหาวกระหืดกระหอบเงยหน้าขึ้น แต่ยังคงถามออกมาด้วยความตื่นเต้น
สีหน้าไป๋หยุนเฟยกับเย่จือชิวยังคงสงบเยือกเย็นแต่ก็แฝงไว้ด้วยความสงสัย ทั้งคู่เชื่อว่าคงจะไม่ง่ายดายเช่นนี้แน่...
และก็เป็ดังที่คาด หลังจากหลี่เถี่ยชุยกำชับต่อเซียวหนานเหรินให้นำผู้ที่ทดสอบไม่ผ่านลงไปส่งที่เชิงเขาแล้ว ใบหน้าอันสัตย์ซื่อของมันก็หันกลับมาหาทุกคน จากนั้นจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “ฮ่า ฮ่า! พวกเ้าทำได้ไม่เลว ครั้งนี้มีผู้ผ่านการทดสอบพร์หลอมประดิษฐ์ขั้นต้นถึงเก้าสิบหกคน”
“อ้อ พวกเ้าได้ยินไม่ผิด นั่นเป็‘ขั้นต้น’จริงๆ พวกเ้าน่าจะทราบดีว่าศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์แบ่งออกเป็ศิษย์สายในและศิษย์สายนอก ยามนี้พวกเ้าถือว่ามีคุณสมบัติที่จะเป็ศิษย์สายนอกแล้ว แต่สำหรับการเป็ศิษย์สายในย่อมที่จะไม่ง่ายดายเช่นนี้ หลังจากนี้อีกสามวันให้มาพร้อมกันที่นี่อีกครั้งเพื่อทำการทดสอบเข้าเป็ศิษย์สายใน และตอนนั้นเองที่จะทราบว่าผู้ใดมีคุณสมบัติจะเป็ศิษย์สายใน ผู้ใดจะได้เป็เพียงศิษย์สายนอก...”
“่เวลาสามวันต่อจากนี้ให้พวกเ้าไปพักผ่อนที่ห้องรับรองแขกบริเวณยอดเขาประจิม เพื่อปรับสภาพเตรียมร่างกายให้พร้อมที่จะเข้ารับการทดสอบที่แท้จริงต่อไป!”
……
ยามนี้เป็เวลาที่ดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าแล้ว ลำแสงสีทองยามพลบค่ำที่ยังสาดส่อง ฉาบย้อมทั่วบริเวณสร้างความเคลิบเคลิ้มให้แก่ผู้คน
ไป๋หยุนเฟยมองดูผู้คนที่เดินคอตกลงจากเขา แต่ละคนกำลังเดินติดตามเซียวหนานเหรินจากไป ไป๋หยุนเฟยนึกย้อนจึงเข้าใจต่อคำพูดของหลี่เถี่ยชุยในคราแรก‘ไม่เช่นนั้นยามลงจากเขาจะมองไม่เห็นทาง’ว่าหมายถึงอะไร คนเหล่านี้มาที่นี่ด้วยความหวัง แต่กลับต้องจากไปอย่างเงียบงัน ในนั้นยังมีหลายคนที่เป็วีรชนิญญาระดับปลาย ยังมีหลี่เจี้ยนเหรินที่มีพร์ธาตุไฟระดับ‘พิเศษ’ซึ่งมีเพียงสองคน กลับไม่มีแม้แต่คุณสมบัติจะเป็ศิษย์สายนอก...
“ที่เรียกว่าการทดสอบพร์หลอมประดิษฐ์นั้น ช่างถูกต้องแม่นยำนัก...” ไป๋หยุนเฟยเหลียวหน้ากลับไปมองปากถ้ำ ในใจก็ปราศจากความกังขาอีก
จากนั้นทั้งเก้าสิบหกคนก็ถูกพาไปยังยอดเขาประจิม จากนั้นจึงแยกย้ายเข้าพักในตึกหลายหลัง ก่อนท้องฟ้าจะสิ้นแสงซ่งหลินมาตรวจดูรอบหนึ่ง หลังจากย้ำเตือนผู้ผ่านการทดสอบว่าห้ามไปไหนมาไหนตามอำเภอใจแล้วจึงจากไป
……
ค่ำคืนนั้น ไป๋หยุนเฟยนอนอยู่บนเตียงอย่างเกียจคร้านด้วยความเบื่อหน่าย ขณะเดียวกันก็ครุ่นคิดถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดในวันนี้
การคัดเลือกศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์ เมื่อเทียบกับที่มันเคยจินตนาการเอาไว้แล้ว ช่างเรียบง่ายไม่มีอันใดซับซ้อน จนมันเองถึงกับรู้สึกว่าแทบไม่ได้ทำอันใดก็ได้มาซึ่งคุณสมบัติการเป็ศิษย์สายนอกแล้ว
“แต่ว่า... เท่านี้ยังไม่พอ! อย่างน้อยข้าต้องเข้าเป็ศิษย์สายใน หรือไม่ก็ได้เป็ศิษย์สายตรงของเ้าสำนักหรือผู้าุโท่านใดท่านหนึ่ง อย่างนั้นจึงจะน่าพอใจ” ไป๋หยุนเฟยนอนหนุนแขนทั้งสองข้างพึมพำขึ้น “ถ้ำลึกลับนั้น ถูกสำนักช่างประดิษฐ์ใช้เป็สถานที่ทดสอบพร์หลอมประดิษฐ์ คงไม่ได้ทำขึ้นเพื่อหลอกลวงตบตาผู้คน แม้จะรู้สึกว่ายากจะทำความเข้าใจ แต่ในโลกใบนี้ยังมีเื่ราวอีกมากมายที่ประหลาดพิสดารยากจะอธิบาย ก่อนหน้าที่ข้าจะปลุกพลังิญญาให้ตื่นขึ้นมาได้ ข้าเองก็ไม่เคยคิดว่าจะมีผู้ที่สามารถเหาะเหินไปบนอากาศได้ ยังมีผู้สามารถควบคุมพลังธรรมชาติแห่งฟ้าดิน หรือแม้แต่กระบวนการอัพเกรดที่ประหลาดพิสดารนี้ก็เช่นกัน เื่ราวเหล่านี้ข้าล้วนไม่อาจทำความเข้าใจ... ดังนั้นการทดสอบของถ้ำนั้น เชื่อว่าจะต้องไม่ผิดพลาด”
“หากจะบอกว่าความรู้สึกกดดันนั้นแสดงถึงความสูงต่ำของพร์หลอมประดิษฐ์ ถ้าเช่นนั้นพร์หลอมประดิษฐ์ข้าคงไม่สูงเท่าใดนัก...” ไป๋หยุนเฟยครุ่นคิดถึงเื่ราวภายในถ้ำ ในใจก็เริ่มรู้สึกผิดหวัง “แม้จะไม่ทราบว่าหลังจากผ่านทางเลี้ยวในถ้ำแล้วจะเป็อย่างไร แต่ในเมื่อยังอยู่ภายในถ้ำ หากเดินต่อไปแรงกดดันก็สมควรที่จะมากยิ่งขึ้น แล้วข้าจะสามารถยืนหยัดเดินต่อไปได้อีกไกลเท่าใดกันนะ? แล้วหากข้าไม่อาจเข้าเป็ศิษย์สายในได้เล่า...”
ไป๋หยุนเฟยตื่นตระหนกต่อความคิดในแง่ร้ายในใจของตนเอง มันลุกขึ้นนั่งพร้อมกับตบแก้มตนเองก่อนจะกล่าวขึ้น “อย่าได้ขาดความมั่นใจเช่นนี้! โลกนี้ไม่มีอะไรที่แน่นอน ในเมื่อยามนี้ข้าก็ได้มาซึ่งคุณสมบัติการเป็ศิษย์สายนอกแล้ว ก็ต้องต่อสู้ฟันฝ่าจนได้เป็ศิษย์สายในให้ได้!”
ขณะที่ไป๋หยุนเฟยปลุกปลอบตนเองอยู่นั้น ก็มีเสียงขลุ่ยแว่วเข้าหู เสียงขลุ่ยไม่ดังเท่าใดนักแต่ก็สามารถสร้างความเคลิบเคลิ้มให้แก่ผู้คน ไป๋หยุนเฟยที่จิตใจคับข้องหม่นหมอง หลังจากได้ยินเสียงขลุ่ยจิตใจก็เริ่มสงบแจ่มใสขึ้น
“ดึกปานนี้แล้ว เหตุใด... เอ๊ะ? เป็มัน...” ไป๋หยุนเฟยลอบประหลาดใจ หลังจากใคร่ครวญชั่วครู่จึงลุกขึ้นเดินออกไปด้านนอก
เมื่อเปิดประตูห้องออกไป ด้านนอกเป็สวนอันกว้างขวาง ภายในสวนมีโต๊ะหินอยู่หลายตัว ทางด้านซ้ายเป็ต้นไม้สูงเสียดฟ้าอายุนับร้อยปีแผ่กิ่งก้านราวกับร่มคันใหญ่ แต่เพราะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วจึงแทบจะไม่เหลือใบคงอยู่ ที่มีก็เป็ใบสีเหลืองที่แม้จะถูกลมพัดปลิวสะบัดแต่ก็ยังคงยืนหยัดไม่ยอมทอดทิ้งต้นไม้ที่คอยหล่อเลี้ยงมัน
บนกิ่งไม้ใหญ่ที่สูงจากพื้นราวห้าวา มีชายหนุ่มผมยาวร่างผอมบางนั่งอยู่้าพร้อมกับเอนหลังพิงลำต้น ในมือมันมีขลุ่ยยาวสีมรกต เสียงขลุ่ยที่ได้ยินเมื่อครู่ก็มาจากมันนี่เอง ยามนี้มันกอดอกแหงนหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ที่สุกสว่าง คล้ายกับกำลังเหม่อลอยครุ่นคิดถึงเื่บางอย่าง
“พี่เย่ นี่ก็ดึกแล้วไฉนจึงยังไม่พักผ่อน? หรือกำลังครุ่นคิดเื่อันใด?” ได้ยินเสียงมาจากด้านหลังของมัน
เยจือชิวกลับไม่มีทีท่าว่าจะใ เพียงรั้งสายตาจากดวงจันทร์ไปทางไป๋หยุนเฟยที่นั่งอยู่บนกิ่งไม้ทางด้านซ้ายของตน จากนั้นจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “พี่ไป๋ ข้าส่งเสียงรบกวนท่านหรือไม่? ขออภัย...”
“ไม่เลย ไม่เลย ที่จริงข้าเองก็ฟุ้งซ่านนอนไม่หลับอยู่แล้ว” ไป๋หยุนเฟยโบกมือก่อนจะเอนกายพิงลำต้นเลียนแบบอีกฝ่าย มันแหงนหน้ามองท้องฟ้าพร้อมกับถอนหายใจ “ในบรรดาผู้ที่ผ่านการทดสอบ พี่เย่ถือว่ามีพร์โดดเด่นที่สุด แล้วไฉนวันนี้จึงได้คับข้องใจเช่นนี้?”
“ฮ่า ฮ่า พี่ไป๋ท่านเข้าใจผิดแล้ว” เย่จือชิวหัวเราะ จากนั้นจึงกล่าวติดตลก “บทเพลงที่ข้าเป่าเมื่อครู่ท่วงทำนองสดใสช่วยให้จิตใจสงบ ไฉนท่านจึงเข้าใจว่าข้ากำลังคับข้องใจได้เล่า?”
ไป๋หยุนเฟยกลับไม่ได้หันไป เพียงเหม่อหมองหมู่ดาวที่กระจายเกลื่อนฟ้าพร้อมกับกล่าวด้วยเสียงแ่เบา “สิ่งที่แสดงออกภายนอก ไม่ได้หมายความว่าจะไร้ทุกข์ปราศจากกังวลดังที่เห็น การบรรเลงเพลงที่สดชื่นสบายใจ บางทีอาจจะเพื่อพยายามจะสงบใจจากเื่ที่เป็ทุกข์...”
เย่จือชิวชะงักไปชั่วขณะด้วยสีหน้าเหม่อลอย สุดท้ายจึงแหงนหน้าขึ้งมองท้องฟ้าอย่างเงียบงัน
ยามนี้ ภายในสวนกลับสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง ราวกับคนทั้งสองมีความในใจ จึงนั่งเหม่อลอยปล่อยใจให้ล่องลอยไปตามความคิด
“บิดาข้าเป็ผู้นำตระกูลเย่แห่งเมืองชางหลานในมณฑลหวงชวน ในแผ่นดินอันกว้างใหญ่นี้ไม่นับว่าโด่งดังอะไร แต่ในมณฑลหวงชวนนั้น ตระกูลเรานับว่าเคยผ่านยุคอันรุ่งเรืองมาก่อน ใน่ที่รุ่งเรืองที่สุดถึงกับเคยมีราชันิญญาอยู่คนหนึ่ง แต่ว่าเมื่อมาถึงยุคนี้ตระกูลเราก็เสื่อมถอยลง เมื่อหลายปีก่อนเกิดการต่อสู้กับอีกหลายตระกูลสร้างความเสียหายให้แก่พวกเราอย่างหนัก อีกทั้งพี่ใหญ่ของข้าก็ถูกทำลายการฝึกปรือ เพราะเื่นี้จึงทำให้บิดาข้าจิตใจไม่ปกติ...” ผ่านไปเนิ่นนาน เย่จือชิวจึงเริ่มเปิดปากกล่าววาจา มันบอกเล่าเื่ราวออกมาคล้ายจะพูดกับตนเอง แต่ก็คล้ายจะกล่าวกับไป๋หยุนเฟย มันกล่าวต่อไปว่า “ไม่กี่ปีมานี้ ตระกูลเย่นับวันก็จะยิ่งย่ำแย่ลง หากเป็เช่นนี้ต่อไป เกรงว่าคงต้องกลายบริวารของตระกูลอื่นแล้ว”
เย่จือชิวหยุดไปชั่วครู่ก่อนจะกล่าวต่อว่า “ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยใส่ใจเื่ราวในตระกูล คิดเพียงแต่จะเล่นสนุกผ่อนคลายไปวันๆ แต่ยามนี้ที่ข้าทำได้มีเพียงเฝ้ามองบิดาที่เคร่งเครียดด้วยเื่ของตระกูลจนผมเริ่มหงอกขาวขึ้นทุกวัน ครั้งนี้ที่มายังสำนักช่างประดิษฐ์ก็เพราะได้รับคำสั่งจากบิดา หากข้าสามารถฝึกปรือจนประสบความสำเร็จ ไม่แน่ว่าตระกูลเย่อาจจะผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปได้...”
“เป็เื่ของตระกูลอีกแล้ว...” ไป๋หยุนเฟยคิดในใจ อีกฝ่ายบอกเล่าเื่ราวแก่ตนเช่นนี้คาดว่าจะเห็นไป๋หยุนเฟยเป็สหายที่คู่ควรแก่การคบหา เพียงแต่ว่า ไป๋หยุนเฟยกลับไม่ทราบว่าควรจะกล่าววาจาปลอบโยนอย่างไรจึงจะเหมาะสม
หลังจากบอกเล่าเื่ราวที่อัดอั้นในใจแล้ว เย่จือชิวก็ดูผ่อนคลายขึ้นมาก หลังจากเช็ดขลุ่ยในมือแล้วเก็บไว้ มันก็ยิ้มพบางกล่าวว่า “แต่ครั้งนี้นับว่าข้าโชคดีไม่น้อยที่มีพร์หลอมประดิษฐ์ไม่ต่ำทราม หากมีวาสนาถูกรับเป็ศิษย์สายตรงของผู้าุโและฝึกปรือจนฝีมือเข้มแข็งขึ้น สักวันข้าจะทำให้ตระกูลเย่กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง!”
ไป๋หยุนเฟยพยักหน้ากล่าวว่า “ฮ่า ฮ่า เชื่อว่าพี่เย่ต้องทำได้อย่างแน่นอน!”
“จริงสิ พี่ไป๋ วันนี้เ้า...”
“หาเ้าพบแล้ว!” เย่จือชิวกล่าวยังไม่ทันจบประโยคก็มีเสียงร้องดังขึ้นขัดจังหวะ คนทั้งสองจึงหันไปมองที่ด้านขวาพร้อมกัน
เห็นเงาร่างของคนผู้หนึ่งกระโจนเข้ามาจากด้านนอกของสวนมาหยุดยืนอยู่ไม่ไกลจากทั้งคู่ จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมามองไป๋หยุนเฟยที่อยู่บนต้นไม้ --- ที่แท้ก็เป็เฟยเหนียนซึ่งต่อสู้กับไป๋หยุนเฟยที่เชิงเขา
“ไป๋หยุนเฟย มาสู้กับข้าอีกครั้ง!”
